มนต์การเวก ๑

ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม  เขียน

  เพลงประกอบ "ปราสาททราย" ทำนอง คำร้องโดย โอภาส พันธุ์ดี และ สุรสีห์  อิทธิกุล

Hit Counter

.บทนำเรื่อง

      “จะขุดหาตะบวยอะไรกันนักวะ…” เสียงชาวกรุงซึ่งสัญจรอยู่ระแวกสีลมบ่นพึมพำ  เมื่อเห็นสภาพถนนที่เคยดีๆกำลังถูกคนงานลงไปขุดคุ้ย ซึ่งภาพเช่นนี้ความจริงก็มิได้ดูแปลกตามากมายนักสำหรับคนกรุงเทพฯ

            “มึงน่ะไม่รู้อะไรซะบ้างเลยไอ้เบื๊อก…” ผู้สันทัดกรณีที่เดินมาด้วยช่วยกันแจกแจง “ที่เขาขุดกันเหยงๆเนี่ย เพราะทางการเค๊ากำลังเดินสายไฟฟ้าใต้ดินน่ะสิ  มึงดูสายไฟรกรุงรังพวกนั้นสิ” ว่าแล้วก็ชี้ให้เพื่อนดูเบื้องบนนั่น “ต่อไปก็จะไม่เห็นมันเกะกะลูกกะตาอีกแล้วโว้ย…หัดเป็นคนทันต่อเหตุการณ์ซะมั่งซี้ ไอ้โง่…”

            อาจจะใช่…คนซึ่งไม่คาดฝันถึงความ “ศิวิไลซ์”อาจจะโง่ไปสักนิด แต่จะแน่ใจได้อย่างไรกัน ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังความเจริญทาววัตถุนั้นมันฉลาดเฉลียวแล้ว…

            ผมเองเป็นคนหนึ่งซึ่งรู้สึกใจหายวาบ…เมื่อคำนึงถึงอนาคตที่กำลังกลืนอดีตที่แสนหวานเข้ามาเกือบจะหมดทั้งตัว ผมคิดในขณะที่แหงนคอมองสิ่งมีชีวิตน้อยๆซึ่งมีไม่น้อยเลย บนสายไฟฟ้าที่รอการรื้อถอนไป…

            นั่นหมายความว่า นับจากคืนนี้ไป เจ้านกน้อยมันคงไม่รู้หรอกนะว่า มันกำลังจะสิ้นแล้วซึ่งที่เคยพำนัก เขาว่ากันว่ามันบินมาไกลโขอยู่ จากไซบีเรียโน่นดินแดนอันหนาวเหน็บ เจ้านกเอ๋ย…เจ้าหนีหนาวมาพึ่งอุ่นที่เมืองไทย แต่ความอุ่นที่เจ้าปรารถนากำลังจะกลายเป็นแสงสีที่ผู้คนหลงระเริง จะว่าไปแล้วเจ้านกน้อยนี้ก็ยังฉลาดกว่าคนตรงที่ใช้ความอบอุ่นและแสงสีเพื่อตัวเองและสุขภาพ ผิดกับมนุษย์ที่สร้างแสงสีความศิวิไลซ์มาฆ่าตัวเอง ดุจแมลงเม่าที่บินเข้าไปเชยชมความสวยงามของกองไฟก็ไม่ปาน…

            ผมหลับตาลงตามประสามนุษย์ขี้สงสารคนหนึ่ง  เจ้านกน้อยเอย…ฉันไม่อยากจะคิดถึงวันข้างหน้าซึ่งกระเถิบเข้ามาอย่างโหดร้ายทารุณ…

            ไม่อยากจะคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้วพวกเจ้าจะไปพักพิง ณ ที่แห่งใดกันเล่า…

            ก่อนนั้น…ใครๆก็รู้ว่าตึกยอดแหลมสูงตระหง่านเบื้องหน้านั่น เคยทันสมัยและโดดเด่นเป็นสง่ากว่าตึกไหนๆในย่านนี้ จนดูเหมือนว่าจะไม่มีตึกใดขึ้นมาทัดเทียมได้อีกแล้ว แต่…

