มนต์การเวก ๓          

นวนิยายขนาดสั้น โดย  ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

  เพลงประกอบ "ปราสาททราย" ทำนอง คำร้องโดย โอภาส พันธุ์ดี และ สุรสีห์  อิทธิกุล

Hit Counter

.

            เย็นวันพุธ…ในร้านขายแฮมเบอร์เกอร์ที่ไขว่ไปด้วยผู้คนหลากชนิด แต่ชนิดที่มีไม่น้อยเห็นจะเป็นพวกที่นั่งแช่คลอกาแฟถ้วยเดียวเช่นผม…

                บ้างก็จดจ้องรอคอยการมาของใครสักคน บ้างก็นั่งคุยสัพเพเหระละเลียดเครื่องดื่มราวกับเกรงว่ามันจะหมดเร็ว มีกระทั่งแม้บางรายที่นั่งพลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างกระวนกระวาย ความเคยชินบวกกับประสพการณ์ได้สอนให้ผมรู้ว่า เขาเหล่านั้นต่างมาใช้บริการสถานที่แห่งนี้ไม่เพียงแค่บำบัดความกระหายหรือหิวเท่านั้น แต่สิ่งที่เขารอคอยนั้นคือ “เพื่อนคลายเหงา” และ “ลูกค้าขาจร”

                ทุกวันนี้ไม่ว่าสถานบริการแห่งไหนๆ ดูเหมือนจะมีการจัดอาณาจักรสำหรับพวก “ขี้ยา”เอาไว้ชัดแจ้ง  เขาเขียนไว้ว่าเขตปลอดบุหรี่  ทำให้ผมรู้สึกเหมือนนักสูบบุหรีตัวยงเช่นผมกำลังโดนบีบมาติดผนัง สายตาหลายคู่ค้ายดังจะจับจ้องมาที่นี่อย่างเหยียดหยาม สมน้ำหน้าแล้วล่ะที่เสือกทำตัวให้เป็นที่น่ารังเกียจแก่วงสังคม…

                ผมพ่นควันบุหรี่โขมงพร้อมกับทอดสายตาผ่านบานกระจกใสไปด้านนอก การจราจรตรงสี่แยกศาลาแดงติดขัดและท้องถนนสีลมก็กรุ่นไปด้วยควันพิษนานา แลดูเป็นเช่นภาพอมตะที่สืบทอดกันมาหลายสิบปี และนับวันก็จะยิ่ง “อมตะ”ยิ่งๆขึ้นไป…

                เถาการเวกที่ลามเลื้อยบนแนวโค้ง มันทอดยอดเขียวๆที่เขรอะไปด้วยละอองฝุ่นมัวหมอง  ลมที่พัดตึงอยู่เกือบตลอดวันพลอยให้ก้านใบลู่ระนาบไปในแนวเดียวกัน แต่มันก็ยังมีแก่ใจผลิดอกให้คนได้เชยชมไม่สิ้นสุด และดูเหมือนว่าจะดกพราวไปทั่วเสียด้วย มีทั้งดอกอ่อนดอกแก่เบียดเสียดทั้งที่โรยร่วงให้เหยียบย่ำอยู่บนพื้นก็มีออกกลาดเกลื่อนทุกวัน…

                เจ้าขบวนมดแดงที่เดินไปตามกิ่งก้านของการเวกก็เหมือนดังไม่เคยเหน็ดเหนื่อย งานปกป้องดอกแสนสวยคงจะไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ ตราบใดที่ยังมีร่มเงาให้พวกมันกได้พักพิงอิงแอบอยู่ที่นั่น…

                “พูดยังกะหวงเด็กของมึง…หวังจะเก็บไว้กินคนเดียวน่ะสิ…”

