คีตา-วาฑิต

ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม  เขียน

  เพลงประกอบ "ดวงใจในฝัน" ทำนองโดย สุทิน เทศารักษ์ คำร้องโดย ไสล ไกรเลิศ

Hit Counter

.

      คืนนี้มันก็เงียบหงอยเหมือนคืนก่อนๆที่ผ่านไป…

      บ้านชานเมืองที่ผู้คนมักจะเข้านอกกันแต่หัวค่ำเช่นนี้เสมอ ลมหนาวกรูเกรียวกันเข้ามาทางบานหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ ทำให้วาทิตต้องรีบขยับกระชับผ้าห่มแล้วขดตัวอยู่ภายใน มันเหมือนกันกับทุกๆคืนอีกนั่นแหละที่เขาได้เสียงเกากีต้าร์ บางทีก็ตีคอร์ดแทรกผ่านมากับสายลมรัญจวนนั่น…

          “ลมหนาวโบกมาแก้วตาพี่จากไป เจ้าทิ้งพี่ให้นอนหนาว…”

          ทำนองที่พลิ้วผ่านมาด้วยหีบเพลงปากไพเราะชวนหลงไหล ทำให้วาฑิตตรองแล้วฮัมตามสำเนียงคุ้นหูนั้นอยู่เพียงลำพังภายในห้องนอนแคบที่ปิดไฟสนิทแล้ว  ใจจริงเขาอยากจะเปล่งเสียงร้องออกมาดังๆเสียเหลือเกิน แต่ก็ทำได้เพียงแค่นึกเท่านั้นเอง…

          แม้ว่าสองสามวันมานี้อากาศค่อนข้างจะหนาวเหน็บก็เถอะ แต่เสียงคีตศิลปเหล่านั้นทำให้วาทิตยอมรับฟังแต่โดยดี แทนที่เขาจะดึงบานหน้าต่างเข้าหากันเพื่อสกัดกั้นลมหนาวซึ่งลอยมาพร้อมกับเสียงดนตรีกาล เขาทำเช่นนั้นไม่ลงหรอก เพราะมันก็เท่ากับว่าเป็นการตัดสัมพันธ์สุนทรียภาพทางอารมณ์ ซึ่งมันช่างโหดร้ายต่อจิตใจอ่อนโยนดวงนี้เสียเหลือเกิน…

          “เจ้าวาทิตนี่มันก็บ้า…ห้ามไม่ให้กินข้าวสักสามวันก็ยังจะดีกว่าไปปิดเพลงที่มันกำลังฟังอยู่กระทันหัน…”

          นึกถึงคำที่เพื่อนฝูงมันค่อนขอดทีไร วาฑิตเองก็ยิ่งแน่ใจตัวเองว่าไม่มีความสุขใดๆจะมาเทียบการได้อยู่กับเสียงดนตรีอีกแล้ว เขาเคยฝันที่จะเป็นนักร้องนักดนตรีสักวัน ไม่แปลกใช่ไหมที่เขาจะคิดเพ้อเจ้อไปอย่างนั้น ทุกคนในโลกนี้ก็ล้วนแต่มีความทะเยอทะยานอยากเป็นใหญ่เป็นโตกันแทบทั้งนั้น วาทิตใคร่จะขอพรจากท้องฟ้า จากดวงดาว จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือจากอะไรๆก็ตามแต่ที่เด็กๆชอบขอ หากเป็นได้ดั่งฝันเขาขอที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งกาลกลดนตรี…

          เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกับขลุ่ยไม้ไผ่ข้างเตียง….โถ…เจ้าขลุ่ยเอ๋ย เจ้านี่ช่างกระจิ๊ดกระจ้อยร่อยน้อยราคาเสียนี่กระไร เจ้ามาจากกอไม้ในป่า เสียก็เบาระโหย ไฉนจะยิ่งใหญ่ไปได้ น่าหัวเราสิ้นดี…

          ขลุ่ยน้อยถูกลูบคลำอยู่พักหนึ่ง เขาก็เอามันมาจ่อที่ริมฝีปากพร้อมกับที่จะบรรเลงเป็นบทเพลงของคนช่างเหงา แต่ก็ชะงักไว้ก่อน….

          เพราะเสียงเพลงพื้นเมืองทางภาคเหนือล่องลอยเข้ามาในช่วงนี้พอดี มันเกิดจากีต้าร์ตัวเติมนั่นเอง วาทิตยอมรับว่าชักจะเริ่มสนใจในบทเพลงประเภทนี้เข้าให้แล้ว ดูเหมือนว่าผู้เล่นจะชำนิชำนาญเพลงแบบนี้เป็นพิเศษซะด้วยสิ หากจะลองเงี่ยหูฟังให้ถนัดถนี่ก็จะได้ยินสำเนียงที่บ่งบอกถิ่นกำเนิดของผู้ร้องคลอจะแจ้ง…

          “อ้ายคนจนจ่ำต้องทนปั่นรถถีบ…จะไปจีบอี่น้องคนงาม ปอไปถึงอ้างก่อฟ่างเอิ้นถาม…อี่น้องคนงามกิ๋นข้าวแลงแล้วกา…”

          วาฑิตทาบขลุ่ยลงกับอก แล้วนอนฟังเพลินๆพร้อมทั้งจินตนาการกว้างไกลว่ามีส่วนร่วมกับบทเพลงนั้นด้วย เวลาผ่านไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ และแล้ววาฑิตก็ม่อยหลับไปจนได้อีกหนึ่งคืน…

         

.

