มนต์การเวก ๒          

นวนิยายขนาดสั้น โดย  ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

    เพลงประกอบ "ปราสาททราย" ทำนอง คำร้องโดย โอภาส พันธุ์ดี และ สุรสีห์  อิทธิกุล

Hit Counter

.

            บ้านเช่าผุๆหลังที่แบ่งฝากั้นห้องจนน่าอึดอัด หลังที่เจ้าของไม่เคยใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ นอกจากการเก็บค่าเช่าอย่างเที่ยงตรง  มุมอับๆตรงที่ผมเรียกมันว่า “ที่ซุกหัวนอน” วันนี้มีเพื่อนใหม่รุ่นน้องชื่อ “ส่องหล้า” จะมา “ซุก”ด้วยคน…

                “คับที่อยู่ได้ฮะพี่…”  เขาเล่นคารมในขณะที่กำลังรูดเสื้อยืดออกทางด้านบนลำตัว

                ยอมรับว่ารูปร่างของเจ้าเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดคนนี้ไม่เลวเลยในสายตาของผม อกผายไหล่กว้าง กล้ามเนื้อสวยแบบนักกีฬา ถ้าวันนี้อากาศดีกว่านี้สักนิด เขาคงจะต้องขายดีเป็น “เทน้ำ” แน่…

                “ไอ้โทนเพื่อนผมมันว่า…หุ่นนักบาสอย่างผมน่าจะลองขายดู…มันชวนมา…ผมก็เลยโอเค…”

                เขาคงจะสังเกตุเห็นผมจ้องมองเลยโอ้อวดขึ้นมาอย่างซื่อๆ พลางก็เกร็งลำแขนให้โป่งนูนแบบนักกล้ามอาชีพ ผิวเนื้อนั้นเนียละเอียดจนน่าอิจฉา…

                “ถ้าง่วงก็นอนก่อน…พี่จะออกไปสูบบุหรี่ที่ท่าน้ำสักมวน…” ผมเอ่ยขึ้นหลังจากผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ามานุ่งเพียงผ้าเช็ดตัวผืนเดียว

                “ทิ้งผมไว้คนเดียว อย่างงี้ไม่กลัวยกเค๊าไปหมดเหรอ…”เขาสัพยอกด้วยสายตาเป็นประกาย

                “ถ้าคิดว่าเอาของในห้องนี้ไปแล้วคุ้มก็เชิญเถอะ…” ผมท้าพร้อมกับผายมือให้เขากวาดสายตาไปทั่วๆมุมห้องอันอึดอัดคับแคบ ที่ไม่เห็นจะมีอะไรเตะตาพวกมิจฉาชีพสักชิ้นเดียว ก่อนจะปลีกตัวออกมาพร้อมกับซองบุหรี่และไม้ขีด…

                ชานระเบียงริมน้ำโย้เย้ขาดการดูแลรักษา ผมทอดสายตาออกไปยังเวิ้งน้ำข้างหน้านั่น เดี๋ยวนี้ลำคลองไม่เหงาเหมือนก่อน เพราะมีเรือโดยสารหางยาวแล่นผ่านไปมาพลอยให้น้ำกระเพื่อมได้บ้าง ผมเคยคิดว่าลำคลองแห่งนี้จะมีค่าเพียงทางระบายน้ำของคนกรุงไปเสียแล้ว น้ำขุ่นข้นดำปี๋ส่งกลิ่นฉมๆยามเมื่อลมกระพือผ่านเป็นระลอก กากมูลของเหลือใช้ลอยฟ่องติดตาเป็นเรื่องธรรมดาจนไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีผู้ว่า กทม. คนที่ชื่อมหาจำลองมาเป็นผู้ริเริ่มบำบัดปัดเป่า…

                ผมอัดควันพิษเข้าไปจนเต็มปอดแล้วพ่นออกมาพร้อมกับเสียงทอดถอน…

                ก็เจ้าบุหรี่ที่คีบอยู่ในมือนี้ไงเล่า ใครๆต่างก็ตระหนักกันดีเสมอว่ามันร้ายกาจสักเพียงไหน รู้ทั้งรู้…แต่ก็ยังอยากสูบ มันไม่มีเหตุผลสำหรับตัวเอง ว่าทำไม…ตราบใดที่สัจจะไม่มีในหมู่โจร ตราบนั้นเหตุผลของคนสูบบุหรี่ก็ยังไม่มีเช่นเดียวกัน…

                และบางครั้งก็น่าจะมาคิดว่า ทำไมคนถึงต้องเป็นโจร  ทำไมต้องเป็นคนไม่ดี ทั้งๆที่การเป็นคนดีใครๆก็ยกย่องเทิดทูน ผมว่ามันก็เหมือนกับการสูบบุหรี่นี่แหละ ตราบใดที่ยังมีโรงงานผลิตก็คงจะไม่ง่ายที่จะรณรงค์ให้คนเลิกสูบ…

                “นั่นคลองอะไรน่ะพี่เวก…” เสียงส่องหล้า ทำให้ผมเหลียวไป เขายืนอยู่ตรงกอต้นกล้วยท่าทางสนเท่ห์