                ผมทบทวนคำสบประมาทของเจ้าสินไหม พลางหวนนึกไปว่า ผมคงจะไม่ต่างไปจากเจ้าเหล่ามดแดงพวกนี้นัก ส่งหล้าคงจะเหมือนเจ้าดอกการเวกที่ไม่เคยถูกฝูงมดแดงกัดกินให้เสียหาย มดแดงเป็นฝ่ายปกป้องคุ้มกันอยู่เพียงห่างๆ มันเฝ้ามองดูการเจริญเติบโตจนถึงวาระแตกดับอย่างไม่มีทางช่วยเหลือ อย่างมากมันก็ได้แต่เพียงลอบทำร้ายผู้ที่จะมาเด็ดดม แต่กระนั้นก็ยังไม่เคยเห็นว่าเจ้ามดแดงเป็นฝ่ายชนะเสียที…

                แม้วันนี้จะปลอดแผงลอยเนื่องจากเป็นข้อขอร้องจากทาง กทม. แต่ก็ยังมีเห็นอยู่บ้างประปรายตามหลืบมุม จะไปกล่าวโทษว่าพวกเทศกิจนั่นโหดร้ายก็ไม่ค่อยจะยุติธรรมนัก พวกที่ไม่รู้จักหน้าที่พลเมืองที่ดีมักจะมองเอาแต่มุมของตนด้านเดียวเสมอ คำนึงเฉพาะผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลักโดยไม่คิดที่จะเปิดโอกาสให้บ้านเมืองได้อยู่ในความเรียบร้อย  ผมเป็นคนซึ่งอยากจะเห็นกรุงเทพอยู่ในความหลับไหลบ้าง แม้เพียงสักวันหนึ่งในสัปดาห์ก็ตามที ทางเท้าในวันพุธจึงปลอดโปร่งโล่งสบาย เป็น “ทางเท้า”อย่างสมจริงสมจังสักวัน…

                และแม้ว่าสินค้าบนทางเท้าจะหยุดกิจการกันในวันพุธ แต่ “สินค้า” ใต้ซุ้มการเวกก็ยังคงเปิดบริการต่อเนื่องไม่เว้นวันหยุดและไม่จำกัดเวลา เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย ค่ำ จบจนยามดึกดื่น แดนมธุรสแห่งนี้ยังเบิกบานดุจดอกการเวกที่ผลิบานอยู่มิเว้นวาย อย่างไรก็ตามกลิ่นอันรัญจวนใจของมันจะฟุ้งขจรไกลก็แต่เฉพาะยามตะวันลับฟ้าไปแล้วเท่านั้น…

                เก้าอี้ตัวข้างๆว่างเปล่า ผมรู้สึกเหงาขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ความเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศซึ่งแตกต่างจากอากาศภายนอกมากมายทำให้ผมสะเทิ้นสั่นเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่เวลานี้ผมอยากจะย้อนนึกไปถึงเรื่องราวเก่าๆมากมายที่ผ่านเข้ามา เรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่สถานที่ตรงนี้ยังเป็นตึกทรงโบราณอันงามสง่า ตึกยอดแหลมที่เป็นโรงแรมชั้นหนึ่งที่ฝั่งกระโน้นยังเด่นเป็นสง่า  แม้จะมีตึกรูปทรงแปลกปลอมมากมายเสียดฟ้าขึ้นมาบดบังในวันนี้…

                ลานน้ำพุ…หน้าสวนลุมพินี ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นดั่งเช่นเวทีชีวิตของผม หากเปรียบเป็นเช่น “ดารา” จะเรียกได้อย่างเต็มปากว่า ผมและอีกหลายคนเคยเกิดและเด่นดังมาจากที่ตรงนั้น…

                และแม้เวทีชีวิตในทุกวันนี้จะโยกย้ายมายัง “ซุ้มการเวก” หน้าห้าง “โรบิ้น”แห่งนี้ มันก็ยังคงเป็นที่ที่กำเนิด “ดาวดวงใหม่” ที่ที่พลิกผันชีวิตเด็กหนุ่มๆรุ่นหลังอีกมากมายหลายคน แต่จะตกอับหรือเด่นดังนั้นก็แล้วแต่คุณภาพและโชคชะตาของมนุษย์ผู้ชายจะพึงมี  รวมถึงสันดานอันดั้งเดิมที่ไม่มีวันแก้ไขดัดแปลง…