ถึงวันนี้แล้ววาฑิตเองก็ยังไม่เคยประสพพบหน้าเจ้าของเสียงเพลงในยามวิกาลเลยสักหนเดียว แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ หากมีโอกาสเข้าจริงๆเขาจะทำยังไงดีเล่า…จริงอยู่ที่วาทิตค่อนข้างเหงาและไร้เพื่อน แต่ดูเหมือนว่าวาทิตจะผูกสัมพันธ์กับคนแปลกน้าได้ยากสักหน่อย เขาอยากจะมีเพื่อนที่ดีและรู้ใจไปซะทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องรสนิยม…

 คิดดูเถอะหากยามเย็นแดดอ่อนจนถึงยามค่ำคืนที่แสนเหงาวาทิตได้ร้องเพลงที่คลั่งไคล้โดยมีใครสักคนร่วมเล่นดนตรีคลอไปด้วย มันคงจะสุขน้อยอยู่ซะเมื่อไหร่…

เกือบหนึ่งเดือนมาแล้วที่นักดนตรีนิรนามคนนั้นได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านเล็กๆหลังตรงกันข้าม เขามีพี่สาวที่มีลูกเป็นเด็กหญิงน้อยๆอีกคน พ่อของเด็กนั่นมีอาชีพขับรถบรรทุกออกต่างจังหวัดซึ่งนานๆวาทิตถึงจะมีโอกาสได้เห็นเขาแวะเวียนมาที่นั่นสักหาหนึ่ง แต่วาทิตกไม่เคยล่วงรู้ว่าหนุ่มเจ้าของเสียงกีต้าร์นั่นทำงานทำการอะไรที่ไหน…

ครั้นเมื่อยามเช้าที่วาทิตออกจากบ้านเพื่อไปเรียนหนังสือมันก็เป็นเวลาทีสายเกินไปสำหรับพบหน้าเขาเสียแล้ว ยามค่ำคืนที่พอจะลอบมองเห็นกันได้บ้าง  ก็พลอยถูกบังอำพรางไปด้วยเถาพวงชมพูที่เลื้อยระโยงระย้าอยู่หน้าบ้านของเขา ซ้าหลอดไฟขนาดไม่เกินยี่สิบห้าแรงเทียนที่ห้อยอยู่ตรงนั้นก็หาได้ทำให้ภาพที่วาทิตเห็นแจ่มขึ้นเลย…

แม้แต่เงาเพียงตะคุ่มๆ กับเสียงดนตรีที่ขับขานผ่านมาก็สามารถทำให้วาทิตอบอุ่นใจ ทั้งยังยอมรับเขาเป็น “เพื่อน”ไปเสียแล้วในห้วงจินตนาการ…

คืนเดือนมืดที่เกลื่อนไปด้วยแสงดาว งามระยับดุจกากเพชรที่โรยรายบนผืนกำมะหยี่สีดำ วาทิตทอดร่างอยู่ตรงขอบหน้าต่างห้องนอน ลมหนาวกระพือวูบๆพลอยให้ขนลุกเกรียว แต่แจ็คเก็ทที่เขาสวมอยู่ก็พอจะประทังไปได้บ้างพอสมควร แม่คงจะหลับไปตั้งนานแล้วกระมัง ห้องของแกก็อยู่กันคนละด้าน วาทิตหวังว่าแกคงจะไม่ตื่นขึ้นมาเอ็ดตะโรหรอกนะ ว่าทำไมเหลวไหนนอนดึกดื่นอีกแล้ว ทั้งๆที่พรุ่งนี้ก็มิใช่วันหยุดแต่ประการใดเลย…

มันเป็นการพยายามอีกครั้งเพื่อรู้หน้าค่าตาของผู้ที่เขาแอบชื่นชมอยู่เงียบๆอย่างเนืองนิจ แล้วสิ่งเผ้ารอมันก็เกิดขึ้นอีกครั้งเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านไป…

“รำพึงรำพันฝันรักรักเอยใฝ่หา….          ยังจำติดตาชวนปลื้มฉันลืมไม่ลง…

เป็นรอยพิศวาทปักใจมั่นคง                  ฝังใจพะวงหลงรอคอย…”

วาทิตนึกถึงคำร้องของเพลง “ดวงใจในฝัน” ที่ชายหนุ่มข้างบ้านเล่นขึ้นด้วยหีบเพลงปากประสานกับการตีคอร์ด ใช่แล้วซิ…เพลงโปรดเพลงนี้วาทิตก็เป่าขลุยได้คล่องไม่แพ้กัน คิดดังนั้นเขาก็คว้าเครื่องดนตรีชิ้นเล็กนั่นมาถือในลักษณะที่พร้อมบรรเลง…