                “คลองแสนแสบ”

                ส่องหล้าหัวเราะคึกครื้นอย่างขี้เล่น พลางก็เดินมานั่งใกล้ๆกับผมในศาลาริมน้ำผุๆ ถือวิสาสะคว้าซองบุหรี่ในมือพร้อมทั้งไม้ขีดไปจุดสูบอย่างสบายใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างร่าเริงตามวัยของเขา…

                “คลองนี้น่ะเหรอ…ที่อ้ายขวัญกะอีเรียมลงไปแหวกว่ายพรอดรักกันในนิยายน่ะ”

                “ใช่…นี่คือหนึ่งตัวอย่าง ที่จะบอกให้รู้ว่าการที่เรามีสิ่งดีๆอยู่ในมือ แต่ไม่รู้จักใช้หรือใช้อย่างไม่ถนอมรักษา มันก็จะไม่แคล้วเป็นอย่างคลองแสนแสบนี่แหละ…จำไว้…”

                “ถ้าเป็นคนดี…แล้วเราจะดีไปเพื่อใคร…” เขาฉลาดพอที่โยงเข้าหาตัวเอง เปลี่ยนมาแสดงความน้อยใจอีกครั้ง…

                “อย่างน้อยๆ…ก็เพื่อตัวเราเอง…”ผมตอบอย่างเข้มแข็ง “หน้าไหนมันจะมาว่ายังไงก็ช่างหัวมันประไร…”

                “พี่นี่กำลังจะหมายความว่าผมเลวงั้นสิ…” เขาทำร้อนตัวขึ้นมาเอง

                เขาแสดงความอ่อนแอออกมาอย่างแจ่มแจ้ง หยาดน้ำตาบริสุทธิ์หยาดย้อยลงมาอาบใบหน้าต้องกับแสงสะท้อนเป็นมันวับ ส่องหล้ารีบกลบเกลื่อนโดยการเบือนหน้าหนีพลางใช้ฝ่ามือปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ผมไม่คิดว่าภาพนั้นมันจะทำให้ผมเกิดความสะเทือนใจและคล้อยตามความรู้สึกนี้ได้…

                เราตกอยู่ในความเงียบงัน… แสงสีทองจากฟากฟ้าด้านทิศตะวันออกโผล่แพรมขึ้นมา นั่นเป็นคำถามว่าเราจะเข้านอนกันได้หรือยัง  วันใหม่…แต่วิถีชีวิตก็ยังเก่าๆ ไม่ว่าทุกยุกทุกสมัย บรรพบุรุษมันสอนเสมอว่าต้องอดทน ผมอยากจะย้อนถามท่านเหล่านั้นที่ล้มหายตายจากไปแล้ว ว่าเราจะต้องทนและทนกันไปถึงไหน…

                เราโน้มตัวลงนอนเคียงกันเมื่อตอนฟ้าสาง เสียงนกกระจอกจ้อกันอยู่บนหลังคา ชาวบ้านชาวช่องห้องข้างๆก็ล้วนตื่นกันแล้ว  เวลาทำมาหากินเริ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว…เหนื่อยอีกแล้ว…เหนื่อยเพื่อใคร…สำหรับผมแล้วคงจะแค่เพื่อตัวเอง และถ้าจะมีใครอื่นก็คงจะเป็นใครก็ได้หากความพอใจเรียกร้อง…

                “ฟังนะ…” ผมใช้เสียงสะกิดส่องหล้า ซึ่งนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่ข้างๆ “อาชีพที่หล้าทำอยู่…พี่เองก็เคยทำ ถ้าคิดว่ามันเลวร้าย พี่เองก็ไอ้สารเลวมาก่อน ถ้าเราจะคิดว่ามันได้ผ่านไปแล้วด้วยความจำเป็นหรือจำใจก็ปล่อยให้มันผ่านไปแล้วลืมมันเสีย…สำหรับเด็กหนุ่มหน้าตาดีๆอย่างหล้า พี่ว่าไม่น่ายากที่จะหาทางออกที่มันดีกว่านี้…”

                “ผมก็บอกแล้ว…ว่าจะให้ผมไปทำอะไรที่มันเลิศเลอกว่านี้…” เขาพลิกหน้ามาพูดด้วยเสียงแข็งๆ “แล้วก็ไม่ใช่เพราะหน้าตาดีหรอกเหรอ…ที่ผมหรือแม้แต่พี่เองก็ต้องมาขายตัวน่ะ…”

                ใช่สิ…เขาพูดถูก จะว่าผมเข้าใจเขาดีเพราะเคยคิดเช่นนี้มาก่อนก็คงได้  ครั้งหนึ่ง ผมเคยเอาศักดิ์ศรีออกมาเร่ขาย ศักดิ์ศรีที่แดกเข้าไปไม่ได้นั่นแหละ  ขายตัว…ผมเคยขายตัว…ผมกำลังจะลืมมัน จมมันให้ลึกลงสู่ก้นบึ้งของอดีต และวันนี้…ผมมองหาโอกาส มองหาจังหวะที่จะต้องแลกเอา “ศักดิ์ศรี” ของผมคืนกลับมาให้ได้ ศักดิ์ศรีที่ไม่มีตัวตน แม้มันจะไม่มีทางทำให้ผมอิ่มท้อง แต่อย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่ามันเป็นการเปิดฉากความภูมิใจของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่จะก้าวข้ามไปยืนหยัดอยู่ในวงสังคมอย่างผ่าเผย…