                “เก็บเงินได้สักก้อนกูก็จะเลิกมันแล้วไอ้อาชีพนี้…”

                คำสัญญาแกนๆของเจ้าสินไหมผุดเข้ามากลางใจ ฉุกให้ผมตรองว่าเงินก้อนที่มันหวังน่ะมันสักเท่าไรกัน มันคงจะมากมายหลายร้อยล้านกระมัง มันจึงใช้เวบาเก็บออมนานโขอยู่  นานจนผมเองก็ยังมองไม่เห็นวันสิ้นสุดของมันเสียที  มันคงจะลืมไปแม้แต่ชีวิตของตัวเอง  มองไม่เห็นทางตีบตันที่กำลังแฝงเร้นใกล้ตัวมาทุกขณะแล้ว…

                ผมเคยปลาบปลื้มยินดีกับน้องชายร่วมโลกอย่างส่องหล้า เมื่อครั้งเขาเจอผู้อุปการะเป็นตัวเป็นตน และฝากฝังเข้าทำงานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง  และแล้ววันหนึ่งผมก็ต้องกลับมาพบกับความรู้สึกเก่าๆ  ความรู้สึกที่ว่าพวกผู้ชายขายบริการไม่มีวันที่จะหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งนี้ได้พ้น  เพราะพวกเขาไม่มีความอดทนเป็นที่ตั้ง สิ่งที่เขาเพ่งเล็งคือความสะดวกสบาย  ความสนุกสนานไปวันๆ และยอมตกเป็นทาสของเงิน…

                “ผมลาออกจากงานแล้วนะพี่เวก…แม่ง…ถือว่าเป็นแค่พนักงานเสริฟ โขกเอาสับเอาใครจะไปทนไหว…”

                ทำไมนะ คนเราถึงไม่พยายามต่อสู้กับปัญหากันบ้าง ส่วนใหญ่ก็ดีแต่วิ่งหนีปัญหาเพื่อไปเจอกับปัญหาตัวใหม่ ถ้าโลกนี้ทุกคนมีสี่ตีน และผมเองมีแต่สองตีน เมื่อนั้นแหละน่าอาจจะต้องยอมพ่ายแพ้เช่นกัน  แต่นี่มันไม่ใช่ ผมยังเป็นมนุษย์ที่มีมือตีนเหมือนคนอื่นๆอยู่นี่นา ผมยังมีลมหายใจและเรี่ยวแรงพอที่จะฝ่าฟันไปยืนเสนอหน้าและยิ้มได้เต็มปากในสังคมได้เช่นกัน…

“กลับบ้านซะเถอะส่องหล้า…บ้านที่ลำพูนไง…ป่านนี้แม่นายคงคิดถึง กลับไปช่วยแกทำไร่ทำนาก็ยังดีนะ เลิกเสียเถอะไอ้ความเสเพลเนี่ย…มันไม่ยั่งยืนหรอก เชื่อพี่เถอะ…”

“แล้วพี่ล่ะ…ทำไมไม่กลับ…”  ส่องหน้าย้อนจนผมรู้สึกอาย “พี่ไล่ผม…พี่ไม่อยากให่ผมอยู่ด้วยแล้วใช่มั้ย…”

ผมจำได้ว่า…ผมถึงกับน้ำตารินในวันที่เราพูดกัน ผมอยากเห็นเด็กคนนี้ก้าวไปข้างหน้า แม้จะมีการขายตัวเป็นบันได แต่ก็ขอให้เขาได้ใช้โอกาสนั้นเหยียบย่ำขึ้นไปยืนอยู่บนชั้นสูงสุด ไม่ใช่การวิ่งขึ้นวิ่งลงจนพลาดพลั้งตกลงมาหัวรั้งข้างแตก เผลอๆอาจดับสูญหรือไม่ก็กลายเป็นคนพิการที่นอนรอคอยคนอื่นมาป้อนข้าวป้อนน้ำชั่วชีวิต…