“อาวรณ์ใจครวญหวนคิด คิดจนพร่ำเพ้อ พาใจละเมอหมองหม่นคิดจนเลื่อนลอย

ยามนอนถอนสะอื้นตื่นตาแลคอย    คิดจนดาวลอยคล้อยเมฆา…”

เมื่อฝ่ายนั้นเล่นผ่านไปสองท่อน วาทิตก็เป่าขลุ่ยล้อในบันไดเสียงเดียวกันเป็นทำนองของท่อนต่อไปโดยทันที…

“ฝันกอดเชยชมภิรมย์รื่นแช่มชื่นตื่นผวา          จนใจไม่มีใครเมตตา

เพียงนิทรา นิจจานึกว่าสุขเอย….”

เหมือนดังจะได้ใจ ด้วยว่าฝ่ายนั้นหยุดเล่นทำนองแต่ยังคงดำเนินเสียงประสานคลอไม่หยุด วาทิตก็เลยว่าเอาท่อนสุดท้ายเข้าไปอีก…

“กลางคืนมองจันทร์หรรษานิจจาอกฉันบางคืนขาดจันทร์เยือนหล้าน้ำตาหลั่งเคย

ลมเอยพริ้วยังแผ่วไม่มีแววเลย              เหงาใจจริงเอยหลงเชยแต่เงา…”

ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะรับรู้ในความเป็นไปแล้ว เขาชะงักงันไปชั่วขณะก่อนที่จะเล่นเพลงเดิมย้อนใหม่ตั้งแต่ต้น วาทิตเองก็คล้ายดังจะมีประสาทสัมผัสที่ตรงกัน เขาเล่นขลุ่ยสลับกับหีบเพลงปากคนละวรรคตอนเป็นที่สนุกสนานเร้าใจ ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดเห็นจะเป็นความสุขแปลกๆ สำหรับความเป็นเพื่อนที่มันกำลังก่อตัวขึ้น ณ บัดนี้แล้ว…

“นายชื่ออะไรน่ะ…เราจะรู้จักกันได้มั้ย…” วาทิตถาม หลังจากที่เดินออกมาจากรั้วระแนงเตี้ยๆมายืนอยู่บนถนนโรยกรวด ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังลอดออกมาจากข้างๆเถาพวงชมพูอันรกเลื้อย  กีต้าร์ตัวเก่งยังคงอยู่ในมือ

“คีตา…”เขาพูดเรียบๆ เสียงของเขาเนือยๆอย่างไรพิกล “นายใช่มั้ยที่เป่าขลุ่ยเมื่อตะกี้นี้…”

วาทิตพยักหน้ารับ พลางมองดูคู่สนทนาอย่างตั้งใจให้สมกับที่รอมานาน เขาเป็นหนุ่มลูกทุ่งขนานแท้ดูบึกบึน ท่อนแขนที่จับคอกีต้าร์คู่ใจล่ำสันผิดจากนักดนตรีทั่วไป แต่ใบหน้าที่ใสซื่อลบล้างความแข็งกร้าวไปจนหมด อย่างไรก็ดีสิ่งที่เห็นก็มิได้ทำให้ความคิดของวาทิตที่มีต่อเขาแต่แรกเปลี่ยนแปลงหรือผันผวนไป…

“ไหนขลุ่ยของนายล่ะ…” คีตาถามเมื่อเห็นวาทิตมาตัวเปล่าๆ

“เราไม่ได้ถือมาหรอก…” ว่าแล้วเขาก็ชวนให้คีตานั่งลงบนขอนไม้ริมทาง “นายเล่นเพลงเมื่อตะกี้นี้อีกซิ เดี๋ยวเราจะร้องเอง เราชอบมันมาก…”

“แล้วนายล่ะชื่อไร…”

“วาทิต”

คีตาเริ่มกรีดนิ้วลงบนสายกีต้าร์อีกครั้ง มันเป็นเพลงเดิมที่วาทิตโปรดปรานและร้องได้ไม่รู้จักเบื่อ แล้วยิ่งวันนี้ด้วยแล้วยิ่งทำให้เขารักมันมากขึ้นจากเดิมอีกโขทีเดียว…

สองหนุ่มร่วมกันสร้างความสุขจากเสียงเพลงเรียบๆง่ายๆบนถนนโรยกรวดและขอนไม้ริมทาง ยิ่งดึกยิ่งหนาวเหน็บถึงทรวงใน แต่ภายในใจของคนคู่นี้ประสานเป็นอณูเดียว บรรยากาศรอบข้างกำลังอบอุ่นด้วยอายของความเป็น “เพื่อน” จากวันนี้และต่อๆไป มันก็ยังคงอยู่…

 

.