                รูปสมบัติที่เกิดมาพร้อมกับความแล้งแค้นและไร้ซึ่งการศึกษา เคยทำให้ผมลื่นไถลลงสู่ห้วงเหวที่ชุ่มฉ่ำด้วยตัณหาราคะโดยมีเงินตราเป็นตัวนำทาง  ตอนนั้นผมรู้สึกเป็น “ดอกไม้” ที่ถูกรุมล้อมด้วยมวลแมลง ผมฝันเห็นผีเสื้อปีกสวยหลายตัวบินลงมาที่ผม  ผมปลาบปลื้มกับเจ้าตัวสีทองและสีเงินเป็นนักหนา…

            แต่เมื่อเวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า…ผมจึงได้รู้ว่า มันคือภาพลวงตา  ผีเสื้อปีกสวยแท้จริงมันคือแมลงวันที่เข้ามาโลมเลียและวางไข่ไว้ ผมกำลังจะเป็นหนอน…ผมขยะแขยงตัวเอง…ผมเกลียดความรูปหล่อของตัวเอง…

                ผมกำลังอยากจะก้าวขึ้นไปยืนอยู่แถวหน้ากับคนทั่วไป แต่เหวที่ผมเคยตกลงมามันลึกเหลือเกิน อย่างไรก็ตามผมก็กำลังปีนป่ายจนสุดแรงอยู่แล้ว…

                ผมไม่บังอาจ ผมไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนทางเดินให้ผู้อื่น แค่อยากจะหาทางออกให้แก่เพื่อนร่วมชะตากรรมด้วยความจริงใจ และผมก็ไม่หวังที่จะกระทำตนเป็น “พ่อพระ” ของใครทั้งสิ้น…

                “ทางเข้า”มาสู่แดนมธุรสตัณหา ดูเหมือนจะหาง่ายโดยไม่ต้องชี้แนะหรือสั่งสอน ผิดกับ “ทางออก” นั้นทำไมช่างหายากหาเย็นเสียเหลือเกิน…

                “หลับเถอะ…”  ผมจำได้ว่าผมพูดออกมาเป็นคำสุดท้าย ก่อนที่จะผลอยหลับไป

                ผมพาดแขนลงกับอกอุ่นๆของส่องหล้าซึ่งสะท้อนขึ้นลงตามแรงหายใจ แปลกใจกับความอบอุ่นเป็นกันเองที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ความพอใจ เป็นสุข ระหว่างคนเพศเดียวกันที่เกิดขึ้นในห้วงหนึ่งของอารมณ์ แม้มันจะมิได้ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที แต่มันก็ได้ซึมซาบจนเป็ส่วนหนึ่งในพฤติกรรมของผมแล้ว อย่างช่วยไม่ได้…

               

 

                แดดร่มลงอีกวัน…นกพวกนั้นบินว่อนมากันอีกแล้ว…

                เสียงจิ๊บๆ…จั๊บๆ…เป็นพันเป็นร้อยเหนือถนนสีลม คล้ายกับเป็นสัญญาณบอกผู้ที่เกี่ยวข้องในย่านนี้ว่า…ความร่าเริงและความยุ่งเหยิงเริ่มขึ้นอีกครั้ง มาบินกันอีกครั้ง มาแขวนกายจับเจ่ากันอีกครั้ง  ถึงเวลา “หากิน” และเหนื่อยกันอีกแล้ว…

                กองคาราวาน “สินค้าข้างถนน” เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชินตาคนเดินถนนซึ่งลืมไปเสียสนิทว่าพวกเขาเหล่านั้นน่ะเป็น “เจ้าของ” พื้นที่ตัวจริง…

                รถเข็นที่ฝากไว้แต่คืนก่อนถูกนำออกมาอีกครั้งเป็นกิจวัตร สัมภาระของบรรดาพ่อค้าแม่ขายก่ายก่องเกะกะอยู่ตามฟุตบาธ ไม่ใช่ของแปลกสำหรับชาวสีลมอีกต่อไป เขาเหล่านั้นจับจองพื้นที่ “ทำมาหากิน”กันอย่างเป็นเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งแผงลอยมากหน้าและชาวประชาขวักไขว่ บางครั้งก็อลหม่านติดขัดพอๆกับยวดยานบนท้องถนนซึ่งมีให้ดูกันอยู่ทุกวัน…

                มันเป็นภาพที่เห็นกันจนชาชิน ชินเสียจนพวกเร่ขายของต่างก็ลืมไปเสียสนิทว่าบาทวิถีแห่งนี้เขาสร้างไว้เพื่อการใดกันแน่ ซ้ำคนเดินเท้าเจ้าของสิทธิ์ตัวจริงก็พลอยลืมตัวลืมใจไปด้วย เพราะการเดินชมสรรพสินค้าริมถนนนั้นมันเพลิดเพลินกว่าการช๊อปปิ้งในห้างเป็นไหนๆ…