ภาพคนที่วิ่งข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกเป็นพรวนเป็นแพ ภาพคนโหนรถเมล์เบียดเสียด เด็กซึ่งขายพวงมาลัยและหนังสือพิมพ์เสี่ยงอันตรายอยู่บนถนน เหล่านั้นเป็นตัวแทนของชนกลุ่มล่าง แต่สำหรับชนกลุ่มบนที่เชิดหน้าสวยใสอยู่ในรถเก๋งคันงามติดแอร์เย็นฉ่ำ รวมถึงนักธุรกิจมาดโก้ที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งแข่งกับเวลาอันมีค่า ไม่ว่าชนกลุ่มไหนจะมีหนทางชีวิตกันอย่างไร เขาเหล่านั้นล้วนยังต้องพึ่ง “ถนน” สายเดียวกันอยู่ดี และเมื่อเกิดวิกฤตการบนถนนอย่างรถติด น้ำท่วม ก็ไม่ยักเห็นรถหรูราคาห้าล้านผ่านปัญหาไปได้เลยสักคันเดียว…

เหมือนปัญหาสังคมเรื้อรังที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ไข เพราะหากไม่ใส่ใจก็ไม่แคล้วได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ปัญหาโสเภณีที่ยืดเยื้อเป็นปัญหาโลกแตกมาแต่ดึกดำบรรพ์กำลังถูกเสริมให้เข้มข้นด้วยปัญหา “โสเภณีตัวผู้” อยู่ทุกวันนี้ ปัญหาหาบเร่แผงลอยซึ่งกวาดเท่าไรไม่หมดนั่นก็เช่นกัน มันมิใช่ความผิดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นความผิดของประเทศไทย ที่ยังไม่ถีบตัวไปยืนเทียบหน้ากับนานาอารยประเทศได้…

การจะปราบหาเร่หรือ “คนค้ากาม” ก็ไม่ต่างกันนัก อยู่ที่จะทำได้แค่ไหนเพียงใด เพราะตราบใดที่ยังมีคนซื้อ ก็ยากที่จะกำจัดคนขายอยู่นั่นเอง มันเป็นเช่นโซ่ตรวนทางสังคมที่ไม่มีใครตัดขาด…

 

 

 

 

 

 

ที่แผงขายเย็นตาโฟริมถนน  ในดึกดื่นคืนหนึ่ง…

ชาวแผงลอยสลายตัวไปจนหมดแล้ว  และทุกครั้งที่ตลาดวางวายก็ไม่เห็นมีสักคนที่แยแสกับเศษขยะที่ปลิวว่อนอยู่ตามรายทาง  กระป๋องน้ำดื่มและเศษกระดาษรวมถึงข้าวของที่ไม่มีใครปรารถนาจิปาถะ ถูกทิ้งขว้างให้เป็นภาระของเทศบาลแต่เพียงหน่วยเดียว เหมือนเมื่อหนังกลางแปลงเลิกราก็ไม่เห็นมีใครเก็บกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ปูนั่งดูมาตลอดทั้งเรื่องนั่นกลับไปด้วย…

เสียงส่องหล้าแทรกเข้าหูในขณะที่ผมกำลังใช้ตะเกียบคีบเส้นหมี่ใส่ปากเพลินๆ

“พวกมึงไปรอกูที่นั่นก่อน…เดี๋ยวกูขอแดกก๋วยเตี๋ยวฉลองกับพี่ชายกูหน่อย…เฮ้ย…สั่งให้เต็มที่เลยนะเพื่อน วันนี้กูเป็นเจ้ามืออยู่แล้ว…”

เขาอ้อแอ้บอกกับเพื่อนสามสี่คนที่มาด้วยกัน  เด็กหนุ่มทั้งหมดอยู่ในอาการเดียวกัน จากนั้นก็ยื่นเหล้านอกขวดใหญ่ที่กอดไว้กับอกให้เพื่อนคนหนึ่งไป พวกนั้นผละจากไปแล้วเข้าไปในซอยเล็กๆซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ร้านที่นักท่องราตรีชาวดอกไม้นิยมกันนักหนา…