วาทิตเพิ่งจะรู้ว่าคีตาต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปทำงาน

งานของเขาคือใช้แรงงานเข็นรถผักในตลาดสดขายส่ง ตอนเย็นถึงค่ำเขาก็จะต้องไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่อีก  เขาเคยบ่นอย่างชอกช้ำให้วาทิตฟังว่าคนจบแค่ปอสี่อย่างเขาจะทำอะไรที่มันดีกว่านี้ นอกจากเปรียบมวยตามงานวัดหรือสนามอื่นๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่งเงินทอง…

“นายควรจะเลิกชกมวยซะเถอะ เจ็บตัวเปล่าๆ สงสารพี่สาวนายนะ แกนั่งร้องไห้ทุกครั้งเลยที่เห็นนายบอบช้ำอย่างเนี้ย…” วาทิตเสนอหลังจากที่วันหนึ่งคีตาต้องโดน “หิ้วปีก”ลงจากสังเวียนมวย ในสภาพสะบักสะบอม

“เลิกชกแล้วจะกินอะไรกันเข้าไปล่ะ..” คีตาย้อน แววตาของนักต่อสู้แสดงความขมขื่นในชีวิต

วาทิตเงียบกริบ ซึ่งมันก็แน่ล่ะ เพราะเขาไม่สามารถหาประโยคใดๆมาตอบคำถามนั้นให้สวยหรูได้ จนปัญญาที่จะให้ข้อคิดเห็นอื่นใด นอกจากความเป็นเพื่อนแท้ที่วาทิตมอบให้แล้วเขายังมองไม่เห็นหนทางช่วยเหลือ เพราะวาทิตเองก็อยู่ในฐานะที่ต้องช่วยตัวเองเช่นกัน…

ในที่สุดวาทิตก็ต้องประคองคีตากลับบ้านมาพักฟื้นอยู่หลายวัน…

“นายร้องเพลงพวกนี้ดูมั่งมั้ย…” คีตาว่าในขณะที่เปิดสมุดจดเนื้อร้องเก่าๆค่อนข้างจะรุ่งริ่ง นัยตาของเขาเขียวช้ำปูดโปนจนน่าสงสารพอๆกับน่าขบขัน พลางก็คว้ากีต้าร์คู่ใจขึ้นมาขยับๆ

นอกจากคำเมืองที่วาทิตเรียนรู้โดยการคลุกคลีกับคีตามาพอสมควร บทเพลงของจรัล มโนเพ็ชรก็เป็นอีกอย่างที่เขาได้รับการถ่ายทอดเป็นผลพลอยได้ ความรักความเข้าใจระหว่างคนสองคนดำเนินไปอย่างแนบแน่นเพราะมีเสียงดนตรีเป็นตัวประสาน ยิ่งนานวันก็ดูเหมือนว่าไมตรีจะฝังลึกเข้าไปทุกที…

คีตานับว่าเป็นคนแรกที่สอนให้วาทิตรู้จักกับเพลง The Way We Were  และ Just The Way You  Are  มากพอๆกับ ลาวดวงเดือน หรือ เขมรไทรโยค  แม้แต่ฉันทนาที่รักหรือปูไข่ไก่หลงนั่นวาทิตก็ร้องเป็นเพระคีตาแท้ๆเทียว…

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าความเป็นศิลปินอันอ่อนโยนเช่นนี้จะมีอยู่ในภายในตัวของนักมวยผู้ทรหด หรือกรรมกรแบกหามผู้แกร่งกร้าวอย่างคีตาคนนี้ได้…

“ภูมิใจกับคนที่ร้องเพลงได้ดีๆอย่างนายนะวาทิต เราชอบเล่นดนตรีแต่เรื่องร้องยังไม่เข้าขั้น เมื่อได้มาพบกับนายเรารู้สึกมีความสุขเพิ่มขึ้น จริงๆนะ…” คีตาเอ่ยด้วยความจริงใจในวันหนึ่งที่เขาได้ร่วมเล่นเพลงด้วยกัน…

 

.

“วาทิต…” คีตาขานเรียกคู่หู ในขณะที่อีกฝ่ายนอนหนุนกลางลำตัวของเขา ในคืนที่ค่อนข้างจะตึงเครียด…

“หือ…” วาทิตยังคงหลับตาสีหน้าเหมือนใช้ความคิด

“นายกำลังคิดอะไร…”

“คิดถึงวันวาน…” ถ้อยคำนี้มันสะเทือนใจยิ่งนัก ด้วยผู้พูดรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น…

“นายเป็นอะไรไหน่ะ…” คีตาถามอย่างกังวล ชันคอขึ้นมองดูเพื่อนรักซึ่งขณะนี้เปลี่ยนมาเป็นนอนคว่ำ สองแขนโอบกระชับอยู่โดยรอบกายกำยำของเขา แม้ใบหน้าของวาทิตจะซุกซ่อนอยู่ตรงหน้าท้อง แต่เขาก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่หลั่งจากดวงตา…

“ไม่รู้สิ…เราก็ไม่รู้จริงๆ รู้เพียงแต่ว่าอยู่กับนายแล้วมีความสุข ไม่อยากให้ต้องถึงวันจากกัน…”