                “ฝนจะตกลงมาอีกมั้ยนะ…คืนนี้…” ผมนึกหวาดเมื่อแหงนมองท้องฟ้าซึ่งสดใสดีอยู่ แต่จะมีใครรู้ว่ามันอาจจะเบ่นตลกเอาเมื่อใดก็ย่อมได้…

                “อย่าได้ตกมานะโว้ย…ขืนลงมาอีก มีหวังแห้งเหี่ยวไปอีกคืนแน่…” ส่องหล้าสบถออกมาในขณะที่กำลังขะมักเขม้นช่วยผมจัดตั้งแผงขายเสื้อผ้า ดูเขากุลีกุจอหยิบเสื้อหลายตัวขึ้นหนีบบนฉากโชว์

                ฝนเป็นผลให้ข้าวของหลายอย่างเปียกแฉะและเสียหาย แต่กับ “สินค้า”บางอย่าง สินค้าที่มีลมหายใจอย่างส่องหล้ามันก็อาจเป็นสาเหตุให้ “แห้งเหี่ยว”ได้ และดูเหมือนฝนจะเป็นอุปสรรคอย่างร้ายกาจกับ “การขาย” ไม่ว่า “สินค้า” จะเป็นชนิดไหนๆก็ตามที คงไม่มี “ลูกค้า” หน้าไหนยอมออกมาเดินซื้อของท่ามกลางสายฝนเป็นแน่ นอกเสียจากผู้ที่กระสันอยากจะได้ “สินค้า” จนเนื้อตัวสั่นเท่านั้น…

                “โธ่…ไอ้นกอัปรีย์ เสือกขี้ลงมาได้…” แม่ค้าแผงลอยข้างๆส่งเสียงแหว เมื่อเจ้านกจากข้างบนมันปล่อยกากอาหารลงมาบนหัวยอย่างจัง

                พวกแม่ค้าพ่อขายตามบาทวิถีต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาร้อยแปดพันประการ เริ่มจากการจังจองเนื้อที่ที่มีจำกัด อาจต้องมีการด่าทอกับบรรดาคู่แข่งบ้าง หรือบางทีก็ต้องย้ายข้าวของสัมภาระกันจ้าละหวั่นเมื่อยามเจ้าหน้าที่เทศกิจเกิดเฮี้ยนขึ้นมาเป็นพักๆ ตลอดจนการรับมือกับฤดูกาลที่ไม่เป็นใจอย่างฤดูฝน นกซึ่งแขวนกายอยู่อย่างเหนียวแน่นาตาทกิ่งไม้ชายคาก็นับเป็นปัญหาอีกหนึ่งซึ่งต้องหาทางขับไล่มันไปให้พ้นๆวงรัศมีการค้า…

                ต่างคนต่างคิดค้นวิธี “กำจัด” บ้างก็ใช้วิธีเขย่าโคนต้นไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย หรือบางคนก็ลงทุนซื้อลูกโป่งสวรรค์สีสดใสผูกเชือกยาวๆลอยขึ้นไปไล่ ที่อ่อนอกอ่อนใจกับการขับไล่เนื่องจากมันมากันเป็นจำนวนมหาศาลก็ยอมแพ้แต่โดยดี หันมาขึงหลังคาชั่วคราว ซึ่งวิธีหวังนี้เห็นจะได้ผลคลุมครูอบมาถึงฤดูฝน อันเป็นฤดูที่ “คนกรุง”ไม่ใคร่จะอยาก “ต้อนรับ” มีแต่จะหาทาง “ขับสู้” กันเสียมากกว่า…

                หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งนั้น…เต็มไปด้วยผู้คน บนหัวโค้งตลอดแนว “ซุ้มการเวก” ลมพัดแรงเกือบตลอดเวลา จึงทำให้บริเวณนั้นบรรยากาศน่าเอนกายลงตรงม้ายาวสีขาว ประชาชนที่ลานตาอยู่เนืองนิจปะปนกันไปหลายแบบและต่างจุดประสงค์กันไป…

                และหนึ่งในจุดประสงค์พิเศษ คงจะเป็นเด็กหนุ่มๆอายุช่วงระหว่างสิบสี่สิบห้าถึงยี่สิบกว่าๆ ที่ลุกๆนั่งๆรอคอยการมาของ “ลูกค้า” ซึ่งมีทั้งชาวต่างประเทศและในประเทศ ราวกับจะเป็นที่รู้กันไปทั่วทุกมุมโลกว่าบริเวณนั้นเป็นจุดศูนย์รวมสินค้าสดๆใหม่ๆคาวๆจากทุกภาคของประเทศไทย…

                “ว่าไงพวก…อาชีพใหม่สนุกดีอยู่หรือ” เสียงคุ้นเคยทักขึ้นอย่างไม่ค่อยจริงใจนัก

                ชายหนุ่มหุ่นงามเหมือนนักเพาะกายที่ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าคือ “สินไหม” เพื่อนรุ่นเดียวกันจากแดนอิสาน แม้เราจะเคยสนิทกันมากในช่วงก่อนหน้านี้สักห้าถึงสิบปี แต่วันนี้เขาคงเป็นแค่เพียง “คนเคยรู้จัก”กับผมเท่านั้น…

