มนต์การเวก ๔        

นวนิยายขนาดสั้น โดย  ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

  เพลงประกอบ "ปราสาททราย" ทำนอง คำร้องโดย โอภาส พันธุ์ดี และ สุรสีห์  อิทธิกุล

Hit Counter

.

            ผมนั่งนับม็ดฝนที่หยดแหมะลงมาจากหลังคาโดยมีกาละมังซักผ้าเก่าๆรองรับอยู่บนพื้นห้อง…

            บรรยากาศในห้องเนืองนอง ผมคงจะไม่ได้หลับไม่ได้นอนหากฝนยังเทลงมาไม่ขาดสายเช่นนี้ แม้ว่ามันจะค่อนข้างดึกแล้ว…

            แต่แล้วการร้องห่มร้องไห้ของท้องฟ้าก็เกือบสิ้นสุดลง คงเหลือไว้เพียงเสียงสะอื้นกระซิกกระเซ็น ผมกำลังจะเอนกายลงบนฟูก แต่แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น…

            “หล้าเหรอ…เข้ามาเลย…ประตูไม่ได้ใส่กลอน…”

            เมื่อบานประตูแง้ม…ผมแปลกใจที่เจ้าของเสียงเคาะนั้นไม่ใช่ส่องหล้า แต่กลับเป็นสินไหม ที่แปลกใจก็เพราะมันไม่เคยโผล่หน้ามาที่นี่เกือบสองปีมาแล้ว  ทั้งๆที่บ้านเช่าหลังนี้มันเองก็เคยอยู่กับผมมาก่อน และก่อนที่ผมจะเอ่ยปากว่ากระไรมันก็กรายเข้ามามายืนยิ้มแป้นพร้อมกล่าวทักทาย…

            “นึกว่ามึงจะไม่อยู่ซะแล้ว  ไปหามึงที่แผงขายเสื้อผ้าไม่เจอเลยมาที่นี่ดู…”

            “ฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นแล้ว กูขี้เกียจว่ะ เลยนอนอยู่บ้านดีกว่า…”

            “กูเข้าไปได้ไหมวะไอ้เวก…มีเรื่องจะคุยด้วยว่ะ…” เสียงนั้นนุ่มนวลจนผิดสังเกตุ

            “เชิญ…” ผมสะบัดเสียง “มึงทำยังกะไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน…”

            สินไหมเข้ามานั่งตรงพื้นห้อง ผมโยนผ้าขาวม้าผืนหนึ่งให้ เพราะเห็นว่าหัวของมันเปียกมะล่อกไปด้วยน้ำ  จากปากซอยจนถึงที่นี่จะหาชายคาหลบคงจะยากเต็มที ใครก็ตามที่บุกเข้ามาตอนนี้คงต้องตากฝนลุยน้ำกันตามระเบียบ…

            “ถ้าจะสูบบุหรี่…ก็เชิญข้างนอกนะ…” ผมปราม เมื่อสินไหมทำท่าจะจุดไฟแช็คจ่อที่ปลายบุหรี่

            สินไหมคายบุหรี่ที่คาบออกก่อนจะเอ่ยปากแดดดัน “แหม…มึงทำตัวเป็นพลเมืองดีไปซะทุกเรื่องเลยนะ…”

            “ก็ใช่…” ผมยักไหล่ “กูก็อยากจะเป็นคนดีกะเขาบ้างซี้…แต่คงบรรลุยากว่ะ ไอ้บุหรี่เวรนี่กูก็ยังสูบเหมือนมึง อยากจะเลิกใจจะขาดแต่กูก็ติดมานานจนเกินแก้แล้ว…” ผมเน้นคารมเพื่อหวังให้ผู้รับฟังได้คิด “แต่อย่างน้อยๆก็จะสูบก็สูบ แต่อย่ามาทำความเดือดร้อนให้คนอื่นก็แล้วกัน…”

            “เออๆ…ไอ้ห่า…ไม่สูบก็อย่าสูบ…” มันส่งเสียงสะบัดพร้อมกับยกผ้าเช็ดหัว “ว่าแต่ว่ามึงพร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาของกูหรือยัง…”

            “ถ้ามึงพร้อมก็ว่ามาเลย…” ผมย้อน

            พอเปิดโอกาสเข้าจริงๆ กลับกลายเป็นว่ามันนิ่งชะงักไปชั่วครู่ เขาถอนหายใจกระวนกระวาย บางทีก็หันมายิ้มแหยๆเช่นคนขาดความเชื่อมั่น…

            “เออ…ตอนนี้มึงพอจะมีเงินเก็บไว้สักเท่าไรวะเวก…ได้ข่าวว่ากิจการของมึงรุ่งเรืองดีนี่เพื่อน…”

            ผมรู้ทันจึงโพล่งออกมาในทันควัน “มึงจะมายืมเงินกูก็บอกมาตรงๆเลยดีกว่า..”