“กินอะไรก็สั่งตามสบายเลยหล้า…วันนี้ขายดี…เลี้ยงว่ะ…” ผมชวนหลังจากที่ส่องหล้าลากเก้าอี้มานั่งลงข้างๆ เขาตะโกนสั่งก๋วยเตี๋ยวด้วยเสียงโหวกเหวกตามแบบฉบับของพวกขี้เหล้า…

“คงจะสวาปามเข้าไปหนักล่ะสิท่าน…พูดจาไม่เป็นมนุษย์มนาเลยนี่เรา…” ผมเหน็มแนม  แต่ฝ่ายนั้นยิ้มเจื่อนๆตาหรี่ปรือก่อนจะคุยโอ้ออกมาพร้อมกับส่งกลิ่นแอลกอฮอล์อันรุนแรง

“โอ้ย…ก็นิดๆหน่อยๆน่ะพี่เวก…นานๆที…ว่าแต่ว่าวันนี้พี่สั่งให้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องจ่ายหรอก เดี๋ยวเป็นหน้าที่ของน้องหล้าคนนี้จัดการเอง…”

เป็นครั้งแรกในรอบหกเดือนที่ผ่านไป ผมไม่เคยเห็นเขาแสดงอาการ “เวอร์”เช่นนี้มาก่อน ไม่ใช่เรื่องแปลกพิศดารอะไรหากคนหากินกลางคืนจะกินเหล้าเมายา แต่ครั้งนี้เขาทำท่าราวกับว่ามีความสุขล้นเหลือประมาณ เขาอาจจะถูกหวยใต้ติด หรือไม่ก็อาจ “ขายดี”กว่าทุกๆคราว จึงได้ทำตนราวกับว่าหอบเงินมาเป็นฟ่อนเช่นนี้…

“เร็วๆเข้าเถอะเพ่…” เขาเร่งให้ผมจบการกิน “คืนนี้พี่ต้องกินเหล้ากะผมก่อน ต้องฉลองกันหน่อย…”

“ฉลองอะไรกัน…ไม่ไหวมั้ง…อยากนอนเต็มแก่แล้ว…” ผมหาทางเลี่ยง

“ไม่ได้นะเพ่…” เขาเขย่าร่างผมจนเซเกือบตกเก้าอี้ “ วันนี้ต้องเมาให้สาสม…คืนนี้ผมจะไปนอนบ้านพี่ด้วยคน  มีเรื่องจะคุยให้พี่ฟังตั้งเยอะเลย…”

 

ในที่สุดผมก็ยอมโอนอ่อนผ่อนตามแต่โดยดี… เขาชวนผมมายังร้านอาหารซึ่งมีเหล้าเป็นสินค้าหลัก เสียงเพลงจังหวะเต้นรำกระแทกกระทั้นผ่านบานประตูที่โดนผลักเข้าออก ได้ยินตั้งแต่ยังไม่ได้ก้าวเข้าไปเสียด้วยซ้ำ  ผมเคยคุ้นกับสถานที่แห่งนี้ แต่วันนี้มันแปรเปลี่ยนไปมากทีเดียว  ผู้คนพลุกพล่านทั้งด้านนอกด้านในล ะลานตาจนไม่มีโอกาสสังเกตุว่าใครเป็นใครกันบ้าง…

ด้านในเต็มไปด้วยอาการขย่มโขยกของพวกที่มีดนตรีในหัวใจ แต่มันคงจะไม่สำคัญนักหรอกหากไม่มีอาการแบบ “สุราพาไป” เป็นตัวเคลือบให้หัวใจลำพอง  แสงไฟหรี่ๆบวกกับควันบุหรี่รอบด้านทำให้บรรยากาศโดยทั่วไปอึดอัดยัดทะนานยิ่งขึ้น…