                กลิ่นน้ำหอมชั้นดีโชยมาอ่อนๆกระทบปลายจมูกผมจนรู้สึกได้ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่มันสวมอยู่ทำให้แลดู “เจ้าสำอาง” กว่าที่เคยเห็น เรียวหนวดเข้มทำให้ใบหน้านั้นคมคาย แต่ริ้วรอยของวัยซึ่งผุดขึ้นมาตาวาระทำให้ผมคิดไปว่า บัดนี้มันมิใช่เจ้าสินไหมเด็กหนุ่มเจ้าเสน่ห์คนเดิมที่ผมเคยรู้จัก  มันมิใช่คนที่เคย “ขายดี” แข่งกับผมเมื่อทศวรรษที่ผ่านไป

                และแม้มันจะ “ดูดี” ในส่วนทั่วๆไป แต่ในสายตาของ “ลูกค้า”นั้นเล่า บัดนี้มันคงจะเหมือนสินค้าเก่าเก็บค้างปีที่รอการนำออกมาเลหลังไม่วันใดก็วันหนึ่ง  รูปโฉมโนมเนื้อที่ถึงแม้ว่าจะยังแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่มีความสดใหม่เหมือนเด็กหนุ่มรุ่นหลัง ที่กำลังคืบคลานเข้ามาเป็น “คู่แข่ง”อย่างไม่มีโอกาสเลี่ยง…

                “ไม่สนุกนัก…แต่ก็ต้องทนกันไป กูมันโชคไม่ดีที่เกิดมาไม่รูปหล่อตลอดกาลเหมือนมึง…ช่างเถอะ…ทำงานหนักมันคงไม่ตายหรอกน่า…” ผมประชดไปเรื่อย “แล้วมึงล่ะไอ้สิน…หายหน้าไปเสียนาน…ใครรับเลี้ยงมึงอยู่เหรอ…” ผมย้อนทักมันพร้อมกับกวาดสายตาไปทั่วร่างบึกบึนที่พราวไปด้วย “เฟอร์นิเจอร์”ของมัน

                สินไหมกระหยิ่มยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างภาคภูมิ “มึงเดาแม่นแล้วไอ้เพื่อนเกลอ…” มันลดเสียงลงก่อนจะคุยต่อ “มึงจะเชื่อมั้ยวะไอ้เวก…ตอนนี้กูไปอยู่กะไอ้โจเซฟที่เยอรมันว่ะ…” เสียงนั้นลดลงจนเกือบกระซิบ “แม่ง…รายฉิบหาย…บุญหล่นทับกูจนเคล็ดขัดยอกไปหมดแล้วเนี่ย…”

                ผมพยักเพยิดไปตามเรื่อง “เชื่อซี…เพื่อนฝูงได้ดิบได้ดีทั้งคนทำไมจะไม่เชื่อเล่า…สมหวังแล้วสิมึงคราวนี้ เห็นใฝ่ฝันนักไม่ใช่หรือที่มีคนมารับเลี้ยง ยินดีด้วยว่ะ…” ผมีหยุดคิดนิดนึง “อ้าว…เดี๋ยวนี้มึงหากินข้ามชาติเชียวหรือวะไอ้สิน แล้วไอ้หรั่งหัวขาวหัวแดงที่มึงคั่วอยู่ก่อนหน้านั้นล่ำมันไปไหนกันเสียหมด  รวมทั้งอีแม่ม่ายเถ้าแก่เนี้ยร้านทองที่หน้ามืดมาขอมึงแต่งงานล่ะ…”

                “โอ้ย…พวกนั้นมันของตาย…” ดูมันมีความมั่นใจเสียหนักหนา “แต่รายไอ้โจเนี่ย…กูหวังจะเกาะไปเที่ยวข้ามทวีปกะเขามั่ง เผอิญมันชอบกูมากก็เลยเอากะมัน…”

                “มึงรักเขาเรอะ…”

                ผมยื่นคำถามธรรมดาๆ แต่กลับทำให้มันนิ่งอึ้งไป มันไม่ตอบ เพราะคงจะคิดไม่ออกว่าคนเราจะอยู่ด้วยกันนั้นต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง ในความคิดของคนที่ใช้ร่างกายเป็น “เดิมพัน” อย่างเจ้าสินไหมหรืออีกลายคนในเส้นทางนี้ สิ่งที่จะใช้ต่อรองก็คือความใคร่ที่สะอกสะใจเท่านั้น แต่ในความจริง…ความใคร่นั้นมันถึงใจสะใจก็เพียงแค่ฉาบฉวย ตราบใดที่ยังมีสิ่งกระตุ้นให้อารมณ์เพริศแพร้ว ความใคร่ก็ยังมีอยู่อย่างคึกคนอง…

                ถ้าความรักเหมือนน้ำหวานที่เข้มข้นไม่มีวันจืดจาง  ความใคร่ก็คงเหมือนน้ำโซดาที่มันซู่ซ่าเฉพาะตอนเปิดขวดเท่านั้นกระมัง…