            “กูจะไปอยู่สวีเดนกะแฟนกูคนใหม่ว่ะ…แต่ว่าตอนนี้กูต้องการเงินสักก้อนเพื่อทำเรื่องอะไรต่างๆให้มันเรียบร้อย กูสัญญาว่าไปถึงโน่นแล้วจะส่งมาใช้มึงสามเท่าตัวเลยสิเอ้า…กูมองไม่เห็นใครเลยว่ะนอกจากมึงคนเดียว ช่วยกูอีกสักครั้งเถอะว่ะไอ้เวก…”

            “หา…” ผมอุทานเสียงยาว “แล้วไอ้แฟนเยอรมันล่ะ มึงเลิกกันแล้วเหรอไอ้สิน…มึงนี่ช่างทำตัวดอกทองดีจริงๆ…” ผมประชดพร้อมกับถือโอกาสด่ามันไปในตัว

            “นะเพื่อน…มึงช่วยกูอีกครั้งเดียว ถ้าพลาดคราวนี้กูจะไม่กลับมารบกวนมึงอีกแล้ว…” สินไหมอ้อนออด

            คำสัญญาของสินไหม ทานบนที่กระทำครั้งนี้แม้จะจริงจังหรือแค่เพียงลมๆมันหาได้สำคัญเกินไปกว่าความเป็นเพื่อนที่เรามีต่อกัน คนที่ไม่สามารถอ่านตัวเองได้เช่นสินไหมบางครั้งก็ดูน่าสงสารและน่าเห็นใจ ถึงผมจะรู้ดีว่าพวกเขาสร้างปราสาททรายอันไม่จีรังขึ้นมา  หลังแล้วหลังเล่า… แต่ผมเองก็ยังอยากที่จะเห็นเพื่อนเป็นชิ้นเป็นอัน ผมอยากจะให้พวกเขาได้รู้ว่า เงินที่ผมหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงโดยไม่ต้องใช้ร่างกายเข้าไปแลกนี้ สามารถสร้างทำนบซีเมนต์อย่างหนากั้นมิให้น้ำทะเลซัดวิมานทรายให้พังลงได้…

            “มึงต้องการสักเท่าไร…”  ผมตัดใจถามมัน แต่ก็หวังว่ามันคงไม่หนักหนาสาหัสจนเกินกำลัง “กูเองก็พอมีอยู่บ้าง ที่เหลือจากส่งให้แม่ กูก็กะว่าจะเอามาลงทุนขายเทปเพลง แต่ถ้ามึงจำเป็นกูก็จะเจียดให้…”

            “หมื่นนึง…”  สินไหมตอบสั้นๆ คงจะตั้งใจเอาไว้แล้ว

            “พรุ่งนี้มึงไปธนาคารกะกู…”  บทสรุปของผมทำให้ฝ่ายนั้นดีใจจนตาตื่น เหมือนคนกระหายน้ำในทะเลทรายแล้วเดินมาพบบ่อน้ำเย็นแห้งขอด “ถ้ามึงรวยที่นั่นก็ไม่ต้องส่งดอกให้กูถึงสามเท่าหรอกนะไอ้เพื่อนยาก…หรือมึงจะไม่ใช้กูก็ย่อมได้…กูไม่เสียดงเสียดายหรอกถ้าเงินของกูมันจะทำใหเพื่อนกูเป็นเรื่องเป็นราวไปเสียที…”

           

 

            บนศาลาริมคลองแสนแสบ…ผมแลเห็นแสงไฟไหวๆและเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งที่นั่น…

            มันเป็นเวลาเกือบตีสองที่ผมกลับมายังที่พัก วันนี้ผมเดินผ่านห้องนอนตรงไปที่นั่น จึงได้พบกับส่องหล้านั่งอยู่เดียวดายใต้ดวงไฟน้ำมันก๊าดที่ทอแสงอ่อนๆ  นอกจากไหสองลูกเล็กๆซึ่งมีปล้องไม้ไผ่ปักไว้แทนหลอดดูดยังประกอบด้วยเครื่องเคียง ของเปรี้ยวของดองเพียบพร้อมบนเสื่อผืนน้อยที่ปูบนพื้นศาลา

            “นึกครึ้มอะไรขึ้นมาหือม…นายหล้า…แล้วนั่นมันกระแช่นี่นา นายไปสรรค์หามาจากไหนกัน…”

            “เพื่อนมันหามาให้น่ะพี่เวก…วันนี้ผมอยากจะเมากับพี่ในบรรยากาศลูกทุ่งๆหน่อย นี่ดูสิ…ผมอุตส่าห์ลงทุนหาตะเกียงมาจุดด้วย…” ส่องหล้าพูไปโงนเงนไปเช่นเดียวกับเสาของศาลาแห่งนี้ที่โอนเอนมาหลายปีดีดัก…

            ผมทรุดกายลงบนพื้นศาลาเอนหลังไว้กับเสา “ดีเหมือนกันนิ…ไม่ได้กินมานานแล้ว นี่ถ้ามีน้ำขาวด้วยล่ะก็เหมาะ…เออ…ว่าแต่คืนนี้นายจะฉลองเรื่องอะไรอีกล่ะ…อย่าบอกนะว่าจะไปอยู่เมืองนอกอีกคน…” ผมแกล้งกระทุ้งทั้งๆที่พอจะรู้เรื่องอยู่บ้างแล้ว