“เราก็เหมือนกัน…” เสียงคีตาเบาจนเกือบไม่ได้ยิน แต่มือหยาบๆที่ลูบโลมเรือนผมทำให้วาทิตกำซาบทรวง “ไม่เอาน่า…ลูกผู้ชายต้องไม่อ่อนแอนะ…” คีตาปลอบทั้งๆที่ตนเองก็เต็มกลั้นอยู่เหมือนกัน “แล้วนี่นายจะย้ายเข้ากรุงเทพเมื่อไร…”

“พรุ่งนี้…” ดูเหมือนคำนี้มันไม่ค่อยอยากออกจากปากนัก

“ทำไม…”

“ไม่รู้…แต่ว่าต้องไป…” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของวาทิตคล้ายกับจะประชดตัวเอง

“นายรู้สึกกับเราอย่างไร…” คีตาถามตรงๆ

“รัก…”

คีตายันกายขึ้นนั่งแล้วจับไหล่วาทิตให้เผชิญหน้าซึ่งกันและกัน แม้ไฟภายในห้องนี้จะดับสนิทแต่แสงที่ลอดเข้ามาทางช่องกระจกทำให้แลเห็นดวงหน้ามันอาบไปด้วยน้ำตาทั้งคู่…

“เราก็รักนายเหลือเกินวาทิต…” คีตาพูดพร้อมโผเข้าหารัดด้วยแขนทั้งสองข้าง ใบหน้าซบอยู่ตรงไหล่กันและกัน ทั้งสองแน่นิ่งเนิ่นนานเหมือนกระหายอายอุ่น “นายคือเพื่อนที่ดีสำหรับเรารู้มั้ย…ไปแล้วติดต่อกันมาบ้างนะ…”

วาทิตพูดอะไรไม่ออกอีกแล้ว เขาได้แต่พยักหน้ารับหงึกๆจนตัวโยน แขนแกร่งทั้งสี่ข้างโอบรัดกันอยู่อย่างนั้น นานจนดูเหมือนกับว่ามันจะไม่มีวันสิ้นสุด…

 

.

“อย่าลืมกันเสียล่ะวาทิต  แวะมาเยี่ยมเยียนกับบ้างนะ…”

คำปอง พี่สาวของคีตาสั่งเสียตอนที่วาทิตเข้าไปลา โดยมีคีตายืนจูงหลานสาวอยู่ห่างๆ เข่าช่างกักเก็บความรู้สึกได้ดีเหมือนน้ำแข็งที่ไม่มีทางกระฉอกออกนอกแก้ว ซึ่งมันก็เป็นผลดีสำหรับวาทิตผู้อ่อนไหวพลอยเข้มแข็งไปด้วย…

“ผมไปล่ะนะ…”

สิ้นคำร่างของวาทิตก็กระโดดแผลวขึ้นไปบนรถกระบะเล็กที่ขนย้ายบ้าน แม่นั่งอยู่ตอนหน้าหันมายิ้มลากับเพื่อนบ้านซึ่งกำลังจะกลายเป็นอดีต แต่ความเป็นเพื่อนระหว่างคีตาและวาทิตยังเป็นนิรันดร์ รถวิ่งออกห่างไปบนถนนโรยกรวดดังกรอบแกรบ ดั่งเสียงหัวใจโดนขยำขยี้ไปกระนั้น…

วาทิตมองเห็นร่างคีตา คำปอง และเด็กหญิงหางไกลออกไปทุกขณะ จนกระทั่งรถเลี้ยวตรงหัวมุมภาพเหล่านั้นพลันดับวูบไป วาทิตทรุดตัวลงกับกองสัมภาระในรถ แดดที่ทองแสงอร่ามกลับทำให้เขาหนาวกระสันถึงอายอุ่นจากเพื่อนที่แสนดี…

 

 

.

เกือบหนึ่งปีเต็มที่ผ่านพ้นไป…

วาทิตไม่เคยได้รับข่าวคราวจากคีตาทั้งๆที่จดหมายไปก็ค่อนข้างถี่ บางฉบับก็ตีกลับมาพลอยสร้างความฉงนใจแก่เขาเป็นยิ่งนัก กระทั่งวันหนึ่งวาทิตตัดสินใจหวนกลับมายังหมู่บ้านชานเมืองอีกครั้ง  เขามาด้วยตนเอง แต่แล้วเขาก็ต้องมืดมนเหมือนคนขาดที่พึ่ง…

“โอ้ย…เขาย้ายไปตั้งนานแล้วมัง…หลังจากที่หนูย้ายไปไม่นานหรอก” ป้าแก่ๆอดีตเพื่อนบ้านเล่า “ผัวแม่คำปองเค้ารถคว่ำตาย แล้วยังไงป้าเองก็ไม่รู้มากหรอกนะ เขาไม่ได้ฝากฝังอะไว้ด้วย…ป้าเองก็จนใจ…”