ส่องหล้านำผมแทรกตัวไปตามสิ่งกีดขวางนานาชนิด  โต๊ะเก้าอี้ซึ่งจัดวางโดยไม่คำนึงถึงเรื่องความสะดวก ไหล่ต่อไหล่ของผู้คนในนั้นก่ายกันไปมาเพื่อที่จะบรรจุคนลงไปในห้องแคบๆได้เต็มเหยียด

“พี่เวกนั่งตรงนี้ก่อน…” ส่องหล้าหย่อนผมลงตรงเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วหันไปบอกหมู่สหายทั้งสาม “เฮ้ย…พวกมึงรินเหล้าให้พี่กูหน่อย กูจะไปเยี่ยวว่ะ…เดี๋ยวมา…”

ในที่แห่งนี้ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าเหล้าเคล้าเสียงเพลงที่ดังสนั่นหวั่นไหว มันเป็นความสะใจของผู้คนที่อยู่ในอาการมึนเมา ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจที่นี่ มันอบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความเมามันที่ต่างคนต่างจินตนาการสร้างขึ้นมากันเอง โลกของนักเที่ยวที่นี่เป็นเสมือนภาพวาดที่มีวิสกี้เป็นตัวผสมสี บางคนพอใจกับการนั่งดื่มอยู่ที่นี่จนรุ่งสาง ไม่อยากกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่บ้าน…

พนักงานค่าจ้างถูกๆไม่ได้ใยดีกับการบริการกันนัก  พวกเขาใส่ใจแต่เฉพาะการเดินเสริฟน้ำอัดลมและโซดาซึ่งจะเป็นตัวสำคัญในการที่จะทำให้เหล้ายุบตัวไปเรื่อยๆ และดูเหมือนจะไม่ใคร่ใส่ใจเก็บเสียด้วยซ้ำ บนโต๊ะตัวข้างหน้านี้จึงมีพวดโซดาเปล่าๆวางเรียงรายกันอยู่ไม่ต่ำกว่าแปดขวดแล้ว  น้ำแข็งในถังละลายเป็นน้ำเนืองนองฉ่ำแฉะอยู่บนโต๊ะ จากนั้นก็หยาดย้อยลงบนพื้นที่มีรองเท้าหลายคู่ย่ำไปมา เละเทะเป็นเทือกเป็นทาง…

“เหล้าของพี่ฮะ…”  หนึ่งในสามยื่นเหล้าที่ผสมแล้วมาให้ผม ผมรับมาดื่มรวดเดียวครึ่งแก้ว ด้วยเกรงจะวิ่งตามขีดความเมาไม่ทันผู้ร่วมโต๊ะ…

“ผมชื่อโทนฮะ…ทำงานไร้สังกัดอยู่แถวนี้เหมือนกับไอ้หล้ามัน…” คนแรกแนะนำตัวเอง หลังจากนั้นก็แนะนำเพื่อนอีกสองนายข้างๆ “ส่วนไอ้คนนี้ชื่อก้านอยู่บาร์เบียร์บอยส์ และก็นั่นไอ้พลทำอยู่บาร์ซุปเปอร์บิ๊ก…”

เด็กหนุ่มๆเหล่านี้ล้วนมีรูปร่างหน้าตาจัดอยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่า “ไม่เลว”  ก็แน่ล่ะ…การจะทำตัวให้เป็น “สินค้า”ก็ควรจะต้องเอา “น้ำหน้า”มาเป็นเครื่องตัดสินใจ ไอ้หนุ่มบ้านนอกที่ขี้ริ้วก็จึงต้องหันเหไปทำงานโรงงานตามชานเมือง  ไอ้ที่บึกบึนเหมือนควายป่าแต่หน้าไม่เอาไหนก็ไม่แคล้วต้องไปเป็นจับกังแบกหาม หรือไม่ก็กรรมกรก่อสร้าง จะว่าไป…การที่จะมาเป็น “โสเภณีตัวผู้”ได้นั้น อย่างน้อยๆก็ต้องมีรูปลักษณ์ที่มองแล้วชวนเกิดอารมณ์อยู่บ้าง…