            “ใช่…พี่เวก…” เขาว่าพลางยกไหกระแช่อีกไหให้ผมดื่ม “อย่างที่ผมเคยบอกพี่ไงว่าผมจะไปอยู่สวิส เขาซื้อตั๋วเครื่องบินให้ผมแล้ว จะออกเดินทางมะรืนนี้แล้ว…”

            “มีอะไรให้พี่ช่วยมั่งล่ะ…” ผมแสดงความจริงใจ รู้สึกใจหายนิดหน่อย พลางหยิบมะดันดองในกระทงใบตองแกล้มใส่ปากหลังลิ้มรสหวานขื่นขมของกระแช่…

            “ไม่เป็นไรฮะ…ผมจัดการทำพาสปอร์ตและวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆนั่นพี่สินเขาช่วยแนะนำ…”

            ผมนึกชมส่องหล้า เด็กคนนี้ฉลาดช่างเจาะช่องทางได้ตรงเป้าดี เขาเข้าหาสินไหมเพราะรายนั้นดูจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในเรื่องการใช้ชีวิตในต่างแดนและคบค้ากับฝรั่งมังค่าเป็นอาชีพอยู่แล้ว ทั้งสองคนแม้จะมีวัยที่แตกต่าง แต่การดำเนินชีวิตบนถนนเส้นนี้เขาไม่ต่างกันเลย สิ่งที่อาจจะต่างกันนั้นอาจซ่อนอยู่ในส่วนลึก ความรับผิดชอบชั่วดีนั่นเป็นสิ่งที่ใครจะเลือกหรือไม่เลือกผมเองก็ไม่อาจจะคาดเดา…

            “พี่เวกไม่ว่าผมใช่ไหม…” เขาพูดราวกับผมเป็นผู้ปกครองที่จะต้องมาขออนุญาตไปโน่นมานี่ แต่ถึงแม้จะเป็นจริงก็แทบไม่มีความหมายอะไร กับกที่ตัดสินใจทำอะไรโดยพลการแล้วค่อยมาขอยกโทษภายหลัง

            “ผมรู้ว่าพี่ไม่สนับสนุนผมหรอกเกี่ยวกับเรื่องนี้…ผมรู้…” เขาเสียงอ่อนลงน่าสงสาร

            “พี่ไม่มีสิทธิที่จะไปสนับสนุนหรือคัดค้านการตัดสินใจของใครหรอกนะหล้า…” ผมลูบผมของเขาไปมา “ในชีวิตคนเรา ต้องมีสักครั้งที่ต้องยอมทำอะไรทีมันไม่สมควรทำ แต่ถ้าทำลงไปแล้วเรารู้สึกว่ามันผิดพลาดเราก็ควรให้มันเป็นเพียงการชั่วคราว อย่างเจ้าสินไหมกับพี่ก็เคยเป็นขยะพอๆกัน ต่างกันก็ตรงที่ว่าใครจะเลือกเป็นขยะแบบไหน ขยะที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ หรือเป็นขยะเน่าเฟะน่ารังเกียจ…”

            ส่องหล้ายกไหกระแช่ซดเข้าไปอีสามสี่อึกติดต่อกัน ติดตามด้วมะม่วงดองอีกหนึ่งชิ้น “พี่เคยคิดอย่างผมมั้ย…ตอนที่อยู่บ้านนอกผมฝันเห็นกรุงเทพเป็นวิมาน ผมอยากจะแต่งตัวหล่อๆขึ้นไปยืนเด่นบนตึกสูงๆ อยากขี่รถเก๋งเหมือนในหนังและนอนในห้องนอนโอ่อ่าสะดวกสบาย แต่พอจริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างงั้นเลยพี่…” เขาหยุดเว้นถ้อยคำแล้วพลางก็ทอดสายตาออกไปยังลำคลองมืดๆ “ผมคิดถึงบ้านจัง…แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าผมจะกลับไปที่นั่นตัวเปล่าๆ ผมคิดถึงแสงตะเกียงริบหรี่ที่บ้าน ที่นั่น…แม้จะแห้งแล้งในบางครั้ง แต่แม่น้ำลำคลองก็ยังใสไม่ดำสนิทเหมือนที่นี่…”

            ส่องหล้าเริ่มแสดงความอ่อนไหวออกมาอีกแล้ว เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอเมื่อยามเคลิ้มเหล้า และนี่คงจะเป็นข้อดีของเหล้าข้อหนึ่งกระมัง ที่มันสามารถทำให้มนุษย์ปากแข็งสำรอกความรู้สึกจริงๆออกจากปากเสียบ้าง…