          แต่วันนี้…มันกำลังจะกลายเป็นอดีต  เพราะคู่แข่งงอกเงยขึ้นมาจากผืนดินข้างเคียง ตึกรูปทรงใหม่ๆแปลกๆเหล่านั้น ล้วนผุดขึ้นมารวดเร็วราวกับเมล็ดถั่วที่โดนพรมน้ำกระนั้น…

            ทั้งอาคารทรงโบราณตรงมุมถนนสีลมที่เคยตั้งอยู่ตรงกันข้าม ซึ่งเคยงามยิ่งนัก ผมเองยังนึกนิยมมาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นโรงเรียนเก่าซอมซ่อ แต่ก็ทรงคุณค่าตามสถาปัตยกรรมยุคหนึ่งซึ่งผ่านพ้นไปอย่างช่วยไม่ได้  เหล่าเจ้าของประเทศซึ่งมองเห็นวัตถุสถานนั้นเป็นสมบัติล้ำค่า ก็น่าจะช่วยกันใช้อำนาจเก็บรักษาให้มันคงอยู่  แต่พวกเขาก็ได้แต่ทำตาปริบๆ จำใจมองเห็นมันโดนทุบโดนโค่นไปวันแล้ววันเล่า…

            จากนั้นมันก็ก่อตัวขึ้นมาใหม่ตรงที่ดินผืนเดิม  กลายเป็นตึกหลายสิบชั้นตะหง่านง้ำ พร้อมๆกับมีห้างสรรพสินค้าชื่อดังกำเนิดขึ้นมาทดแทน…

            เจ็ดแปดปีที่ผ่านมานั้น…ผมไม่อยากจะจดจำหรอกว่ามันยาวนานแค่ไหนเพียงใด ช่วงหนึ่งของทุกๆปีที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นต้องมีการเฉลิมฉลองการครบรอบ  ใช่…มันเป็นการฉลองการกอบโกยทางธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ แต่จะมีใครสักคนไหมที่รู้ว่าผมมีความรู้สึกเสมือนว่าฟกช้ำจากรอยตอกย้ำอันนั้น  เสียดายอดีตที่ผ่านไป สร้างความร้าวรอนลงไปทุกปีๆ…

            เจ้าเถาไม้เลื้อยที่เติบโตมาพร้อมกับห้างสรรพสินค้านั่นก็ดูเหมือนจะหยั่งรากฝังลึกแน่นหนาขึ้นทุกวันๆ ยังจำเมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่ กทม. นำมันมาประคบประหงมใหม่ๆ กล้าไม้น้อยๆเหล่านั้นยังอ่อนปวกเปียกต้องคอยดูแลเหมือนเด็กเล็กๆ แม้ยามที่มันจะป่ายปีนก็ไม่สามารถช่วยตนเองได้ จนดูประหนึ่งว่าเจ้าต้นไม้นี้ช่างไร้เดียงสาน่าถนุถนอมเสียนี่กระไรเลย…

            วันนี้…เจ้าไม้นั่นแผ่กิ่งแตกก้านผ่านกาลเวลามา  ทั้งรากและโคนเจ้าเหนี่ยวลึกลงไปดูกร้าวแกร่งกว่าแต่ก่อน ท้าสายลมที่โบกสะบัดอยู่บริเวณนั้นเป็นเนืองนิจ

ยอดก็ทอดกอดเกลียวขมึงตรึงตัวเองให้อยู่ทรงราวกับว่ามันไม่ง้อราวลวดที่ตระเตรียมให้ปีนป่ายแต่ครั้งเยาว์วัยอีกต่อไปแล้ว…

ผมเรียกมันว่า “วัฒนธรรมสีลม” ชาวประชาแถวนี้ดูเหมือนจะคึกคักเริงรื่นตื่นตัวกันอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยทีเดียว  เริ่มจากยามเช้าที่สดใส อบอวลไปด้วยบรรยากาศของธุรกิจที่ปราดเปรียว ชาวออฟฟิตหนุ่มหล่อสาวสวยและภูมิฐาน พวกเขาดูเร่งรีบแต่ก็กระฉับกระเฉงอยู่ในทีท่า  รถราเริ่มขวักไขว่และแทรกด้วยสำเนียงเซ็งแซ่นานาชนิดเมื่อตะวันคล้อยมาถึงยามบ่าย  ครั้นเมื่อยามแดดร่มลมตกสองข้างทางถนนสีลมจะแปรสภาพไปเป็น “อาเขต” สินค้ากล้าแจ้ง ซึ่งอุดมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้นานาชนิด ชวนให้ควักกระเป๋าจ่ายอยู่เป็นอาจินต์…