วาทิตพาร่างอันเซซวนหมดหวังกลับมายังเมืองหลวงอันวุ่นวาย…บนสะพานลอยที่คร่ำไปด้วยวณิพกและคนจร ไม่มีใครสนใจชีวิตกันและกัน สิ่งมีชีวิตที่เมืองกรุงแห่งนี้ช่างน่าสงสาร ดูอย่างต้นไม้ที่ปลูกอยู่ตามเกาะกลางถนนนั่นสิ ช่างน่าเวทนาเสียนี่กระไร ใบก็เปรอะไปด้วยฝุ่นและคราบน้ำมัน เวลาจะแยงรากลงดินก็เจอะกับสิ่งโสโครกร้อยแปด หรือไม่ก็เจอกับซีเมนต์แข็งโป๊กเข้าให้อีก…

เสียงเพลงจากแอคคอเดียนที่ชายตาบอดผู้นั้นเล่นลอยมาเข้าหู ทำให้วาทิตต้องหวนรำพึงอีกแล้ว เขาคงมิได้บรรเลงเพื่อหาเพื่อนอย่างที่วาทิตเคยทำหรอก แต่เขาทำเพื่อสร้างความเวทนาจากผู้สัญจรไปมาต่างหาก…

เพลง “ดวงใจในฝัน” และเพลงนี้อีกนั่นแหละที่วาทิตได้มีโอกาสได้ยินมาก่อนหน้านี้ไม่นาน วันนั้น…มันถูกบรรเลงขึ้นภายในโรงแรมเลิศหรูมีระดับโดยนักดนตรีวงใหญ่ งานประกวดร้องเพลงที่ยิ่งใหญ่วันนั้นผู้ชนะเลิศได้ขับขานมันอย่างได้ความรู้สึกกินใจเหลือเกิน…

ส่วนที่ได้ยินในตอนนี้…จากวณิพกผู้ต่ำต้อย มันผิดแผกกันแค่บรรยากาศเท่านั้น คุณค่าอันงดงามของท่วงทำนองอันบริสุทธิ์หาได้ลดน้อยถอยไปจากเดิมเลย…

เครื่องดนตรีทุกชิ้นย่อมมีคุณค่าหากได้นักดนตรีที่เข้าใจและมีฝีมือ มันจะประสานเข้ากันได้อย่างยอดเยี่ยมเหมาะเจาะ หากได้รับการเรียบเรียงสัดส่วนเหมาะสม…

เฉกเช่นเดียวกับผู้คนในสังคม จะอยู่อย่างมีสุขได้ย่อมต้องประกอบด้วย “คนดี”เป็นหลักสำคัญ…

“คีตา…นายจะรู้หรือเปล่า ว่าผู้ชนะเลิศ ที่ร้องเพลงดวงใจในฝันในวันนั้น ก็คือฉันนี่เอง แค่อยากจะมีโอกาสบอกนาย ว่าความสำเร็จส่วนหนึ่งมันเป็นของนายโดยแท้…คีตา…เพื่อนรัก…เราได้ก้าวมาถึงจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งแล้ว เราจะเดินมายังจุดนี้ไม่ได้เลยหากไม่มีนายผู้เคยเป็นคนให้กำลังใจมาโดยตลอด…”

วาทิตรำพันรำพังกับตนเองด้วยความรู้สึกเหี่ยวเฉา ก่อนจะก้มหน้าเดินดุ่มต่อไปยังถนนสายยาวไกลข้างหน้า…

 

.

จากวันนั้น…จนถึงวันนี้…นานพอดู…

“เฮ้ยๆ…ไอ้บอย…เอ็งดูนั่นสิ…ใช่วาทิตไหมวะ ไม่น่าเชื่อเลยเมื่อวานข้ายังไปนั่งดูเขาเล่นคอนเสิร์ทอยู่หยกๆ แล้วไหงวันนี้เขานึกยังไงวะถึงได้มาดูพวกเราเต้นระบำโป๊อยู่ที่บาร์นี่…”

หนุ่มๆที่ได้ชื่อว่า “เด็กออฟ” ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นการใหญ่ เมื่อเห็นวาทิตผ่านบานประตูเข้านั่งยังหน้าเคาน์เตอร์

“หวัดดีครับ…แหมไม่นึกเลยว่าวันนี้ทางคลับเราจะได้ต้อนรับคุณวาทิต…” บาร์เทนเดอร์หนุ่มทักทาย

วาทิตยิ้มรับในสีหน้า พลางก็เหลือบมองไปบนแท่นซึ่งมีหนุ่มๆเนื้อแน่นบิดร่างม้วนกายส่ายสะโพกโชว์ลวดลายหลายหลาก ดึงดูดใจนักท่องราตรีซึ่งนั่งมองอยู่เนืองแน่นด้วยกามลีลาอันวิจิตร ท่ามกลางแสงไฟที่สาดส่องลงบนกล้ามเนื้อตระการตา…

ความเหงา…และการค้นพบตัวเองในหนทางที่แท้จริง พาให้วาทิตมาที่นี่เป็นครั้งแรก แม้ว่าขณะนี้เขามิใช่นายวาทิตธรรมดาๆเช่นแต่ก่อน นายวาทิตที่เคยนึกอยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจนึก แต่เดี๋ยวนี้…แค่คิดอยากจะกินราดหน้าหรือข้าวแกงริมถนนก็เป็นต้องโดนพ่อค้าแม่ขายตามตอแยขอลายเซ็นเสียจนน่ารำคาญ…