            เขาทำให้ผมพลอยคิดถึงบ้านไปด้วย…นึกสมน้ำหน้าตัวเองและพาลไปถึงไอ้พวกบ้านนอกทุกคนที่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาลุยเมืองหลวงโดยไม่รู้ว่าจะต้องมาผจญกับสิ่งใด จะอย่างไรก็ตามแม้ว่าพวกเขาจะมาเจอกับความรุ่งเรืองหรือความทุรนทุราย เมืองหลวงเมืองลวงแห่งนี้ก็ยังเต็มไปด้วยมนต์ดำมหาเสน่ห์ดึงดูดใจคนทุกรุ่นเรื่อยมา…

            จริงอย่างที่ส่องหล้าว่า  พวกบ้านนอกเข้ากรุงนั่นหรือจะกลับไปบ้านเกิดแบบจนๆ ไหนๆก็กระโดดขี่คอเสือร้ายแล้ว เรื่องอะไรจะลงไปให้เสือกัดตาให้โง่อีกเล่า…

            “ถ้านายคิดว่าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ก็คงไม่มีใครจะห้ามได้  ถ้าการกระทำครั้งนี้มันจะทำให้ชีวิตนายดีขึ้นและมีก็ไม่เห็นว่ามันจะเสียหายอะไร  อะไรที่เราตัดสินใจทำแล้วมันเป็นความสุขไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ทำเข้าไปเถอะ…”

            ผมให้ข้อคิดเป็นกลางๆ เพราะเชื่อในความรับผิดชอบชั่วดีของทุกคนในโลกนี้ คงไม่มีใครอยากเป็นสิ่งเลวร้าย และเจ้าความเลวร้ายนั่นก็เช่นกัน มันคงจะนึกเบื่อหน่ายตัวเองขึ้นมาบ้างสักวัน หันไปเป็นสิ่งดีๆกับเขามั่ง…

            “รับรองว่าพี่เวกจะไม่ผิดหวังในตัวผม…” เขาสัญญาพร้อมกับกุมมือผมบีบแน่น “ผมจะเรียนภาษาแล้วเริ่มหางานทำ ผมไม่อยากจะได้ชื่อว่าไปเกาะฝรั่งกิน แต่ที่ผมไปเนี่ยผมอยากจะไปหาประสพการณ์ มันเป็นโอกาสครับพี่…”

            ส่องหล้าแสดงความเชื่อมั่นอย่างออกหน้า ผมให้กำลังใจกับเขาด้วยสายตาและตบหลังไหล่เขาเบาๆอย่างนึกเอ็นดู  แสงตะเกียงและบรรยากาศรอบข้างในคืนนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่บ้านนอก ลำคลองมืดสนิทจนสามารถจินตนาการว่ามันในสะอาดบริสุทธิ์ ทั้งที่ความจริงมันขุ่นข้นดำปี๋ราวกับน้ำโอเลี้ยง กอหญ้าและป่ากล้วยที่ห้อมล้อมอยู่โอบกั้นความวุ่นวายจากภายนอกจนเหลือเชื่อ บ้านเรือนเก่าๆโย้เย้พวกนี้สักวันก็คงจะต้องโดนรื้อถอนแปรสภาพไปเป็นตึกคอนกรีตอย่างแน่นอน  เจ้าของที่เปิดให้คนจนๆเช่าก็มิใช่เพราะเห็นอกเห็นใจ แต่ทว่าเขาคงรอโอกาสขายไปเพื่อแลกกับเงินก้อนงามๆสักก้อน…

            ผมมองเห็นเพียงความว่างเปล่า…มองไม่เห็นแสงทองแห่งชีวิตของคนที่กำลังจะบินข้ามโลกไป “ชุบตัว” ผีเสื้อปีกสวยที่บินเป็นระยะทางไกลๆ มันคงจะสะบักสะบอมบอบช้ำ ปีกสวยของมันคงจะฉีกขาดก่อนถึงจุดหมาย ตกเป็นเหยื่ออันโอชาของนกกานักฉวยโอกาส…

            จะให้ผมถามอะไรกับส่องหล้าได้อีกเล่า ระยะทางหรือระยะเวลาที่เขาจะเดินทางจากไป  แม้แต่ชื่อของคนที่เขาจะไปร่วมชีวิต  คงไม่จำเป็นกระมัง  ผมเจียมตนอยู่เสมอ การที่ผมไม่เคยมีโอกาสไปเหยียบดินแดนอันไกลโพ้นเช่นนั้น ผมจึงไม่สามารถให้คำอธิบายใดๆแก่เขาได้อีก…

            นกที่ตัดสินใจบินออกจากกรงไปแล้ว  มันคงจะเอาตัวรอดได้เองอยู่หรอกน่า…

            “พี่วิเวก…”ส่องหล้าสะกิดผมให้หลุดจากห้วงอารมณ์ตึงตื้อของฤทธิ์กระแช่..