                น้อยรายนักที่เกาะพวกฝรั่งไปเมืองนอกจะมีความรักเป็นเดิมพัน…ความฝันของไอ้หนุ่มลูกทุ่งจนๆทุกคนก็คืออยากได้มีโอกาสมา “ขุดทอง”ที่กรุงเทพฯ จากนั้นก็ฝันต่อไปอีกว่า สักวันต้องไป “ชุบตัว”ที่เมืองนอกเมืองนากับเขาบ้าง …

                ส่วนชาวต่างชาติก็หารู้ตัวไม่ว่าพวกเขาก็จะมีสภาพไม่ต่างจาก “ควาย” ที่ไอ้หนุ่มลูกทุ่งมันขี่ข้ามคลองแวะไปคุยกับสาวบ้านโน้นบ้านนี้นั่นแหละ…

                แม้เจ้าสินไหมจะเปลี่ยนไปบ้างในบุคคลิก แต่มันก็ยังคงเป็นเจ้าสินไหมคนเดิมที่ทั้งชีวิตมีความสุขกับการวาดฝันและภาพในห้วงฝันของมันดูเหมือนจะใช้เวลารอคอยนานแสนนาน วัยสามสิบของมันคือวัยที่ควรจะเริ่มสร้างฐานะอย่างคนทั่วไป แต่มันกลับจมปรักอยู่ในสังคมคนค้ากาม ยังคงรอคอยเศรษฐีในฝันยื่นมือมาชุบเลี้ยงวันแล้ววันเล่า มันทำตัวเองราวกับต้นไม้ในกระถางที่คอยคนมารถน้ำอยู่ตลอดเวลา

            วิมานอากาศหลังนี้ อาจล่มสลายไปพร้อมกับสังขารของมันเอง ถ้ามันยังขืนสร้างสวรรค์ด้วยเนื้อหนังมังสาต่อไป…

            สินไหมคงไม่คิดจะเริ่มทำงานหนักด้วย “ลำแข้ง” เช่นคนธรรมดาสามัญ มันคงจะพอใจที่จะ “หาค่ำกินเช้า” ด้วย “ลำกล้อง”ที่พ่อแม่มันให้มาเพียงอันเดียวต่อไป…

                มิใช่ครั้งแรกของสินไหม การฝันเฟื่องถึงเมืองนอกดูจะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ความทะเยอทะยานอยากนั้นมิใช่เพียงหาความเลิศหรูใส่ตัวเท่านั้น  อีกด้านของจิตใจของมันยังเต็มไปด้วยความละโมบ คิดเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตนโดยมีกามารมณ์เป็นใบเบิกทาง…

                และครั้งนี้ถึงมันจะไป “ชุบตัว”เมืองนอกได้สำเร็จ แต่ก็มิได้หมายความว่ามันหลุดพ้นจาเส้นทางสายเดิมๆอย่างเด็ดขาด ตราบใดที่มมันยังหวังประโยชน์จากฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีความรักความพิศวาทให้แก่กัน…

                “ไอ้เวก…มึงไปกับกูจะไม่มีคำว่าจน ยิ่งหน้าตาหล่อๆอย่างมึงเนี่ยกูรับประกันได้เลย ถ้าไม่รวยภายในสองสามเดือนกูจะยอมให้กระทืบซ้ำ…อยู่บ้านนอกคอกนามันจะได้ดีอะไร หน้าตาอย่างมึงหรืออย่างกูเนี่ยมันต้องไปอยู่ที่กรุงเทพโว้ย…ถึงจะได้ราคา…”

                แม้เราจะเหินห่างกันไป แต่ผมก็ยังไม่เคยลืมว่าเจ้าสินไหมคนนี้แหละที่มันจูงมือผมเข้ากรุง พวกเราเคยหนีความแล้งแค้นและความขัดสน แต่สำหรับคนไร้การศึกษาอย่างพวกเรา มันจะมี “ตัวเลือก”สักกี่ตัว…

                กรุงเทพฯ คือมนต์เสน่ห์ที่ไอ้บ้านคอกนานอกหลงไหลกันนัก ราคาของมนุษย์ด้วยโอกาสต้องผ่านการประเมินในตลาด “เนื้อสด” โดยมีความพอใจของ “ลูกค้า” เป็นตาชั่งชั้นดี ผมไม่รู้จะหาคำใดมาเรียกตัวเองจึงจะเหมาะไปกว่าคำว่า “โสเภณีตัวผู้” ผมละอายแก่ใจเหลือเกินเมื่อหวนคำนึงถึงพฤติกรรมที่ผ่านๆไป…

                ทุกคราที่ผมทอดร่างลงบนเตียงให้คนแปลกหน้าได้ละเลงกามกระทำรักอย่างเมามัน ถ้าผมไม่นับลมหายใจที่ยังสูดเข้าออก ผมคิดว่าในขณะนั้นผมสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเพื่อแลกกับเงิน  ผมสูญสิ้นความเป็น “ผู้ชาย” ไปทีละนิดละหน่อย เงินตราที่พรั่งพรูลงมาบนร่างคาวโลกีย์ ไม่อาจจะเรียก “ศักดิ์ศรี”ของลูกผู้ชายอันทรงเกียรติของผมคืนมาได้เลย…