นี่แหละหนา…เขาจึงเรียกมันว่า “โลกมายา” เพราะความจริงวาทิตก็ยังคงเป็นวาทิตคนเก่า ที่ไม่มีใจเปลี่ยนแปลงไปเลย…

“บรั่นดีของพี่ฮะ…” บริกรหนุ่มยื่นแก้วมาข้างหน้านักร้องเสียงเสน่ห์ชื่อกระฉ่อน “สนคนไหนบอกผมได้นะครับพี่…”

วาทิตยังไม่สนใจใครคนไหนทั้งสิ้น นอกจากจะชอบมองดูและปล่อยอารมณ์ลอยล่องไปเรื่อยเปื่อย แต่ภาพที่เขาเห็นข้างหน้านั่นทำให้หัวใจของเขาสะดุดกึก…

เขาคนที่มองเห็นเป็นหนุ่มร่างล่ำสันมีส่วนละม้ายใครสักคนที่เคยผ่านเข้าในแนวทางชีวิตของเขาเหลือเกิน ร่างเกือบเปลือยนั้นกำลังโยกย้ายล้อแสงสีอย่างเร่าร้อนแต่อ่อนโยน…

เผลอเพียงแว่บเดียว หนุ่มผู้นั้นก็คลาดสายตาวาทิตไปอยู่เสียมุมไหนแล้วก้ไม่รู้ “คีตา” วาทิตค่อนข้างจะมั่นใจในชื่อที่รำพันถึง แต่ยังมีปมปริศนาอีกหลายจุดที่ยังทำให้เขาเกิดความไขว้เขว…

รอยแผลเป็นที่ลากยาวจากหางคิ้วจรดมุมปากฉุกให้วาทิตลองคิดทบทวนใหม่ อีกรอยสักที่แผ่นหลังนั่นก็ยิ่งย้ำความงุนงงให้งุ่นง่าน…

“เบอร์สิบเก้านั่นชื่ออะไร…” วาทิตสะกิถามพนักงานที่เดินกันไขว่ๆ

“อ๋อ…ชาลีครับ…เขาชื่อชาลี  เอ…แต่ว่าตอนนี้เขาหายไปไหนแล้ว พี่สนใจหรือฮะเดี๋ยวผมจะไปเรียกมาให้…”

“ไม่…ไม่ต้องหรอก”

“ชาลีเขานิสัยดีนะพี่…” บริกรหนุ่มแนะ “เค๊าเป็าคนเก่าแก่ที่นี่ ใครๆก็รักเขาทั้งนั้นแม้แต่เจ้าของบาร์  แม้ว่าจะโดนแซวอยู่เสมอว่าเป็นปู่เขาก็ไม่เคยโกรธใคร อารมณ์ดีเพราะชอบคลุกอยู่ก้บเสียงเพลง…”

วลีสุดท้ายทำให้หัวใจวาทิตกระตุกวืด แต่ก็ยังคงซ่อนอารมณ์เอาไว้ภายใต้สีหน้าเฉยเมยแล้วยกบรั่นดีขึ้นจิบช้าๆ

ริมผีปากที่จิบเบียร์เย็นฉ่ำหรือค่อยๆละเลียดบรั่นดีของผู้คนที่นี่ ต่างก็ทำไปเพื่อ “ฆ่าเวลา”อันมีค่า หรือไม่ก็ทำไปเพื่อมิให้เกิดความคิดว่าเสียผลประโยชน์ที่ได้เข้ามาเยือน เพราะสินค้าที่แท้จริงของที่นี่ก็คือ “มนุษย์” หาได้เป็นเครื่องดื่มที่หยิบยื่นไม่…

ถ้าจะคิดว่าการได้ลูบโลมสายตาบนร่างชายหนุ่มเป็นของแถมก็คงจะได้ แต่ไม่มีทางได้ลิ้มลองของสงวนเหล่านั้นอย่างเด็ดขาดหาไม่ได้ควักกระเป๋าจ่ายเป็นค่าป่วยการ

สถานที่อย่างนี้ไม่เคยมีความจริงใจ ไม่มีความรัก ความใคร่เท่านั้นที่บานสะพรั่งอยู่ที่นี่ ส่วนพวกเด็กๆก็ล้วนแต่พยายามยั่วยวนกวนกามา ชมดชม้อยชายตาหาลูกค้าเช่การขายสินค้าประเภทอื่นๆ

 

.