            “ฮือมม…”   ผมชักจะมีอาการตาหรี่ปรือ…

            “ผมจะเลิกเป็นเด็กขาย…เลิกขายตัวเอง…พี่ไม่ยินดีกะผมหรอกหรือ…” เขาพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน

            ผมพยักเพยิดฝืนยิ้ม “ดีใจสิไอ้น้องชาย…มาเลย…เรามาดื่มฉลองให้กับความเปลี่ยนแปลงของนาย…”

            ว่าแล้วเราทั้งสองก็ยกไหกระแช่ซดเข้าไปจนเต็มกลืน จากนั้นก็ดูเหมือนว่าเรื่องวุ่นๆจะถูกลืมเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงความเวิ้งว้างว่างเปล่า  โลกสมมุติที่เคลือบด้วยความมึนเมาพาเราลอยละล่องหรรษา ราวกับว่าโลกนี้ทั้งโลกช่างสวยสดงดงามเสียเต็มประดา…

            “ผมจะเลิกแล้ว….ผมจะเลิกมันแล้ว…”

            ส่องหล้ารำพันจนประโยคนั้นถูกบันทึกเอาไว้ในความคำนึงที่ฝังแน่นของผม คำพูดง่ายๆที่ “เด็กขาย” คนไหนๆก็พูดพล่ามกันได้ แต่สำหรับความเป็นจริงล่ะ  บทสรุปนั้นอยู่ตรงไหนกัน…

 

 

            กลางเดือนธันวาคม ณ ใต้ซุ้มไม้เถาการเวกดอกสะพรั่งพรู ในยามดึกอันหนาวเหน็บคืนหนึ่งที่กรุงเทพจะพึงมี…

            คืนเหงา…ที่ระลาดทางโค้งแห่งนี้โปรยปรายด้วยกลีบการเวกสีเหลืองๆ ถ้าทางชีวิตของคนโปรยด้วยกลีบดอกไม้งามเป็นความสุขล่ะก็  ชีวิตคนที่แฝงกายหลืบเร้นอยู่แถวนี้ก็น่าจะรุ่งโรจน์ พอๆกัน

            คำตอบในแต่ละชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน ผีเสื้อกลางคืนที่เกาะตามกิ่งก้านไม้และฝาผนังตึก พวกมันกำลัง “อ่อยเหยื่อ” หรือ “ตกเป็นเหยื่อ” ก็ได้ทั้งนั้น…

            ผมเดินสูบบุหรี่มาเรื่อยเปื่อยขับความเย็นยะเยือกออกจากร่าง จนมาพบกับม้านั่งสีขาวตัวที่ว่างเปล่าตัวเดิม

            ถ้าผมจะหมุนโลกให้กลับไปยังที่เดิมสักเจ็ดแปดเดือนที่แล้ว ตรงนี้เองที่ผมพบเขา  ส่องหล้า…ซึ่งในเวลานั้นกำลังเป็นตัวดักแด้ใต้ละอองฝน แม้เปลือกของเจ้าดักแด้จะแข็งแกร่ง แต่มันก็ถูกบรรจงสร้างมาให้เสี่ยงต่อการเป็นเหยื่อทุกเมื่อ…

            สำหรับวันนี้…เขาได้เติบโตคลี่ปีก กลายไปเป็นผีเสื้อที่โบยบินไปสู่โลกกว้าง กางปีกสีหม่นซึ่งค่อยๆเคลือบด้วยทองเปลวอำไพ…

            ดอกการเวกสวยๆโรยหล่นและผลิบานออกมาใหม่ๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่นเดียวกับชีวิตเด็กผู้ชายที่หลงเข้ามาพัวพันไม่มีว่างเว้น เขาเหล่านั้นหมุนกันไปหลายหน้า ผลัดเปลี่ยนเวียนรุ่น เป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ  ดอกที่งอกเงยอยู่ตามโคนต้นยั่วให้คนและสัตว์มาแทะเล็มได้ง่ายๆ แต่ดอกที่สูงเกินเอื้อมก็สุกคาต้นโรยหล่นกันไปเอง…

            แม้กิ่งก้านของมันจะถูกตัดทอนมิให้รกรุงรังกันทั้งปี  แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเป็นการไปกระตุ้นให้มันมีแรงแตกหน่อแตกใบแผ่หนายิ่งขึ้นทุกวัน…

            “หล้า…แม้อดีตน่ะเราจะเรียกร้องมันกลับมาไม่ได้…แต่อนาคตเรากำนดเองได้..”

            วันที่ไปส่งเขาที่สนามบิน ผมเช่นกับส่องหล้า ผมจำได้ว่าน้ำตาเขาไหลซึมออกมาในที่สาธารณะ  เขาบีบมือผมแน่นเหมือนไม่อยากจะปล่อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ส่องหล้าแสดงความอ่อนแอออกมา แม้เขาจะดูเป็นผู้ชายที่แกร่งกร้าว แต่ความรู้สึกท้อแท้ พ่ายแพ้ กลัดกลุ้มและว้าเหว่มันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะมีกันบ้าง…

            เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับไปรษณียบัตรจากส่องหล้า  ผมพลิกมันอ่านเป็นครั้งที่สองแล้ว…