                ที่หน้ากระจก…ผมเคยภาคภูมิใจในรูปโฉมที่เทพประทานมาให้ ผมเคยมีคุณสมบัติเหนือกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมาแล้ว  เพียงเก็กหน้าให้เก๋และเท่ เข้าห้องยิมบริหารร่างกายสักนิดหน่อย ก็เพียงพอที่จะดึงดูด “เหยื่อ”ให้มาติดกับได้ไม่ยาก  แต่หน้ากระจกในวันนี้…มันได้บอกกับผมว่า ถึงเวลาหยุดเสียที วัยที่เริ่มเปลี่ยนไป บอกได้ด้วยความหมายของมันเอง  ผมคงไม่เหมาะแก่การ “บำบัด”ความใคร่สาธารณะอีกต่อไปแล้ว ไม่จำเป็นที่ผมต้องทำตนให้หล่อเหลาเกินกว่าที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  การรักษาสุขภาพในทุกวันี้ก็มิใช่เพื่อสร้างกับดักให้ใครมาติดบ่วงเสน่หาอีกต่อไป…

                สำหรับสินไหมหรือใครอื่นที่ยังเวียนว่ายในทะเลกามนั้นผมไม่รู้  ผมรู้แต่เพียงว่าวันนี้และเดี๋ยวนี้สินค้าของผมคือเสื้อผ้าและสิ่งของที่วางจำหน่ายอยู่บนแผงลอยข้างหน้านี้ รายได้แม้จะสู้กับแต่ก่อนไม่ได้ แต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนทางที่ทำให้ผมพอจะมองเห็นเกียรติศักดิ์ของ “ลูกผู้ชาย” ขึ้นมาลิบๆ

                “เฮ้ย…ไอ้เวก มึงไม่สนที่จะมีรายได้ก้อนโตๆอย่างกูมั่งเรอะ…” สินไหมกระขากความคิดผมให้กลับมาที่เดิม

                ผมสั่นหัวดิก “ม่ายหรอก…กูมันแก่แล้วว่ะ ใครเขาจะเอากู…”

                “โธ่…ไอ้ห่า…ทำถล่มตัวไปด้าย…นี่มึงรู้มั้ย เพราะกูหวังดีหรอกนะถึงมาหามึงถึงที่นี่ มานี่…กูจะบอกอะไรให้…” ว่าแบ้วมันก็กระซิบลงใกล้ๆรูหูจนรู้สึกร้อนผ่าวด้วยความอุ่นจากปาก “มีพวกตัณหากลับกระเป๋าหนักๆไม่ต่ำกว่าสิบรายนะที่เขายังสนมึงอยู่…นี่น่ะเขาให้กูมาทาบทามมึง ไอ้โง่เอ้ย…ราชรถมาเกยถึงฟุตบาธแล้วยังทำเป็นเล่นตัว ทำเป็นไม่เคย…”

“ใช่…กูเคย แต่ตอนนี้กูก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร กูเลิกแล้ว เชิญมึงไปคนเดียวเถอะไอ้สิน…” ผมตัดบทกพร้อมใส่อารมณ์ร้อน

“โธ่เอ้ย…ก็แค่ยอมเป็นผัวมันไปสักครั้งสองครั้งก็ขี้คร้านจะได้เงินมานอนกินไปตั้งเป็นเดือน ไม่ต้องมาหลังขดหลังแข็งเป็นพ่อค้าขายของแบกะดินต๊อกต๋อยให้เทศกิจไล่จับอย่างงี้…”

“หยุดเถอะ…ไอ้สิน…ถ้าไม่เห็นว่ามึงเป็นเพื่อนน่ะนะ ป่านนี้กูถีบโครมไปแล้ว…”ผมาชักมีอาการเลือดขึ้นหน้า แต่พยายามสบบอารมณ์และวาจา “ถามจริงเถอะว่ะ..นี่มึงได้ค่านายหน้าหรือผลประโยชน์อีกล่ะสิ และเรื่องที่กูจะต้องวิ่งหนีเทศกิจน่ะมันเรื่องของกู กูพอใจหารายได้ของกูอย่างงี้แล้วมันหนักกบาลใครบ้าง…ว่าแต่มึงเถอะ…ระวังจะวิ่งหนีตำรวจกองปราบไม่ทัน เดี๋ยวนี้เขายิ่งออกกวาดล้างกันไม่เว้นแต่ละวันวะด้วยซี…”

ผมว่าพลางก็คิดถึงภาพตำรวจไล่จับ “เด็กขายน้ำ” ไร้สังกัดแถวๆซุ้มการเวก ราวกับพวกนั้นเป็นเช่นอาชญากร หลายสิบคนต้องกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง น่าเวทนาเสียยิ่งกว่าพวกหาบเร่แผงลอยถูกเทศกิจไล่กวาดเสียอีก…