บาร์ปิดแล้ว…เสียงเพลงอึกทึกก็พลันดับสบายไปพร้อมกับเสียงผู้คน แขกเหรื่อที่เข้ามาใช้บริการต่างทยอยกันออกไปจนห้องๆนี้เกือบจะเป็นเช่นห้องโล่งๆที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลยสักนิด…

ถ้าปราศจากซึ่งเสียงดนตรีและลีลาเย้ายวนของนักเต้นเสียแล้ว อีกทั้งดวงไฟที่เพื่อมความสว่าง มองดูแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากห้องเช่าร้างๆแห่งหนึ่งเท่านั้น…

“ยังไม่กลับหรือฮะพี่…ดึกแล้ว…” หนุ่มน้อยนักเต้นกระแซะ “เดี๋ยวผมกลับไปเป็นเพื่อนด้วยเอามั้ย…”

“ผมขอคิดอะไรเงียบๆสักพักนะ…” วาทิตว่าแล้วทำเมิน

ก็เสียงหีบเพลงปากที่ล่องลอยมาพร้อมกับคอร์ดกีต้าร์นั่นไง ทำให้วาทิตไม่สนอะไรอีกทั้งนั้น  เสียงนั้นมาจากด้านบนอาคารหลังนี้แน่นอน และเพลงบทเก่านั้นมันทวงความรู้สึกวาทิตอย่างร้าวรอน…

“ใครเล่นกีต้าร์อยู่ข้างบนนั่นน่ะ…” วาทิตถามหนุ่มคนเดิมที่ยังอ้อยสร้อยอยู่ไม่ห่าง

“ชาลี…เขาเล่นเก่งนะพี่ เขาเล่นให้พวกเราฟังกันอยู่บ่อยๆ อีกเพลงดวงใจในฝันเนี่ยเขาโปรดเป็นพิเศษ…”

เท่านั้นเองวาทิตจึงได้ดีดตัวลงจากเก้าอี้ทรงสูง เดินเกือบวิ่งสู่ชั้นบนของอาคารที่ค่อนข้างจะมีแสงสลัว ที่นั่นเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของเหล่าพนักงาน วาทิตแหวกวงล้อมคนข้างๆจนประจัญหน้ากับผู้ให้เสียงดนตรีอย่างจัง…

“คีตา…” เขาตะลึง “คีตา…นายจริงนั่นแหละ…” เสียงวาทิตสั่นพร่าจนแทบลนลาน

“ไม่…ผมไม่ใช่…คุณคงจะจำคนผิดมัง…” ฝ่ายนั้นชักเท้าออกห่างทันทีที่วาทิตเอื้อมมือไปแตะ ทั้งพยายามเบนเบี่ยงใบหน้าให้หลุดจากแสงสว่าง “โปรดอย่างมายุ่งกะผม คุณกับผมอยู่กันคนละฐานะ ผมไม่รู้จักคุณ…”

“โธ่…คีตา…” วาทิตครางอย่างสะเทือนอารมณ์ ผู้ที่รายล้อมต่างมุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างงงงัน

“คีตา…นายไม่ต้องบอกเราหรอกนะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่มันผ่านไป เราอยากได้ยินเพียงคำว่าเพื่อนจากปากนายเท่านั้น คีตา…นายพูดกับเราสิ…”

คีตาหรือชาลีนิ่งเงียบเหมือนไม่ไหวติง น้ำตาที่เริ่มรินออกมาคลอเบ้าจนเขาต้องซุกซ่อนใบหน้ามากกว่าเดิม มือบีบคอกีต้าร์แน่น พยายามระงับความรู้สึกอันรันทด…

“หากนายยังไม่แน่ใจนะ นายจงเล่นเพลงเมื่อกี้อีกสักครั้งสิคีตา แล้วเราจะเป็นคนร้องเอง หากเรายังร้องเพลงด้วยกันได้ นั่นก็แสดงว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมใช่ไหม…” เมื่อพูดจบแล้ววาทิตเองก็ยังไม่แน่ใจในตัวเอง ว่ากำลังจะร้องเพลงหรือร้องไห้กันแน่…

ห้วงบรรยากาศสงบนิ่งไปแว่บหนึ่ง คีตาจึงได้ขยับตัว สายแลเห็นเพื่อนรักในคราบศิลปินเพลงชื่อก้องนั่งก้มหน้าแน่นิ่ง หยดน้ำจากดวงตาหล่นลงบนพื้นเป็นดวงๆ คีตาเริ่มไล้นิ้วไปบนเส้นสายทั้งหกเส้นเป็นเพลงที่วาทิตต้องการอีกครั้ง…

แต่ครั้นพอถึงช่วงส่งให้อีกฝ่ายพร้อมขับขานเสียงร้อง เสียงกีต้าร์นั้นกลับหยุดลงพลัน แหละแล้วทั้งสองก็มองหน้ากันและกัน ก่อนจะโผเข้าสู่อ้อมอกซึ่งกันและกันอย่างแนบแน่น คีตาเอ่ยขึ้นพร้อมกับสะอื้นอยู่ในอกลึก…

“ไม่ต้องร้องหรอกวาทิต   ร้องไห้เถอะ ร้องให้มันสาแก่ใจ เราเชื่อแล้วว่านายยังเป็นเพื่อนที่ดีคนเดิมของเรา…”

 

 

                                                                      จบบริบูรณ์

                                                                                    ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๓๐