ราตรี…วกมาเยือนอีกรอบ ซึ่งเป็นรอบที่เท่าไรแล้วคนแถวนี้ไม่ใคร่จะใส่ใจกันนัก บางคนสาละวนอยู่กับการทำมาค้าขายเลี้ยงปากท้องจนไม่มีเวลามานั่งนับวันนับคืน บ้างก็หางานอดิเรกฆ่าเวลาอันมีค่าให้สูญสิ้นไปกับการนั่งจิบกาแฟร้อนๆพร้อมกับใช้สายตาโลมเล็มผู้คนที่ผ่านไปมาทะลุกระจกบานใหญ่ภายในมุมขายแฮมเบอร์เกอร์ในห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น…

คล้ายดังกับว่าเจ้าห้างแห่งนั้นมันจะเป็นตัวประสานให้ “วัฒนธรรมสีลม”ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเนืองนิจ จากยามเย็นถึงค่ำที่การค้าขายภายในห้างจะคงดำเนินอยู่อย่างขะมักเขม้น การค้าภายนอกอาคารตลอดทั้งแนวทางเท้าก็ดูเหมือนว่ามิได้ย่อหย่อนไปกว่ากันเลย ความสนุกสนานในการจับจ่ายก็น่าสนุกสนานกว่าข้างในเสียด้วยซ้ำไป แม้ว่าบางครั้งบางคราว อาจต้องยกหาบย้ายแผงหนีพนักงานเทศกิจกันจ้าล่ะหวั่นก็ตามที…

นอกจากสินค้าน้อยใหญ่จะวางขายกันระเกะระกะแล้ว ก็ยังมี “สินค้า”อีกอย่างที่ผมยังไม่ได้พูดถึง  มันมิได้ “หาบ” แต่ก็ “เร่” เกร่อยู่แถวๆนั้นออกดาษดื่น โดยเฉพาะในยามที่ตะวันตกดินจนกระทั่งรุ่งสางของวันใหม่…

ความเป็นหนุ่ม…เกลียวกล้าม…และร่างแกร่ง…มันได้กลายเป็น “สินค้า”เลื่องชื่อของถิ่นนี้อีกอย่างหนึ่งไปเสียแล้ว  ภายใต้ร่มเงาเถาการเวกที่ลามเลื้อยตลอดแนวโค้งแห่งนี้…

 

 

 

มนต์การเวก

 

ฉาก………สี่แยกศาลาแดง   หัวถนนสีลม   ห้างสรรพสินค้า “โรบิน”  คลองแสนแสบ

นำแสดง………………………ส่องหล้า   วิเวก   สินไหม   ความเป็นหนุ่มและเลือดเนื้อ

แสง สี เสียง………………...ไฟหน้ารถ  สินค้าแผงลอย  ยวดยานซึ่งไร้การตรวจสภาพ

กำกับเวที………………เจ้าหน้าที่เทศกิจ และ ตำรวจกองปราบ (หน่วยจับปูใส่กระด้ง)

กำกับการแสดง……………………………กิเลส  ตัณหา  ความหน้ามืด  และ  ความจน

บทประพันอันหวงแหนสิเนหาโดย…………………….ภูพิสิฐ   หอมธูปพรหม

เพลงประกอบ (ขโมยมา)……ปราสาททราย   โดย โอภาส  พันธุ์ดี และ สุรสีห์  อิทธิกุล

 