บทสรุปของความรูปหล่อจึงยังคงเป็นปมปริศนา  ยังไม่มีใครตอบได้ว่า เด็กหนุ่มที่เกิดมามีรูปสมบัติชิ้นนี้ติดกาย มันโชคดีหรือว่าโชคร้ายกันแน่…

“ก็ไอ้หล้าน่ะสิเพ่…เสือกไปเจอแขกกระเป๋าหนักเข้า…พาไปชั่วคราวมันให้มาตั้งสามสิบบาทแน่ะ…” ไอ้คนชื่อพลบอกด้วยอารมณ์ตื่นเต้นราวกับได้เอง  จำนวนเงินที่เขาเอ่ยถึงเป็นศัพท์เฉพาะวงการเด็กขาย ถ้าอยากรู้จำนวนจริงก็ต้องเอาร้อยคูณเข้าไป…

“แค่เนี้ยเหรอ…ที่ไอ้หลามันชวนพวกนายมาฉลองกันถึงขนาดนี้น่ะ…” ผมยังงง

“ไม่แค่นั้นนะพี่…” เจ้าคนชื่อก้านออกเสียงบ้าง “ไอ้หรั่งนั่นท่าทางมันชอบไอ้หล้าหัวปักหัวปำเลยทีเดียว ตอนนี้มันให้ไอ้หล้าเป็นค่าขนมวันละตั้นห้าบาทแน่ะ…” ตอนท้ายเขาทำเสียงชวนอิจฉา…

“แม่ง…มันโคตรโชคดีเลยว่ะ อาทิตย์หน้ามันคงได้ไปท่องเที่ยวพัทยาหรือภูเก็ตแน่นอน…” โทนค่อนว่า

ผมมองเห็น “ความโชคดี” เช่นนี้ดุจไฟไหม้ฟางแห้ง แรงลมกระพือโหมให้เปลวเพลิงลุกโชนเพียงชั่ววูบ จากนั้นไม่กี่นาทีก็ดับสลายเป็นกองขี้เถ้า ชาวต่างชาติที่ไม่ใช่พ่อไม่ใช่แม่ ไม่ใช่ญาติโยมฝ่ายไหนทั้งสิ้น เขาเป็นเพียงนักท่องเที่ยวที่หวังหาความสำราญในที่แปลกถิ่น  นอกจากพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่หรือหัวหินแล้ว  มนุษย์ในประเทศไทยก็ไม่ต่างจาก “ของเล่น” หรือ “สถานท่องเที่ยว” ในความคิดของพวกเขานั่นเอง  ในเมื่อเขามาที่นี่เขาย่อมพร้อมที่จะจับจ่ายทุกอย่างเพื่อแลกกับความสุขครั้งหนึ่งในชีวิต เขายินดีที่จะจ่ายค่าโรงแรมอันโอ่อ่าในราคาที่พวกเราอาจเช่าบ้านได้ไปถึงสองปี  หรือกินอาหารมื้อพิเศษในราคาที่ทั้งชาตินี้เราอาจจะไม่ได้เคยกิน จะหนักหนาอะไรกับค่า “อาหารคาว”ที่มีออกกลาดเกลื่อนในเมืองไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพซึ่งมีให้เลือกได้ทั้ง “หนุ่ม” และ “สาว”

เด็กหนุ่มซึ่งทั้งชีวิตอาจไม่เคยมีเงินอยู่ในกระเป๋ากางเกงเกินสามพันบาทย่อมลิงโลดไปกับสิ่งยั่วใจ ถ้าจะมองในแง่เศรษฐกิจคงจะมีเงินตราต่างประเทศมาหมุนสะพัดอยู่เนื่องนอง หากสินค้าออกประเทศไทยคือเนื้อหนังมังสา  แต่จะมีสักกี่คนที่มองลึกลงไปกว่านั้น หากปล่อยให้กิจกรรมนี้แนบแน่นฝังลึกลงไปในจิตใจของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะชาวภูธรที่ขาดความรู้ความสามารถ พวกเขาคงจะเริ่มชาชินและเคยตัว หมดความกระตือรืนล้นทีจะหางานอื่นๆทำ เขาคงจะต้องนอนรอเงินตราโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า มองเห็นชาวต่างชาติเป็นเทวดาผู้ลิขิตชีวิตใหม่ เมืองไทยคงจะต้องเลิกขาย “ข้าว” เลิกทำไรไถนา แล้วหันมาทำธุรกิจบนเรือนร่าง สร้างเนื้อหนังหน้าตาเป็นสินค้าออกกันกระมัง…