            “พี่วิเวกครับ…ตอนนี้ผมอยู่ที่เมืองซูริช อากาศหนาวเป็นบ้าเลย เวลามันหนาวจัดๆผมคิดถึงเมืองไทยจังเลย…อย่าลืมบอกไอ้พล ไอ้โทน ไอ้ก้านเพื่อนผมด้วยนะว่าคิดถึง ที่นี่ฝรั่งเยอะแยะเลย กลับไปเมืองไทยจะหาไปฝากพวกมัน อ้อ…ตอนนี่ผมเลิกกับตาแก่คนที่พาผมมาแล้วนะ ทนอยู่กับมันไม่ไหวหรอกพี่ ขี้เหนียวฉิบหายแถมขี้หึงจนน่ารำคาญ เออ…คนใหม่ที่ผมมาอยู่กับเขาชื่อไฮน์ริช เป็นเจ้าของร้านอาหารที่เมืองนี้ เขาดีกับผมมากเลยครับ ผมได้ไปเที่ยวมาตั้งหลายที่ กลับมาจะเอารูปมาอวด พี่เวกสบายดีหรือเปล่าผมคิดถึงมากรู้มั้ย  กลับเมืองไทยจะซื้อของไปฝากนะ…”

            ผมหลับตาลง วาดภาพไอ้หนุ่มลูกทุ่งที่ไปฟุ้งเฟื่องอยู่ยังต่างแดน ถึงแม้จะทำตัวไม่ใช่ “สินค้า” แต่มันก็มิได้ต่างกันนัก สัญชาตญาณเก่าๆของเด็กขายตัวมันย่อมแสดงออกมา  อาจจะดูคลุมเครือหรือชัดแจ้งก็ได้ทั้งนั้น คนพวกนี้เหมือนมีชีวิตท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว จำเป็นที่จะต้องเคลื่อนที่ด้วยการโผเข้าหาหลักหาตอเป็นช่วงๆไป และตอที่พวกเขาเกาะมันก็ไม่ได้มีความหมายยิ่งใหญ่อะไร มันเป็นเพียงหลักที่ขอเกาะกันตายไว้เท่านั้นเอง…

            “พี่เวกรู้มั้ย คนไทยที่มาอยู่เมืองนี้เนื้อหอมกันจะตาย ยิ่งไอ้พวกตัวดำๆคล้ำๆอย่างพี่เวกนะ เดินผ่านฝรั่งงี้มันมองกันตาเป็นมันเลย…แต่ไอ้พวกคนไทยที่นี่มันไม่ค่อยคบค้ากันหรอกครับ ดีแต่จะเชิดใส่กันท่าเดียว…”

            ข้อความตอนหนึ่งทำให้ผมรู้ว่าส่องหล้ากำลัง “เนื้อหอม” อยู่ที่นั่น เขารู้ตัวดีอยู่แล้ว ผมชักไม่แน่ใจว่าเขากำลังมองหาหลักหรือตอดุ้นต่อไปหรือไม่ ผมไม่แน่ใจจริงๆ

            บุหรี่หมดไปสามมวนแล้ว มันเป็นอีกคืนหนึ่งซึ่งผมยังไม่อยากกลับบ้าน อากาศช่วงปลายปีมีมนต์เสน่ห์เสมอ  แม้มันจะเย็นไปสักเพียงใดก็ไม่เป็นที่น่าหวั่นไหวสำหรับชาวเมือง พวกเขาใฝ่ฝันและรอคอยคืนนี้มาแสนนาน ฤดูที่จะมีโอกาสทำตัวกรีดกรายสวยงามในเสื้อผ้าชุดต่างๆโดยไม่ต้องเกรงจะฉ่ำเหงื่อเหมือนช่วงเมษายน

            “ขอบุหรีสักมวนเถอะ…”

            ผมเงยหน้าขึ้นมองที่ต้นเสียง แปลกใจและคาดไม่ถึง “ไอ้สิน…มึงจริงๆน่ะ มึงกลับมาเมื่อไร…”

            “เมื่อวาน…กูมาเดินหามึงไม่เห็นเจอ  พวกนั้นเขาบอกว่ามึงเลิกขายของแล้ว…”

            สินไหมนั่งลงข้างๆ  ผมจุดบุหรี่ให้มันมวนหนึ่ง ผมพ่นควันพุ่งไปข้างบน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า

            “กูเลิกแล้ว…กูเบื่อความเร่ร่อนของตัวเอง  อีกสองสามวันกูจะกลับบุรีรัมย์

กะจะเอาเงินที่เก็บไว้ไปลงทุนเปิดร้านขายของชำที่นั่น…” ผมถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะพูดต่อ “แล้วมึงล่ะ ไอ้สิน มึงกลับมานี่หมายความว่ามึงได้ดิบได้ดีแล้วใช่มั้ย…”

            ฝ่ายนั้นไม่พูดได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตานิ่ง อัดควันบุหรี่ลึกราวกับมันจะเข้าไปกลั่นกรองเอาความในใจออกมา