                    ฝนปรอยปรายลงมาแต่หัวค่ำ…ทำให้อากาศในคืนนี้เย็นชื้น  ท้องถนนแลดูหงอยลงไปถนัดตา เสียงล้อรถที่วิ่งบดไปบนถนนเปียกแฉะดังผ่านหูไปคันแล้วคันเล่ากอปรกับบรรยากาศข้างๆอันอึมครึม ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้ผู้คนต่างมุ่งหน้ากลับสู่เคหา  หลบลี้หนีความเย็นจะละอองฝนไปซุกอยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่น จากนั้นก็คงหลับไปอย่างเป็นสุขใต้ชายคาอันมั่นคงของพวกเขา…

                    ครั้นกลับมามองตัวเอง…เมื่อเวลาสองยามผ่านพ้นไป  ใจที่อ่อนล้าดวงนี้ยังเปี่ยมไปด้วยอารมณ์เหงา ความเหงาที่ดูจะรุนแรงกว่าความหนาวเย็นรอบๆกาย ผมยังไม่รู้สึกว่าอยากเข้านอนเลยสักนิด  แต่ก็มิได้หมายความว่า ผมยังไม่ง่วง  เบื่อ…ผมเบื่อที่นอนซึ่งมีความหมายเพียงแค่ “ที่ซุกหัวนอน” แม้มันจะไม่กระจอกงอกง่อยเช่นความหมาย “เสื่อผืน หมอนใบ” แต่ที่นอนของผมก็มิได้ดีกว่าสำนวนดังกล่าวมากมายนัก…

                    สายลมยามดึกโชยมาอ่อนๆ ปะทะกับใบหน้าของผมเย็นวูบๆ ผมปาดหยาดน้ำที่ซึมอยู่บนปอยผมด้านหน้าออกไป พลางเสยผมกพร้อมกับแหงนมองท้องฟ้าซึ่งมีทัศนวิสัยค่อนข้างเลว  บนนั้นมีแสงสีเงินของสายฟ้าซึ่งทอประกายเป็นเส้นหยักๆปรากฏให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ…

                    เสื้อเชิ๊ตของผมเริ่มชื้น ใช่ ผมคงไม่ใช่มนุษย์เหล็กมนุษย์หินซึ่งจะทานทนต่อดินฟ้าอากาศซึ่งแปรเปลี่ยนไปไม่เว้นแต่ละวัน ผมอาจจะโดนหวัดเล่นงานเอาไม่ยาก หากยังนั่งอ้อยสร้อยอยู่ตรงม้านั่งตัวนี้ ตัวที่มีเพียงเถาไม้เลื้อยนาม “การเวก”บดบังไว้แต่นั้น…

                    แม้จะอย่างไรผมเองก็ยังมีความมั่นใจ มั่นใจในชีวิตและสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอแหละ แม้จะล้มลุกคลุกคลานผ่านร้อนหนาว ผ่านลมผ่านแดดมาอย่างโชนโชก ผมก็ยังสำนึกถึงความแกร่งกร้าวที่จะต่อสู้กับภยันอันตรายหรือโรคร้ายนานาชนิดที่คิดจะกรายกล้ำเข้ามาทุกเมื่อ…

                    เคยนะ เคยเปรียบตัวเองดังเช่นเจ้าต้นการเวกนี่แหละ…วันนี้มันเติบโตแผ่ร่มเงา ผุดดอกออกกลีบพร้อมทั้งกระจายกลิ่นไปทั่วทั้งบริเวณ และดูเหมือนว่าทุกๆคราที่ราตรีหวนกลับมาเยือน กลิ่นของมันก็พลันต้องกลับมีมนต์มัดใจผู้พานพบมิรู้เลือน…

                    ไม้ป่าอย่างมัน ถึงจะมาเติบโตที่เมืองกรุง ดูกันแต่เพียงภายนอกก็รู้แต่ว่ามันสวยสดใส กลิ่นและสีทีสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้พบเห็นก็จริง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้และเข้าใจชีวิตของมันอย่างลึกซึ้งไปกว่าที่ตามองเห็น  น่าเวทนามันนะ เจ้าต้นไม้พวกนี้ ผืนดินในป่าคอนกรีตแห่งนี้คงจะไม่ง่ายต่อการดูดซับธาตุอาหารและน้ำเฉกเช่นที่เจ้าเคยเจอะเจอในป่าดงพงพี  รากอันทรหดของมันคงมิต้องพยายามซอกซอนกันอย่างทุลักทุเลไปตามร่องปูนแข็งๆดอกหรือ…