“ไม่ใช่แค่พัทยาหรือภูเก็ตอย่างมึงว่าหรอกโว้ย…ไอ้โทน…” ส่องหล้าส่งเสียงดังแทรกเข้ามา  เขามายืนอยู่ด้านหลังผมเมื่อไรไม่ทันได้สังเกตุ “เดือนหน้านี้กูก็จะบินไปอยู่สวิสเซอร์แลนด์แล้วโว้ย…ขอร้องพวกมึงอย่าอิจฉา…”

“ไม่มีใครเขาอิจฉามึงหรอกไอ้เวร…ไอ้หมาวัดขึนเครื่องบิน…” ก้านตบหัวส่องหล้าหนึ่งพลั่กก่อนจะฉุดให้นั่งลง  “ว่าแต่มึงไปให้ตลอดนะ พวกกูขออวยพรไว้ล่วงหน้า ส่วนใหญ่ที่กูเห็นน่ะ ไปไม่ถึงสองเดือนก็ซมซานกลับมาขายของเก่าที่เมืองไทยเหมือนเดิม…เชอะ…”

อีกแล้วหรือ…เรื่องราวที่ผมได้ฟังในวันนี้ ถ้าจะนับออกมาเป็นตัวเลขมันคงจะมากมายหลายครั้งหลายหนมาแล้ว พวกที่เกิดมาไม่เคยนั่งเครื่องบิน มักจะเปรียบตัวเองเป็นพวกลูกหลานผู้รากมากดีที่ถูกส่งไปเรียนเมืองนอก  พวกเขาชอบทำ “เวอร์”กันนัก จัดเลี้ยงกันยกใหญ่ โดยลืมนึกไปว่าเด็กขายตัวไปเมืองนอกก็เหมือนการส่งสินค้าออกไปเร่ขายที่นั่น หากสินค้าดีมีคุณภาพก็หมดห่วง  แต่สินค้าส่วนใหญ่จากเมืองไทยมันมักจะมีตำหนิและถูกปลายทางตีกลับมาเลหลังในที่สุด…

คนในสังคมกลุ่มนี้ดูเหมือนดังกับว่าพวกเขาไม่มีความคิดสร้างสรรค์อื่นๆติดอยู่ในสมองเลย โลกทั้งโลกจมอยู่แต่เฉพาะเรื่องสุราและโลกีย์กามารมณ์เพียงเท่านั้น…

แปลกจังนะ…ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการไหนๆ จะโศก จะสุข จะทุกข์ จะชื่น คนเราก็ยกแก้วเหล้าขึ้นชนกันไปเรื่อย ฉลองกันราวกับว่ามันเป็นน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธ์ก็ไม่ปาน

และกว่าที่ผมกับส่องหล้าจะมุดหัวนอกกันก็ปาเข้าไปเกือบแปดโมงเช้า  หัวอันหนักอึ้งของผมแทรกเข้าไปใต้หมอนหาที่อบอุ่นใจ…

ส่องหล้าม่อยหลับไปก่อนหน้านี้ด้วยฤทธิ์เฉลิมฉลองโดยไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับผมในเรื่องที่เขาตั้งใจไว้   ก็ดีเหมือนกันเพราะผมเองก็ไม่มีสมาธิพอที่จะรับฟังเช่นกัน…

ห้องทั้งห้องหมุนเคว้งราวกับอยู่ในสวนสนุก แล้วจิตวิญญาณทั้งดวงนี้ก็หลุดผลอยไปชั่วคราวอีกหนหนึ่ง…