แต่ไม่ว่าการไล่จับแบบไหนๆ เปรียบไปก็ไม่ต่างจากเด็กวิ่งไล่จับกัน พอเหนื่อยก็เลิก เหตุการณ์นี้มันเกิดเป็นพักๆ ระยะหนึ่งๆแล้วก็ลืมๆกันไป มันเป็นเรื่องชาชินทั้งผู้กระทำผิดและผู้รักษากฏหมาย เป็นสิ่งซึ่งไม่อาจเลือนหายไปจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ได้เลย เหมือนขยะที่กวาดเท่าไรก็มีคนทิ้งมากเท่านั้น ดูๆไปก็เหมือนการ “จับปูใส่กระด้ง”ไม่ผิดเพี้ยน…

“ตอนพี่เลิกผมจะมาช่วยเก็บของนะ…” ส่องหล้าบอกผมเมื่องหลังจากการจัดข้าวของเป็นที่เรียบร้อย

“ขอบใจ…” ผมตบไหล่เขาเบาๆเป็นเชิงอนุญาตให้เขาปลีกตัวไปยัง “แหล่งของเขา” ตอนนี้เริ่มมืดแล้ว แสงจากอาคารห้างสรรกพสินค้าส่องสว่างชวนหลงไหลกว่าเมื่อช่วงบ่ายและเย็น

ส่องหล้าตอนนี้ก็เหมือนมดปลวกที่เริ่มงอกปีก ระเริงร่ากับการโฉบฉิวเข้าไปยังดวงไฟสีสวย เขายังไม่นึกพรั่นพรึงต่อคางคก จิ้งจก หรือตุ๊กแกที่กำลังอ้าปากรองับเหยื่ออันโอชะอยู่ตรงดวงไฟเหล่านั้น และถึงแม้จะเป็นการถูกกิน ก็เป็นการโดนกินแบบสุขสมอารมณ์หมาย มิได้ถูกบังคับแต่ประการใดเลย เจ้าตัวที่ไม่โดนกัดกินก็อาจจะต้องพบกับอันตรายนานา และในที่สุดปีกของมันก็หลุดออกจากตัว กลายเป็นแมลงเดินดินธรรมดาๆตัวหนึ่งเท่านั้น…

ผมเห็นเจ้าสินไหมมองตามไปจนลับร่างส่องหล้า…ตั้งแต่คบกับมันมาผมไม่เคยอ่านความคิดของเจ้าเพื่อนคนนี้ได้เที่ยงตรง…มันอาจจะนึกอิจฉาเด็กหนุ่มรุ่นน้องซึ่งอยู่ในวัยน่ารักน่าพิศวาทกว่า  หรือไม่…ก็อาจกำลังสวมวิญญาณพ่อค้าเนื้อสดที่กำลังวิเคราะห์เนื้อหนุ่มรุ่นกระทงที่กำลังน่า “ชำแหละ”และกอบโกยกำไร…

“มึงคิดจะทำอะไรกะเด็กมันอีกล่ะ…” ผมว่าขณะอ่านสายตาของมัน “อย่าบอกนะ ว่ามึงกำลังคิดตั้งตัวเป็นพ่อเล้า เจริญนะมึงนะ…”

“พูดยังกะหวงเด็กของมึง…หวังจะเก็บเอาไว้กินคนเดียวน่ะสิ…” มันได้โอกาสสพประมาทเอาดื้อๆ

“ไอ้หล้ามันไม่ใช่เด็กของกู…แต่มันจะเป็นเด็กของใครก็ได้ถ้ามีเงิน ถึงแม้ตอนนี้มันจะอยู่ร่วมห้องกะกู แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะมีสิทธิไปส่งเสริมหรือขัดขวางทางชีวิตของมัน แล้วอันที่จริงน่ะนะ เด็กมันก็ขายอยู่แถวนั้นอยู่แล้ว มันคงพร้อมที่จะให้มึงปลุกปั้นอยู่แล้วล่ะมั้ง เชิญมึงไปทาบทามกันเอาเอง  อย่าให้เรื่องนี้มาเกี่ยวข้องกับกู…”

พูดจบผมก็ปิดการสนทนากับเจ้าสินไหมด้วยการหันไปสนใจกับลูกค้าที่เข้ามาเวียนวนหยิบจับสินค้าซึ่งวางขาย ธุรกิจบนทางเท้าที่แม้จะลุ่มๆดอนๆไม่จีรังยั่งยืน แต่อย่างน้อยมันก็มีโอกาสขยายตัวก้าวกไปข้างหน้าหากมีความอดทน

ไม่เหมือนธุรกิจบนเรือนร่างซึ่งแม้จะมีน้ำอดน้ำทนในการ “ขาย” สักเพียงใด ในที่สุดสิ่งที่เหลือก็คือร่างกายอันทรุดโทรมและหัวใจอันว่างเปล่า ไม่มีแม้ความคิดที่จะสร้างงานอย่างอื่นเป็นชิ้นเป็นอัน วันึ่งพวกเขาก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากดอกไม้เหี่ยวๆเฉาๆซึ่งไม่มีผู้ใดปรารถนา…

อย่าว่าแต่แจกันหยกที่จะรองรับเลย…แม้แต่แจกันดินเผ่าแตกๆก็ไม่อยากที่จะนำไปเสียบใส่ให้เสียเวลา…