                จะว่าไป มันน่ายกย่องเจ้าไม้กลางกรุงพวกนี้ พวกมันมีความอดทนเป็นเลิศเกินกว่าใครจะคาดคิด…

                    แต่ที่น่าสงสารและเวทนามากว่านั้นเห็นจะเป็นเจ้ากอพลับพลึงเขียวๆเหี่ยวๆที่ปลูกไว้ใต้โคนการเวกนี่ต่างหากล่ะ  เพราะดูเหมือนว่าวันๆหนึ่งมันจะถูกผู้คนรุมทึ้งมาจนใบห่อเฉา ซ้ำดอกที่ชูช่อขึ้นมาอย่างหวาดระแวงก็หาได้งามงดสดสวยเท่าที่ควรจะเป็น…

                    ดึกแล้ว…แหล่งบรรเทิงเริงรมย์ทั้งหลายทั้งปวงในย่านนี้คงจะทยอยกันปิดบริการกันแล้ว นักย่ำราตรีซึ่งคืนนี้เปลี่ยนมาย่ำท้องถนนแฉะๆแทน พวกเขาเดินผ่านมาเป็นพักๆไม่คึกคักเหมือนคืนก่อนๆที่ผ่านไปเลย..

                    คืนนี้มันหงอยดีจริงๆ เงียบเสียจนทำให้ผมคิดไปเรื่อเปื่อยว่า คนกรุงเทพช่างทำตัวเองราวกับว่าเกลียดกลัวสายน้ำที่หลั่งรินจากฟากฟ้า บ้างก็หลบหลีกความเปียกปอนเสียดังกับว่ากลัวเรือนร่างนั้นจะสลายละลายไปกระนั้นแหละ…

                    ต่างกันมากกับความรู้สึกของชาวชนบทกันดารที่รอคอยวันแห่งความชุ่มฉ่ำนี้มาเกือบปี วันที่ฤดูกาลเพาะปลูกหาเลี้ยงชีพจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง   พวกบ้านนอกนั้นไม่มีใครกลัวว่าตีนจะเปื้อนน้ำเปื้อนโคลน ไม่มีใครเกรงว่ากางเกงจะเปียกฉ่ำ จะผวากันก็เพียงแต่เรื่องหลังคารั่วก็เท่านั้น…

                    ผีเสื้อกลางคืนหลายตัวเกาะอยู่ตามตู้กระจกของห้างสรรพสินค้า ปีกของมันลู่เพราะความชื้นรอบด้าน ที่นี่ปราศจากเสียงกรีดร้องของเหล่าแมลงกลางคืน ไม่มีเสียงอึงคนึงของบรรดาสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อาทิกบ เขียด  มันช่วไม่ได้ที่มันจะทำให้ผมคิดถึงบ้านเกิดซึ่งอยู่ไกลโขจากที่ตรงนี้  ที่นั่น…ยามราตรีที่ฉ่ำฝน มันช่างเป็นสรวงสวรรค์ในยามหลับนอน คิดถึงความสุขยามอยู่ใต้ผ้าห่มหนานิ่มใต้หลังคาสังกะสีดังระงม  คละเคล้ากับเสียงหริ่งหรีดเรไร มันเป็นอารมณ์ที่ยากจะบรรยาย หากไม่ได้กลับไปสัมผัสอีกครั้งด้วยตนเอง…

                    “ดึกมาแล้ว…ทำไมยังไม่กลับ…” ผมถถามตัวเองอีกครั้ง ทั้งๆที่คำตอบในใจก็เหมือนเดิมคือ ความพอใจที่จะนั่งปล่อยอารมณ์อย่างเสรี ครั้นเมื่อเหลียวมองไปรอบๆบริเวณ ผมเองก็ยังไม่วายอยากจะตั้งคำถามให้กับเด็กหนุ่มๆซึ่งต่างเตร็ดเตร่ นั่งบ้าง ยืนบ้าง ปะปนกัน…