            “เดือนที่แล้วกูกลับไปบ้านนอก…แม่มึงยังถามหามึงเลย…” ผมเล่า “อีศรีวรรณเมียมึงไปมีผัวใหม่ตั้งนานแล้ว ทิ้งลูกให้แม่มึงเลี้ยงแน่ะ เออ…ลูกมึงกำลังน่ารักเชียวนะ ท่าทางมันจะรูปหล่อเหมือนพ่อมันว่ะ…”

            สินไหมยังไม่เอ่ยปากอะไร มันได้แต่แสดงความสนใจเมื่อผมเล่าถึงลูกของมัน

            “แล้วนี่มึงจะกลับไปสวีเดนอีกเมื่อไร…” ผมป้อนคำถามต่อ

            “ไม่…กูไม่ไปอีกแล้ว…” สินไหมส่ายหัวดิก ราวกับจะสะบัดเอาความกดดันบางอย่างให้หลุดไป

            “ทำไม…”

            ไม่มีคำตอบจากฝ่ายนั้น สีหน้าและท่าทางของเจ้าเพื่อนคนนี้บ่งบอกถึงความพ่ายแพ้ เหนื่อยล้า และสำนึกผิดอย่างเห็นได้ชัด ผมได้ยินเสียงสะอื้นจากในอกของผุ้ชายร่างบึกคนนี้ แม้มันจะไม่ชัดเจนแต่ผมก็รู้ว่ามันกำลังร้องไห้โดยปราศจากน้ำตา…

            ลมหนาวกรูเกรียวผ่านมา…มันซัดเอากลีบการเวกดอกที่แก่จัดร่วงกราวลงมาตรงม้านั่งตัวนี้ มันกระจัดกระจายไปทั้งบริเวณ ยามค่ำคืนยังพอที่จะเห็นมันเกลื่อนกลาดอยู่บนทางเท้า รอให้คนกวาดถนนมาทำงานเสียก่อนเถอะ พวกมันก็จะได้ไปนอนในถังขยะปนกับมูลฝอยชนิดอื่นๆ และทุกๆคืนจะต้องมีดอกซึ่งเดินทางมาถึงวาระนี้…

            แม้คืนนี้จะเงียบแต่กลิ่นเจือจางอ่อนๆของการเวกก็ยังคงหอมหวาน เมื่อเหลียวไปรอบๆจะเห็นดอกเล็กดอกน้อยแย่งกันแทรกตัวเข้ามาใหม่ๆ ดอกไหนที่หอมที่สุด สวยที่สุดย่อมน่าเด็ดดมกว่าดอกเก่าๆ และถึงแม้ว่าดอกใหม่ๆจะทะนงตัวมันก็คงจะเป็นเพียงแค่ข้ามคืนเท่านั้น เพราะไม่มีดอกการเวกดอกไหนๆหอมทนไปจนถึงวันพรุ่งนี้…

            “มึงจะทำอย่างไร…ต่อไป…”  ผมเอียงคอถามเจ้าสินไหมด้วยความห่วง

            มันส่ายหัวก้มหน้านิ่งเช่นคนหมดอาลัย “กูพลาดแล้ว…กูพลาด…ไอ้วิเวกมึงได้ยิน มึงเข้าใจกูมั้ย…”

            “เข้าใจ…จะมีใครเข้าใจมึงได้เท่ากูวะไอ้สิน…” ผมลูบหลังมัน “กูเคยบอกมึงแล้วไงเล่า…มึงจะไปชนะใครเขาได้ ในเมื่อมึงเองยังไม่เคยเอาชนะตัวมึงเองได้เลย…”

            ในความเงียบ…มีเพียงเสียงสูดลมหายใจและแสงวาบๆของเพลิงบุหรี่ที่เผาแล้วเผาอีก ผมนั่งเหยียดยาวพลางผิวปากเป็นเพลง “ปราสาททราย” ในใจก็นึกถึงเนื้อร้องที่ฟังทีไรก็นึกถึงตัวเองและเพื่อนร่วมเก้าอี้คนนี้…

 

            “กว่าจะรวมจิตใจ  เก็บทรายสวยสวยมากอง ก่อปราสาทสักหลัง…

            ก่อกำแพงประตู  ก่อสะพานสร้างเป็นทาง  ทำให้เป็นดังฝัน

            ก่อนที่ฉันจะได้เห็นทุกอย่าง อย่างที่ฝันที่ฉันทุ่มเท น้ำทะเลก็สาดเข้ามา…

                                    ไม่เหลืออะไรเลย แหลกสลายลงไปกับตา

                                    เหลือเพียงทรายที่ว่างเปล่า กับน้ำทะเลเท่านั้น

                                    ไม่เหลืออะไรเลย จากที่เคยมีความใฝ่ฝัน

                                    ไร้กำลังจะสร้างใหม่ให้เหมือนเดิม

            ทีละเล็กละน้อย ที่คอยสะสมความดี มีให้เธอเท่านั้น

            ก่อเป็นความเข้าใจ แต่งเติมความหมายด้วยกัน คอยถึงวันที่หวัง

            ก่อนที่ฉันจะได้พบความสุข อย่างที่ฉันฝันไว้ทุกวัน เธอก็พลันมาจากฉันไป…

                                    จะเอาแรงพลังที่ไหนมาเติมแต่งฝัน

                                    จะเอาวันและคืนจากไหนให้พอทำใจ ไม่เหลืออะไรเลย…

 