                    พวกเขาเหล่านั้น ไม่ผิดอะไรจากแมลงและสัตว์กลางคืนที่ออก “ล่าเหยื่อย” ในยามค่ำคืน ผิดกันก็เพียงแต่ตรงที่ว่าคืนใดที่ฝนพรำ “เหยื่อ”ก็พลอยหายากตามไปด้วย คืนนี้ จึ่งเป็นคืนที่ห่อเหี่ยวเปลี่ยวใจและน่าสงสารคืนหนึ่งสำหรับพวกเขา…

                    ฝนยังคงกระเซ็นลงมาเป็นฝอยไม่สร่างซา แม้มันยังไม่ได้ทำให้ผมเปียกปอน แต่กระนั้นก็เริ่มทำให้ผมรู้สึกคิดจมูกขึ้นมาครามครัน…

                    ผมลุกจากม้านั่งตัวเดิม ทอดน่องไปบนฟุตบาทอย่างไร้จุดหมาย รู้สึกมึนศีรษะนิดหน่อย คงจะเกิดจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ร่ำเข้าไปพอสมควร พลางควักบุหรีออกมาคาบแล้วจุดสูบพ่นควันกระจาย เพื่อมิให้มือไม้มันว่างจนเกินไปนัก…

                    “พี่ฮะ…ขอสักมวนเถอะ…”

                    ผมควักบุหรี่หนึ่งมวนแล้วยื่นให้แก่เจ้าของเสียงที่ร้องขอ ร่างนั้นนั่งอยู่โดดเดี่ยวบนกำแพงเตี้ยๆที่ทำไว้สำหรับวางกระถางไม้ประดับ หลังจากยื่นบุหรี่ให้ไปแล้วดูเขาไม่ใคร่จะยินดียินร้ายกับผมนัก นอกจากกล่าว “ขอบคุณ”ด้วยสำเนียงนักเลงๆ…

                    เด็กหนุ่มนี้ยังดูอ่อนเยาว์กว่าผมมาก เรือนผมที่เปียกโชกถูกเสยขึ้นเผยให้เห็นวงหนาคมคาย ผมสังเกตุเห็นแววตาที่เชื่องเหมือนแมวเจ้าเสน่ห์ ซึ่งขัดกับมาดดิบๆในชุดกางเกงยีนส์เก่าขาดๆกับเสื้อยืดสีขาวมอๆรัดรูป…

                    “หนาวจัง…ฝนผ้าบอเนี่ยก็ไม่รู้จะตกกันไปถึงไหนกัน…” เขาสบถกับตัวเองพลางก็นั่งหนีบตัวอัดบุหรี่เข้าไปเต็มปอด

                    “หนาวก็กลับไปนอนซะสิ…”ผมแนะ

                    ฝ่ายนั้นส่ายหน้าอย่างเอือมระอา “นั่งตากฝนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนยังดีเสียกว่ากลับไปให้โดนดุโดนด่า…” เขาว่า

                    “ถ้าไม่อยากโดนด่าก็น่าจะหางานทำที่มันมีศักดิ์ศรีดีกว่านี้…” ผมแนะอีก

                    “จะให้ผมทำอะไรที่มันดีกว่านี้พี่…ชกมวย…ส่งข้าวสาร…ส่งหนังสือพิมพ์…ผมก็ทำมาแล้วทั้งนั้น มันไม่พอกินหรอก” เขาระบายความในใจออกมายาวเหยียด “แล้วก็ ไอ้ศักดิ์ศรีที่พี่ว่าน่ะมันก็แดกเข้าไปไม่ได้…”

                    ชีวิตของคนที่ทำตัวเตร็ดเตร่แถวนี้มันก็ไม่ต่างกันนักหรอก สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนก็คือมุมมองที่ต่างกัน เด็กหนุ่มคนนี้ไม่ผิดที่จะระบายอารมณ์ออกมาเช่นนี้ นั่นคงเป็นเพราะมุมมองของเขามันยังแคบเกินกว่าที่จะอธิบาย…

                    มันถึงเวลาที่ผมควรจะกลับไปนอนและเตรียมตัวออกทำงานในวันรุ่งได้แล้ว…สายตาผมเหม่อมองออกไปยังสี่แยกไฟแดงเบื้องหน้าซึ่งขณะนี้มีรถราวิ่งผ่านไปมาแต่ไม่แน่นขนัดเหมือนช่าวกลางวันอันสับสน วีถีชีวิตที่ต่างกันมีอยู่ในเมืองใหญ่ๆทุกแห่ง เวลานี้อาจมีผู้คนตื่นนอนขึ้นมาแล้วเริ่มทำมาหากินกันแล้ว ในขณะที่บางรายยังคงแขวนตัวอยู่ในเงามืด บ้างก็รอสิ่งที่เรียกว่า “เงินตรา” และ “ความสุข” แต่ความเป็นจริงมันคือ “กิเลส” และ “ตัณหา” ซึ่งดำเนินไปโดยมี “ความใคร่”เป็นตัวประสานกลาง

                    “พี่…พี่…” เสียงเรียกของคู่สนทนาคนเดิมฉุดให้ผมเหลียวกลับมาอีก ทั้งๆที่กำลังจะข้ามถนนและกลับบ้าน “พี่ฮะ…ให้ผมกลับด้วยคนนะพี่…” วาจานั้นแทรกด้วยความรู้สึกวิงวอน

                    “บ้านพี่น่ะหรือ…” ผมยังฉงน

                    เขาพยักหน้าช้าๆ พร้อมกับส่ายตาละห้อย “ผมเบื่อ…เบื่อบ้าน…เบื่อการโดนด่า…เบื่อตัวเอง…และที่แน่ๆ ผมเบื่อที่จะต้องมานั่งรอคอยอะไรก็ไม่รู้…” จบคำพูดเขายกมือขึ้นเสยผมอันเปียกชื้น ตาแดงก่ำซึ่งทำท่าเหมือนกับอยากจะร้องไห้หลบสายตาของผมสู่เบื้องต่ำพร้อมกับส่ายหัวไปมาอย่างสิ้นแรงบิน…

                    เวลานี้เขาคงจะมีสภาพเหมือนเจ้านกน้อยหลายพันตัวบนชายคาและต้นไม้เบื้องบน พวกมันห่อปีจับเจ่ากิ่งก้านที่ขาวโพลนไปด้วยคราบมูลของพวกมันเอง สายไฟฟ้าที่นกเหล่านั้นเคยจับแทนคอนไม้ถูกรื้อถอนออกไปนานแล้ว แต่พวกมันก็ยังคงเหนียวแน่นในถิ่นเดิมยังไม่จากไปไหน ตราบใดที่ยังมีแสงสีล่อแมลงซึ่งเป็นอาหารของมัน เมื่อคอนเก่าถูกทำลายก็หาคอนใหม่ใกล้ตัวมาทดแทน และเมื่อมันประสพกับทัศนวิสัยเลวร้ายเช่นนี้ มันก็คงจะหนาวเหน็บมิใช่เล่น…

                    “นะพี่…ให้ผมกลับด้วยคนนะ…”

                    ความไม่เดียงสาซึ่งซ่อนอยู่ในทีท่าขรึมและกร้านเกรียมได้เล็ดลอดออกมาให้ผมได้ประจักษุ์ เด็กหนุ่มคนนี้บางครั้งก็ออกจะมีอะไรๆคล้ายกันกับผม เมื่อได้รับรู้ถึงถิ่นฐานและกำพืดเดิมของพอสมควร  ผมสังเกตุได้ชัดเจนในตัวของหนุ่มคนนี้คือความเป็นหนุ่มภูธรที่ยังไร้มารยาสาไถ และพอที่ผมจะ “ดัดสันดาน”ได้ไม่น่าจะยาก…

                    “พี่ชื่ออะไรครับ…”

                    “จะสำคัญอะไร…ในเมื่อคืนนี้ผ่านไปก็จบกันไป…”

                    “ถ้าพี่จะคิดอย่างงั้นก็ไม่ต้องบอกก็ได้…” เขาประชดเข้าให้

                    “เวก…วิเวก…” ผมบอกชื่อไป

                    “ผมหล้า…พี่จะเรียกว่าไอ้หล้าก็ได้…ตามใจ…แต่ความจริงน่ะผมชื่อส่องหล้า พ่อตั้งให้น่ะพี่ ผมไม่ชอบมันหรอก ฟังดูมันใหญ่โตยังไงพิกล…” ตอนท้ายเขาแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                    “พี่เวก…” เขาสะกิด