            มันดึกมากแล้ว…ผมไม่มีเวลามานั่งสั่งสอนหรือทำตัวเป็น “พ่อพระ”ให้แก่ใคร มันเหนื่อยเหลือเกิน ผมอ่อนล้าไปหมดทั้งกายและจิตใจ เวลานี้ผมเหมือนดังกับวิ่งแข่งมาราธอนมาเป็นระยะทางไกลโข ผมมองเห็นเส้นชัยอยู่ข้างหน้านั่นแล้ว จำเป็นเป็นแค่ไหนที่ผมจะต้องหันกลับไปฉุดมือคู่แข่งขันที่หกล้มหกลุกคลุกคลานอยู่ตามรายทาง…

            เกมชีวิตของผมเกือบจะจบลงแล้ว ส่วนเกมชีวิตของคนอื่นก็น่าจะปล่อยให้มันเป็นหน้าที่ของคนเล่น เขาแก้เกมกันเอาเองมิใช่หรือ…

            “กูจะกลับไปนอนแล้ว…” ผมลุกจากม้านั่งแล้วบอก พลางดึงบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบอีกมวน ตั้งใจเอาไว้แต่แรกว่า มันจะเป็นมวนสุดท้ายในชีวิต…

            “ในนั้นยังมีอีกหลายมวน…มึงช่วยสูบให้หมดที…สำหรับกูมันจบแล้ว…”ผมบอกพร้อมกับโยนซองบุหรี่ที่เหลือลงบนตักของเจ้าสินไหม

            “วิเวก…” เสียงนั้นกระตุกให้ผมเหลียวกลับในขณะที่จะผละจากไป นัยตาของสินไหมเวลานี้เหมือนลูกหมาที่โดนปล่อยไว้ข้างถนนไม่มีผิด…

            ผมส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เป็นไรหรอกว่ะเพื่อน…หนี้สินที่มีต่อกันกูยกให้  มึงทำใจให้สบายเถอะ…” ผมพูดจากใจ

            “ไม่…” เสียงมันเบาเกือบจะแหบพร่า “ไม่ใช่เรื่องนั้น…”

            “แล้วอะไร…”  ดูเหมือนคำถามนี้ไม่ยอมหลุดจากปาก ผมเพียงแต่อ้าปากรอคำตอบจากมัน

            สินไหมทิ้งมาดหนุ่มเจ้าสำอางออกจนสิ้น เวลานี้มันกลับไปเป็นไอ้บ้านนอกคนเดิมที่ปราศจากสิ่งแต่งเติม ไอ้หนุ่มเนื้อหอมจากภูธร ผู้ซึ่งเคยผ่านเข้ามาเป็น “เทพบุตร”ในตลาดกามา บัดนี้มันมีสภาพไม่ต่างจากเศษกระดาษที่ปลิวว่อนไร้คนแยแสตามริมฟุตบาธ เมื่อยามตลาดวางวาย…

            “ให้กูกลับด้วยคนสิ…”  มันกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “นะ…ไอ้เวก..ให้กูกลับด้วยคนนะ…อย่าทิ้งกูไว้…”

            ไม่มีคำตอบจากผม มีแต่สายตาที่ยังมองมันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงความเป็นเพื่อนของมันไปจากผมได้  นอกจากความตายที่ยังอยู่อีกตั้งไกล…

            เจ้าสินไหมคว้าข้อมือผมแล้วติดตามมาในขณะที่ผมก้าวข้ามทางม้าลายตรงสี่แยกไฟแดง ณ ฝั่งตรงข้าม ผมหยุดมองกลับไปยังจุดนั้น อยากจะกลั้นหายใจสักหนึ่งนาที แล้วพยายามปลิดอดีตให้ปลิวหายไปในบัดดล

            ตึกห้างสรรพสินค้า “โรบิ้น” ทมึนมืดราวกับอสูรร้ายที่คอยโอบเหยื่อที่ผ่านไปมา ซุ้มการเวก หน้ากระจกใสมองลอดไปถึงมุมขายแฮมเบอร์เกอร์ที่เปิดไฟทิ้งไว้

            เถาไม้เลื้อยดอกเหลืองอร่ามนั้นตกอยู่ในเงามืดของค่ำคืนอันหนาวเย็น

            มันรอที่จะส่งกลิ่นหอมขจรในพลบค่ำของวันพรุ่ง…

            แล้วโรยหล่นในวันมะรืน…

            มันมีมนต์ขลังที่ฝังตัวคู่กับ “วัฒธรรมสีลม” ตลอดไป…

 

 

                                                                                    จบบริบูรณ์

                                                                                    ๑๗  เมษายน ๒๕๓๕