                    “อืมม…”

                    “พี่จะให้ผมเท่าไร…”

                    คำถามที่หลุดออกมาจากปากบางคู่นัน ทำให้ผมถึงกับชะงักงัน ดูเหมือนว่าเขาไม่ค่อยสะทกสะท้านกับการยื่นคำถามทำนองนี้ออกมานัก มันช่างฟังดูง่ายดายและเป็นกิจวัตรของเด็กแถวนี้ไปแล้วหรืออย่างไรกัน…

                    “เราคิดว่า…พี่จะต้องจ่ายให้ซักกี่บาทล่ะ…สำหรับการนอนเฉยๆ”  ผมเน้นคำสุดท้ายเด่นชัด “และการสละที่นอนให้คนแปลกหน้า เพื่อไม่ต้องโดนด่าไปอีกหนึ่งคืน…”

                    ส่งหล้าแค่นหัวเราะออกมาดังๆ ขับไล่ความเงียบออกไปได้ชั่วขณะ พลางลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วคว้าแขนผมทันที

                    “พี่นี่พูดตลกดีนะ…ไป…กลับบ้านของเรากันเถอะ…”

                    หัวมุมถนนสายเสน่ห์ เราพากันเดินคุยเรื่องสัพเพเหระ แสงจากไฟหน้ารถสาดเข้ามาเป็นช่วงๆ ยิ่งเวลาใกล้สางก็ยิ่งเห็นว่ายานพาหนะบนท้องถนนเริ่มหนาตาขึ้นมาทุกที…

                    “พี่เวกนี่มองดีๆก็รูปหล่อไม่เบาเลยนะ…” ส่องหล้าชมขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว “นี่ถ้าหากขายตัวก็คงจะรวยเละแน่เลย…”

                    “คิดอย่างงั้นรึ…” ผมตรองตรึก

                    กลีบการเวกที่แก่จัดเหลืองอร่าม มันร่วงพรูลงตามลาดทางที่เราดำเนินไป กลีบดอกเหล่านั้นหมดคุณค่าแล้ว มันไร้แล้วซึ่งความหอมหวาน แม้สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือความละมุนยามจับต้อง แต่มันก็รอการเปลี่ยนสีเป็นดำและแห้งเหี่ยวไปในที่สุด…

                    ผมพาลนึกถึงอดีตที่ผ่านไปอย่างไม่มีวันกลับ…มองตัวเอง…ชีวิตที่เคยโลดแล่นไปในวัยหนุ่มซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยสีสันและสดใหม่ โอกาสในการกอบโกยอันแสนสั้นนั้นมันได้ผ่านไปแล้ว…ผ่านไป…นานจนเกือบลืมเสียสนิทในความเป็น “ดาวเด่น” ของตัวเองเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านพ้น…ผมเองอาจจะเหมือนตึกโบราณที่ยังน่าเก็บรักษาไว้ แต่จะมีสักกี่คนที่มองเห็นคุณค่า  ส่วนใหญ่เขาคงจะปลาบปลื้มกับอาคารสูงๆซึ่งสร้างจากเทคโนโลยี่ใหม่ๆ มันน่าตื่นตาตื่นใจกว่าหลายร้อยพันเท่า…

                    เด็กรุ่นน้อง…รุ่นลูก…รุ่นหลาน…และรุ่นสืบไปที่กำลังจะเกิดและเติบโตตามมาเป็นชุด ชีวิตของคนดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับมวลดอกไม้ซึ่งรอการปฏิสนธิ เบ่งบาน และโรยราไปในที่สุด…

                    แม้ใครๆจะกล่าวกันว่าทุกชีวิตเกิดมาต้องใช้กรรม แต่สำหรับในบางมุมมองก็ยังปฏิเสธไม่ได้ว่าบางชีวิตเกิดมาเพื่อการบำบัดตัณหาหน้ามืดของฝ่ายที่มีโอกาสเหนือกว่า  และในความเหนือกว่านั้นผมเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าสังคมเอาอะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการวัด