ความตาย...ของไม้ประดับ

“พิสิฐภูวดล” เขียน

Hit Counter

 

. ราตรีประดับ “ดาว”

บนเวทียามค่ำ ซึ่งคราคร่ำไปด้วยเด็กหนุ่มๆ และคละคลุ้งด้วยควันกาม แห่งนี้…

                ถ้าจะว่ากันเรื่องความหล่อเหลา เห็นจะไม่มีใคร “เตะตา”เท่า พ่อยอดชาย“นายระหง”คนนั้น…

                ชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาคมสัน  ร่างระเหิดระหงสมชื่อนายนั้น กำลังออกลีลายักย้าย โหนโยนอยู่บนเสาสแตนเลสอันมันวาว  เรือนร่างเกือบเปลือยพริ้วไหวไปตามจังหวะดนตรี  เร่าร้อนอ่อนระทวยราวกับเกลียวคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง ภาพที่เห็นนั้นช่างเร้าอารมณ์นักท่องราตรีที่รายรอบ…

ถ้าจะมีการมอบถ้วยรางวัล “สุดยอดดาวดวงเด่น” แห่ง “ซูเปอร์บิ๊ก คลับ” แห่งนี้  เด็กหนุ่มวัยไม่ถึงสิบแปดจากภาคเหนือนาม “ระหง” คนนี้ก็คงจะ “แบเบอร์” เข้าโพยมาอย่างไม่ยากไม่เย็นอะไร…

                “ น้องเขาเป็นดาราประจำที่นี่…คุณพี่สนใจเรียกมาคุยก่อนไหมฮะ…” 

บริกรประจำสำนักหรือจะเรียกให้ถูกก็คือ “คนเชียร์เด็ก” หรือ ถ้าจะให้ความหมายตรงตามเป้าก็น่าจะเรียกว่า“มาม่าซัง” น่าจะเหมาะกว่า  “หล่อน”บรรยายความเด่นดังของ “สินค้า”ให้แก่ “ลูกค้า”ซึ่งกำลังนั่งน้ำลายหยดแหมะๆฟัง ด้วยสำเนียงแบบเดียวกับพนักงานขายผงซักฟอกแถมกาละมังตามบ้าน…

                “เฮอะ…ไอ้รูปหล่อเอ้ย  เพิ่งมาจากบ้านนอกไม่กี่วัน กลายเป็นดาราของเจ๊เหนอไปแล้วรึเนี่ย…”  เด็กหนุ่มจากสำนักเดียวกันส่งเสียงกระแนะกระแหน หลังจากได้ยินคำบรรยายนั่น ซึ่งก็ทำให้ “เจ๊เหนอ”หันมาทำคิ้วขมวด และดุใส่เบาๆด้วยเกรง “แขก” ที่นั่งชมอยู่รายรอบจะได้ยิน…

                “ นี่…ไอ้แหว่ง  มึงน่ะอย่ามัวแต่มานั่งอิจฉาริษยาเด็กใหม่อยู่  มึงมีทีเด็ดอะไรก็งัดๆออกมาโชว์ซะ  เผื่อว่ากระโหล่รุ่นคุณปู่อย่างมึงจะได้ซักออฟครึ่งออฟหรอกคืนนี้…”

                ผู้ที่ถูกเรียกว่า “ไอ้แหว่ง” เผยอปากที่แหว่งสมชื่อ ทำท่าจะต่อคารม  ถ้าบังเอิญเพื่อนร่วม “สำนัก” อีกคนเข้าไม่เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน…

                “ไอ้แหว่ง…อีตาฝรั่งแก่คู่ขาคนเดิมของมึงเขาเรียกแน่ะ…สงสัยจะติดใจลีลาโชว์บิ๊กบานาน่าของมึงว่ะ พักนี้มาถี่เชียว …”

                หนุ่มปากมีตำหนิได้ยินดังนั้นก็หันไปเชิดคอใส่ “เจ๊เหนอ”ที่สบประมาท พลางเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิ…

                “เห็นมะ…คนอย่างไอ้แสวง ถึงจะปากแหว่งไปนิด แต่ก็มีของดีเว้ย…”  เจ้าแหว่งมันว่าพร้อมกับงัดของสงวนอันมหึมาออกมาจากบิกินี่ตัวจ้อยโชว์อย่างมั่นใจ  ก่อนจะสะบัดหน้าจากไป…

                “มึงก็ดีแต่ค-ยใหญ่…หน้ายังกะปี๊บต้มถั่วบุบๆ  เมื่อก่อนกว่าจะได้สักออฟต้องรอเป็นเดือน  หนอย…ทำมาเป็นผยองกะกู…”  มาม่าซังปากจัดด่ากราดตามหลังไปติดๆ “ หน้าอย่างมึงเนี่ยถ้าไม่มีกูคอยเชียร์ ป่านนี้คงไปขายน้ำต้มถั่วอยู่ตามสวนลุมแล้ว  ดี…ทีนี้อย่างหวังว่ากูจะเชียร์แขกให้มึงอีกเลย  ไอ้วัวลืมตีน…”

                “จะว่าไป ก็น่าอิจฉาไอ้แหว่งมันนะเจ๊…ถึงมันจะไม่ค่อยได้แขก แต่ขาประจำของมันก็เยอะกว่าใคร…แต่เอ..เจ๊เคยเชียร์แขกให้ไอ้แหว่งมันเหรอ…”  เด็กหนุ่มร่างผอมบางคนที่เข้ามาตาม “ไอ้แหว่ง” พูดขึ้น ด้วยความซื่อ “ปกติน่ะผมเห็นเจ๊เชียร์แต่เด็กหน้าตาดีๆ เฉพาะที่อยู่ในโอวาทของเจ๊เท่านั้น  ยิ่งคนไหนชอบเถียงเจ๊คอเป็นเอ็นอย่างไอ้แหวงด้วยแล้ว เจ๊คงไม่…”

                “หยุด ! แกไม่ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ชั้น  พวกแกมีหน้าที่ทำงานก็ทำงานกันไป ส่วนชั้นจะเชียร์ใครหรือไม่มันก็เรื่องของชั้น…หรือแกอยากจะโดนอีกคน …นี่ยังดีนะที่ไอ้แหว่งมันค-ยใหญ่   แล้วเอ็งล่ะมีจุดขายอะไรดีบ้างวะ ไอ้จู๋…” หล่อนว่าไปค้อนไป “ ดูรึ…ผอมหยองกรอด ดำก็ดำ แถมยังจู๋สมชื่อ…”

                ประกาศิตของ “หล่อน” ทำให้เจ้าหนุ่มขายบริการร่างเล็กผิวหมึกหุบปากโดยฉับพลัน !

                แม้ในใจอยากจะประกาศออกไปดังๆว่า “ก็ผมนิสัยดี ไม่มีพิษภัยกับใครไง  นั่นแหละคือจุดขายของผมล่ะ…”

 ก็ใครล่ะจะกล้าเสี่ยงต่อปากต่อคำกับเจ๊เสนอ มาม่าซังคนดังแห่ง “ซูเปอร์บิ๊ก คลับ”  ผู้ที่จะว่าไปก็เปรียบเสมือนผู้ชี้เป็นชี้ตายให้กับ “ปากท้อง” ของพวก “เด็กๆ” ในสถานบริการแห่งนี้…

                หนุ่มคนไหนจะได้  “ลูกค้า” มากน้อย  นอกจากสรรพคุณส่วนตัวที่บุญสรรค์ปั้นแต่งมาเอง อันเริ่มจาก หล่อ ล่ำ ขาว ยาว ใหญ่แล้ว   ลิ้นลมปากของ “บริกรเสนอสินค้า” นั่นก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ “เด็กๆ” ที่นี่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย…

                ในสถานบริการลักษณะนี้…มักจะมี “รูปแบบ” ที่คล้ายๆกันไปทุกที่  เด็กหนุ่มที่หน้าตารูปร่างดีๆ ก็แค่ขึ้นไปเต้น “ล่อตาล่อใจ” แขกพอเป็นกระสาย  ส่วนพวกที่มี “อย่างอื่น”ดี  ก็ “จำเป็น” ที่จะต้อง “งัด” เอาของที่คิดว่าเด่นที่สุดในร่างกาย ออกมา “โชว์”ตามแต่โอกาส

                แม้เด็กบางคนไม่มีคุณสมบัติทั้งสิ้นทั้งปวงดังที่กล่าวมา  อาจยังพอ “ขายได้”บ้าง  ก็เป็นเพราะลีลาฉอเลาะตอแหลของเหล่า “มาม่าซัง” ที่มีฝีปากฉกาจ…           

ระหง เป็นเด็กใหม่ที่เพิ่งมาทำงานได้ไม่ถึงเดือน  แต่ด้วยความเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี   จมูกโด่งเป็นสันแม้ว่าอาหารหลักของเขาคือ “ข้าวนึ่ง น้ำพริกหนุ่ม”  ผิวพรรณละเอียดอ่อนแม้จะเคยตรากตรำทำไร่มาบ้างก็ตามที   โครงร่างงามสง่านั้นเล่า แม้จะยังไม่ล่ำสันบึกบึน แต่ก็ดูแข็งแกร่งแบบนักกีฬา…

                เพียงแค่สองสัปดาห์ที่ผ่านไป ที่เขามาเป็น “สินค้า”ที่นี่…

                นายระหงก็กลายไปเป็น “สินค้าติดอันดับ” ประจำสำนัก “นายโลม” แห่งนี้ไปอย่างลอยลำ  และไม่ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีเจ้าหนุ่มคนไหนก้าวขึ้นมาทาบรัศมี…

                นอกจาก “ไอ้แหว่ง” แม้ว่ารูปลักษณ์โดยรวมมันจะตรงกันข้ามกับ “ระหง” อย่างสิ้นเชิงก็ตาม  แต่มันก็มี “อาวุธ”ประจำกายที่ไม่มีใครเท่าเทียม…

แม้ว่าความหล่อล้ำของเจ้าหนุ่มระหง จะหาใครเทียมเท่าเช่นกัน…

                เอาเป็นว่าช่วงนี้   สินค้าขายดีอันดับหนึ่งแห่ง ซุปเปอร์บิ๊ก คลับ ก็คือ นายระหง เทพบุตรเดินดินจากลำพูน และ นายแสวง ยักษ์เลี่ยมทองแห่งโคราช…

                บนถนนสายนี้…ระดับความรู้หรือการศึกษาไม่มีความจำเป็นใดๆ

                สิ่งที่ใช้กรุยทายสู่ “ความสำเร็จ” ใน “การค้าเนื้อสด”  คงจะไม่มีสิ่งใด สำคัญเกินกว่า “ความหล่อ”  กับ “ความใหญ่”

                ดูๆไปสถานที่ขาย “เนื้อสด” ก็ไม่แตกต่างจากแผงขาย “ไม้ประดับ”มากมายนัก…

                ในขณะที่ลูกค้าบางคนชอบไม้ดอกสีสดใสสวยงาม แต่บางรายอาจพอใจชื่นชมกับ กิ่งก้านสาขาแข็งแรงแกร่งกล้า…

                เพราะแผงขาย“ไม้ประดับ” ก็ควรจะมีแต่“ไม้ประดับ” เป็นสินค้า

                ลูกค้าที่เข้ามาซื้อหา  ส่วนใหญ่ก็คงไม่มาถามหาผักสวนครัว เช่นผักกาด ผักคะน้า ฯลฯ หรืออื่นใดที่จะมีประโยชน์ทางโภชนาการ…

                เด็กหนุ่มหลายคนในสถานบริการนี้อัธยาศัยใจคอดี  แต่ทว่ารูปร่างหน้าตา “ขี้ริ้ว” ก็คงไม่ต่างอะไรจากผักสวนครัวพวกนั้น…

แม้จะมีคุณค่ามากกว่า แต่จะมีประโยชน์อะไรเล่า ในเมื่อเป็นที่รู้ๆกันว่า “ลูกค้า” ที่มาที่นี่ ล้วนเป็นนัก “ชื่นชม” ไม้ประดับกันเป็นส่วนใหญ่

“เด็กๆ” ก็ล้วนทำตัวให้เหมือน “ต้นไม้ประดับ” เช่นกัน…

ต้นไม้ประดับบ้านที่จำเป็นต้องรดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ให้งามสดใส ดูดีอยู่ตลอดเวลา…

แม้จะเป็นการ “สิ้นเปลือง” อยู่บ้าง แต่มันก็เป็น “สุขทางใจ”สำหรับคนบางคน…

เช่นเดียวกับชายหนุ่มที่นี่  ซึ่งต่างต้องทำตนให้น่าสนใจ น่าจับต้อง สะดุดตา สะดุดอารมณ์ “ลูกค้า” ให้ตัดสินใจ “ซื้อ”

เหมือนเป็นกิจวัตร ที่ทุกตอนเย็นๆก่อนเข้า “ทำงาน” เหล่าต้นไม้หนุ่มๆเกือบทุกต้นต้อง ฟิตร่างกายให้ บึกบึนล่ำสัน เข้าไว้

เพราะนั่นคงเป็นวิธีเดียวที่ “ต้นไม้มนุษย์” สามารถสร้างเสริมให้กับตัวเองได้  แม้มันจะต้องเสียเวลา เสียแรงกายไปบ้าง แต่มันก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจมิใช่หรือ…

ต้นใดที่ “ไม่หล่อ” แต่ “ล่ำ”

หรือต้นใดที่ “ไม่ล่ำ” แต่ “หล่อ” ก็คงจะทดแทนหักล้างกันไป…

เพราะคงไม่มีต้นไม้ต้นไหนสมบูรณ์แบบไปเสียทุกต้น…

หรือ…อาจมี แต่ก็หายากเต็มทน…

ดังนั้นการที่จะมาเป็นต้นไม้สำหรับ “ขาย” ก็คงไม่ใช่จะมาเป็นกันได้ง่ายๆทุกต้น…

เพราะต้นที่ “ไม่หล่อ”  แถมยัง “ไม่ล่ำ” ก็คงจะโดนเจ้าของสวน“คัดทิ้ง”  หาก “หน่อ” ของต้นนั้นๆไม่ “เขื่อง” พอ…

สรุปว่า “ความล่ำ” นั้นพอพยายามสร้างเสริมกันได้…

ส่วน “ความหล่อ” กับ “ความเขื่อง” นั่นล่ะ…

คงต้องขึ้นอยู่กับ “บุญ” หรือ “กรรม” ของแต่ล่ะต้นกระมัง…

“กูไม่ยอมขี้เหร่ไปตลอดชาติหรอกวะ…”  แสวง หรือ “ไอ้แหว่ง” ประกาศก้องในหมู่เพื่อนฝูง “สมัยนี้น่ะมันวิทยาศาสตร์ล้ำยุคแล้วนะมึง…คอยดูนะ กูมีเงินเมื่อไหร่ จมูกกูจะต้องโด่ง ไม่แพ้ไอ้ระหงแน่  ปากของกูก็จะต้องเรียวงามเป็นกระจับ ไม่แหว่งโหว่อย่างนี้  ผิวดำๆอย่างกูเนี่ยก็ขาวเนียนได้  ไม่เชื่อมึงคอยดูไปสิ… อย่างไมเคิล แจ็คสันไง  แม่ง..มีเงินซะอย่าง มันก็ทำได้ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายตีนนั่นแหละ…”

“แล้วเมื่อไหร่มึงจะรวยล่ะไอ้แหวง”  เจ้าจู๋ค่อนขอด “ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ก็คงต้องขายค-ยไป  รอจนกว่าจะรวยงั้นรึวะ…”

“เออ…แน่นอน คนมันเกิดมาโชคดีเว้ย” เจ้าควายถึกจากโคราชยืดอกด้วยความปลาบปลื้มตนเอง “แหม…ถ้าพ่อกูยังไม่ตาย เห็นทีต้องกลับไปกราบตีนแกงามๆสักที ที่ให้กูมาเต็มกอบเต็มกำ ไม่สั้นจุ๊ดจู๋อย่างมึง…”

ไอ้แสวงคุยโอ่ มั่นใจใน “สินค้า”ของมันซึ่งก็ทำให้ “ไอ้จู๋” รู้สึกหดหู่ไปในบัดดล…

“พี่แหวงก็เล่นกล้ามจนรูปร่างบึ๊กออกอย่างงี้  แถมไอ้นั่นก็ใหญ่เป็นทุนอยู่แล้ว พี่ยังจะต้องขวนขวายอะไรกันอีกล่ะ…” ระหงหนุ่มหล่อจากภาคเหนือออกความเห็นบ้าง

“ขวนขวายสิวะไอ้รูปหล่อ…มึงอย่าลืมว่าเราทำงานอย่างงี้ จะปล่อยให้สังขารไปตามเวรตามกรรมได้ไง…มึงก็พูดได้สิวะ มึงมันเกิดมาหล่อนี่หว่า” แสวงอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมเด็กหนุ่มรูปรุ่นน้อง “มึงไม่เห็นหรือว่าไอ้พวกแขกที่มาเที่ยว ร้อยทั้งร้อยมันก็เรียกหาแต่คนรูปหล่อกล้ามใหญ่กันทั้งนั้น…ข้ามันไม่โชคดีอย่างเอ็งนี่หว่าไอ้ระหง…” 

“แต่มึงทั้งสองคนก็ยังโชคดีกว่ากูมากนัก…”  ไอ้จู๋รำพัน พร้อมกับตีสีหน้าปลงๆ

“ หัดเล่นกล้ามสิวะไอ้จู๋…”  แสวงแนะด้วยคงจะเห็นมันผอมแห้งไปหน่อย “ถ้ามึงขี้เกียจเล่นมากก็เล่นวันละนิดหน่อย แล้วให้หมอแถวพัฒน์พงศ์ฉีดสเตอร์รอยด์ สักเข็มสองเข็มขี้คร้านจะล่ำบึ๊กแข่งกับกูแล้ว”

“แล้วมันไม่มีอันตรายอะไรหรือวะ…ไอ้สเตอรง สเตอร์รอยด์อะไรของมึงนั่นน่ะ”  เจ้าจู๋นึกกังขาและหวาดหวั่น…

“มึงจะต้องไปกลัวทำไมวะ  เด็กขายอย่างพวกเราเขาก็ทำกันตั้งเยอะแยะนมนาน   กูยังไม่เห็นข่าวมีใครตายเพราะฉีดยาเร่งกล้ามเลย…”

“หมายความว่ามึงก็เคย…” เจ้าจู๋มองหน้าเพื่อนเจาะลึก

เจ้าแหว่งพยักหน้าพลางเบ่งกล้ามแขนจนโป่งพอง “มึงไม่สังเกตุหรือ ว่าหุ่นกูตอนนี้น่ะผิดกว่าแต่ก่อน  แต่…หุ่นดีๆอย่างกูเนี่ย ไม่จำเป็นต้องฉีดให้บ่อยนักหรอกโว้ย…” เจ้าหนุ่มปากแหว่งคุยทับ

“จริงเหรอพี่…” ระหงทำตาวาว ชักสนขึ้นมาบ้าง

“จริงสิวะ…กูจะมาหลอกพวกมึงหาหอกอะไร  หล่อๆอย่างมึงเนี่ยนะไอ้ระหง  ถ้าเร่งกล้ามให้ใหญ่อีกนิดนะ   อย่าว่าแต่พวกไม้ป่าเดียวกันเลยมึง สาวแก่แม่หม้าย ขี้คร้านจะแห่กันมารุมล้อม  รับเละไม่รู้ตัวเลย…”

ระหงได้ยินดังนั้นก็เริ่มวาดวิมานในอากาศไปไกลลิบ…

“พวกมึงจะเสริมเติมต่อส่วนไหน ก็เชิญตามสบายเหอะว่ะ…” เจ้าจู๋ถอนใจ  “กูน่ะคงทำงานที่นี่ไปอีกไม่นาน  ถ้าไม่ลาออกเอง  ก็ต้องโดนเขี่ยออกแน่…” 

ว่าพลางก็หลบสายตาเพื่อนลงในมุมต่ำๆ ในใจนึกถึง “ยอดขาย”ของตนซึ่ง ไม่ “ทะลุเป้า” อย่างคนอื่น…

“ไม่มีความจำเป็นอะไรที่กูต้องไปทำอย่างที่พวกมึงจะทำกัน..”

คำพูดของเจ้าจู๋หนุ่มร่างผอมแกร๋ง ทำให้อีกสองหนุ่มตั้งใจฟังอย่างใจจด…

“งานแบบนี้…มันคงไม่เหมาะกะกูหรอกว่ะ ไอ้แหวง ไอ้ระหง  หน้าตาอย่างกูเนี่ยกว่าจะแปลงร่างให้กลายเป็นดาราอย่างพวกมึงน่ะคงจะอีกนาน    ถึงกูทำสำเร็จ มันก็สายเกินไปแล้วล่ะว่ะ…”

“มึงจะไปทำอะไรวะ  ไอ้จู๋…” เจ้าแหวงถามเพื่อนด้วยแววตาห่วงใยเสมือนราวกับว่าอาชีพ “ค้าเนื้อสด” ที่ตนเองทำอยู่เป็นอาชีพเดียวในโลกนี้…

“กูก็พอมีทางของกู…” เจ้าจู๋ทำตาซึมๆ “มึงรู้จักพี่พฤกษ์ใช่มั้ย…คนที่เคยเป็นแขกกูไง   เขามีแผงขายต้นไม้ที่สวนจตุจักร  เขาเคยชวนกูไปทำงานน่ะ กูกะว่าจะลองดู…”

“………………………………..”

 

. ประดับไว้ในโลกีย์

“นี่เขาเรียกดอกอะไรวะ…ไอ้จู๋” 

                ระหง หันไปถามอดีตเพื่อนร่วมงาน  ขณะที่มือสัมผัสกับดอกไม้สีแดงสด  กลีบบานอ่อนนุ่มรายรอบเกสรเรียวเล็กเป็นงวงยาว…

                “พู่ระหง…”  เจ้าจู๋ ซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่กับลูกค้าที่เข้ามาในร้านหันรีหันขวางมาตอบสั้นๆ

                “พู่ระหง   หนุ่มหล่อยกกระถางขึ้นเพ่งพิศพลางว่า “ชื่อแปลก…ชื่อเหมือนกูเลย…”

                “ใช่…เหมือนมึง…”  เจ้าจู๋เน้นคำ “แล้วก็เหมือนกูด้วย…”

                “เหมือนยังไง   หนุ่มระหงยังงงๆ ทำให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ๆแล้วอธิบายต่อ…

                “มึงสังเกตุไหมไอ้หง…”  เจ้าจู๋เข้ามาจับดอกเฉาๆที่ติดอยู่อีกกิ่งด้านล่าง “ธรรมชาติของดอกไม้ตระกูลชบาเนี่ย  มันจะเจริญพันธุ์จากดอกเล็กๆแล้วก็บานเต็มที่…”

                “แล้วไง…”  หนุ่มลำพูนตั้งหูตั้งตาฟัง

                “มันบานสวยสดเต็มที่  ดอกแดงสดใส แต่พอข้ามคืนมันก็จะหุบ  แล้วก็ไม่บานอีกเลย…”

                “แล้วไอ้ดอกที่บานอยู่นี่ล่ะ…”

                “มันก็คือดอกอ่อนเมื่อวานนี้ไง…แต่พอพ้นคืนนี้ไปมันก็หมดโอกาสบานอีกแล้ว…”

                “แล้วมันเกี่ยวกะกูและมึงยังไงล่ะ…”  เจ้ารูปงามยังตีความไม่ออก

                “เกี่ยวกับกูน่ะมันเมื่อก่อน…แต่วันนี้สิไอ้ระหงเอ๋ย…มึงน่ะก็ไม่ต่างอะไรกับดอกพู่ระหงนี่หรอก…” 

                อดีต “เด็กขายน้ำ” จูงมือให้ ดาราดังแห่ง “ซุปเปอร์บิ๊ก คลับ” นั่งตรงเก้าอี้ผ้าใบใต้ชายคาที่มีลมโกรกเย็น     คนทั้งคู่เหม่อสายตาออกไปยังด้านนอกร้านในตลาดนัด อันขวักไขว่ไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของ ในบ่ายวันอาทิตย์…

                ระหง ยังนึกงงๆกับคำพูดของเพื่อน   แต่ก็มิได้สาวความต่อ เขากวาดสายตาไปรอบๆร้านขายต้นไม้  ความเขียวสดของเหล่าไม้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย  พลางก็อดเปรียบเทียบกับสถานที่ที่เขา “ทำงาน”อยู่ทุกค่ำคืนไม่ได้…

                ที่นั่น…มันเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ  ที่น่าดูเฉพาะยามกลางคืน  ไฟที่เปิดเพียงสลัวๆนั้นปิดบังส่วนที่ไม่น่ามองโดยรอบไปจนสิ้น 

                เหล่าฝูงสัตว์ที่ไม่ได้รับเชิญอาทิ หนู แมลงสาบ เรือด ไร ก็พลอยถูก “ความมืด” ในบาร์ปกปิดไปด้วย…

                แต่ “สิ่งที่น่ามอง” ในซูเปอร์บิ๊กคลับ ก็คงมิใช่ ฝาผนังเขรอะๆทั้งสี่ด้าน กลิ่นอวลอับในบรรยากาศ หรือดอกไม้พลาสติกที่ประดับประดาอยู่ตามมุมห้อง      แต่มันคือเด็กหนุ่มๆมากมายที่นุ่งเพียง “กางเกงลิง” ห้อยโหนอยู่บนเวทีที่มีแสงวูบวาบนั่นต่างหาก…

                หนุ่มๆที่ทำงานในนั้นเกือบทุกคน ต้องปกปิดของสงวนไว้ภายใต้ชั้นในรัดรูป  ทุกคนต้องเรียก “คะแนน” จาก “ลูกค้า”ด้วยการ “บริหารเสน่ห์”  และ “บริหารร่างกาย” ไปพร้อมๆกัน…

                แสวง หรือ “ไอ้แหว่ง”  นั้นนับว่าเป็นชายหนุ่มเพียงไม่กี่คนที่ “กล้า” โชว์   “ของดี” โดยไม่ต้อง “ปกปิด”  ด้วยความมั่นใจใน “ขนาด” ที่พ่อแม่ให้มันมา…

                ส่วนบางรายที่ “พ่อให้มา” น้อยไปนิด ก็พยายาม “เหน็บ” หรือ “ยัด” วัตถุแปลกปลอมเพื่อ “หลอก” ตาผู้ชมอยู่เนืองนิจ…

                “แล้วไอ้ต้นนั้นเล่า…มันเป็นอะไรของมันวะจู๋   เจ้าหนุ่มรูปงามชี้ไปยังกลุ่มกระถางพู่ระหงที่แยกแยะไว้ตรงมุมหนึ่ง   ต้นไม้นั้นแคระแกรน กิ่งก้านบิดเป็นเกลียวขรุขระเป็นปุ่มเป็นปม  ใบเขียวหงิกงอ  ดอกแดงรูปร่างผิดแผกพิลึก  ไม่น่ามอง…

                “พี่พฤกษ์เขาทดลองฉีดฮอร์โมนเร่งดอกให้มัน…แต่ไม่สำเร็จว่ะก็เลยเป็นอย่างที่มึงเห็น…” ไอ้จู๋ว่า ขณะยกฝักบัวราดไปตามไม้ประดับที่วางขาย “เสียดาย…แทนที่จะขายได้ราคา กลับต้องเอาไปโยนทิ้งเสียเปล่าๆ เนี่ยยกให้ใครฟรีๆมันยังไม่เอาเลย…”

                หนุ่มหล่อก้มลงมองร่างกายของตนเองโดยไม่รู้ตัว  “ฮอร์โมน” ก็เจ้าสิ่งนี้มิใช่ดอกหรือ ที่ทำให้ตัวของเขาหนาขึ้นผิดจากแต่ก่อน  กล้ามเนื้อบนตัวของเขาแม้จะได้มาด้วยระบบ “เร่งพิเศษ” แต่เขาก็ภูมิอกภูมิใจกับมันเสียนักหนา…

                และถ้าจะเทียบกับรายได้อันงดงามจากการ “ขาย” เรือนร่าง มันก็คุ้มอยู่หรอกที่เขาจะเจียดเวลาและเงินสักนิด  เสี่ยงอีกสักหน่อย สำหรับ “ปุ๋ยสูตรพิเศษ” นั้น    ดีกว่าจะต้องเอาเวลา “ทำมาหากิน” ไปเสียในห้องยิมเป็นวันๆเพื่อการสร้างกล้ามเนื้อแบบธรรมชาติ…

                แต่…ทุกวันนี้ เขาก็ “ขาย” เฉพาะ “เรือนร่าง” จริงๆ ! อย่างที่เจ้าจู๋มันว่า…

                “เอ็งนึกออกหรือยัง ไอ้ระหง…ว่าเจ้าดอกพู่ระหงเนี่ย มันเกี่ยวกับเอ็งยังไง..”  เจ้าจู๋ ชูดอกที่เหี่ยวหุบยื่นเข้ามาตรงหน้า

                ดาราค้าเนื้อสดส่ายหัว  พ่อค้าต้นไม้ประดับจึงต้องบรรยายต่อ…

                “ตอนกูทำงานบาร์…กูก็เจอสภาพนี้…แขกขึ้นห้องกะกูแค่หนเดียว แล้วมันก็หายหน้าไปเลย  ไม่เคยมีใครออฟกูซ้ำ…”

                “ทำไม

                “มึงเนี่ยก็หล่อแต่ตัวจริงๆ” คนขายต้นไม้ขบกัดเบาๆ “ ก็ดอกพู่ระหงของกูมันเล็กน่ะสิวะ… ของมึงก็เหมือนกัน อย่านึกว่ากูไม่รู้ แม้มึงจะไม่เคยแก้ผ้าเต้นโชว์เหมือนไอ้แหว่งก็เถอะ…”

                ดาวเด่นแห่งซุปเปอร์บิ๊กคลับนั่งหน้าแดงก่ำด้วยความกระดาก…

                “แต่อย่างน้อยกูก็มีครั้งสองและสามบ้างนะโว้ย…” ระหงกลัวเสียหน้าจึงออกตัว…

                “นั่นเป็นเพราะมึงรูปหล่อน่ะสิไอ้โง่…” ไอ้จู๋ปาดอกไม้เหี่ยวๆใส่ “ ลองมึงผอมแห้งแถมขี้เหร่แบบกูสิ.. ใครเขาจะเอามึงเป็นครั้งที่สอง…”

                -ไม่มีทาง กูไม่มีทางที่จะเป็นอย่างมึงหรอกไอ้จู๋…-

                หนุ่มหล่อลั่นวาจานั้นในจิตใต้สำนึก  แม้อีกซีกหนึ่งจะยอมรับในคำกล่าวของเจ้าจู๋ ซึ่งเป็นสัจจะธรรม

                “มึงรู้มั้ยไอ้รูปหล่อ…แขกคนหนึ่งมันเคยบอกกูว่า  การที่มันมานอนกะพวกเรามันก็เหมือนการลงทุนอย่างหนึ่ง คงไม่มีนักลงทุนหน้าไหนที่เสียเงินแล้ว อยากได้สินค้าที่ด้อยคุณภาพกลับไป…”

                “แล้วคนพวกนั้นมันจะรู้ได้อย่างไร  ว่าของที่มันซื้อไปเป็นอย่างไร…”  ระหงยังพยายามค้านใจตนเอง

                “โธ่…ไอ้โง่เอ้ย…” เจ้าจู๋ถ่มน้ำลายรดไปในดงต้นไม้ “นั่นแหละคือการลงทุน มันก็ต้องมีการเสี่ยงกันบ้าง…ถ้าเสี่ยงแล้วไม่ได้เรื่อง ใครมันจะยอมขาดทุนซ้ำซากล่ะ…”             

 

. ไม้ดัดผลัดกันชม

เมื่อนิตยสาร “BIG GUY” ฉบับปฐมฤกษ์ออกวางแผง ดูเหมือนว่าหนังสือเล่มนั้นจะติดตลาดผู้อ่านซึ่งส่วนใหญ่เป็น “ชาวดอกไม้”

พร้อมกับชื่อ “คมสัน  ชาติระหง” นายแบบประจำฉบับก็ดัง “ติดตลาด” ไม่แพ้กัน…

ภาพที่ถูกตีพิมพ์นั้น “ปั่น”อารมณ์ผู้อ่านอย่างรุนแรง อย่างที่ไม่เคยมีปรากฏการณ์มาก่อนในวงการหนังสือ…

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้อ่าน เข้ามายังสำนักพิมพ์เป็นเข่งๆ

-นายแบบหล่อและเซ็กซี่มาก อยากให้ถ่ายในมุมมองที่วาบหวามกว่านี้หน่อย…

-น้อง คมสัน ชาติระหง หล่อและเซ็กซี่มาก แต่ทำไมเปลือยไม่หมดจด  ควรจะเปลื้อง กกน. ออกให้หมด

-ต้องการน้อง คมสัน ชาติระหง เป็นเพื่อนเที่ยว ยินดีจ่ายไม่อั้น

-ขอที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของนายแบบ คมสัน ชาติระหง เพื่อติดต่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว…

-อยากดูให้อิ่มตา  ขอให้ทางสำนักพิมพ์ BIG GUY ออกอัลบั้มเปลือยพิเศษ คมสัน ชาติระหง

- เขาคนนั้นเป็นใคร  เรียน หรือ ทำงานที่ไหน ? อยากเป็นผู้อุปการะ

-          ฯลฯ

-          ทำไม่ไม่มีภาพ “ลับเฉพาะ” ของคมสัน ชาติระหง จำหน่าย ?

 

 

“พี่เองก็ไม่อยากจะมาเซ้าซี้หรอกนะ  เธอเองก็เห็นว่าทางผู้อ่านเขาเรียกร้องกันมามากมาย…”

บก.นิตยสาร BIG GUY  พูดไปถอนใจไป ต่อหน้า ระหง หรือ

เวลานี้ถ้าจะเรียกให้ถูกคือ คมสัน ชาติระหงนายแบบ “นู๊ด”เนื้อหอมแห่ง วงการคนใหม่..

                “เรื่องอื่นๆน่ะไม่มีปัญหาหรอกครับ…ยกเว้น…”  ระหงอ้ำๆอึ้งๆ

                “เรื่องถ่ายภาพลับเฉพาะ

                นายแบบรูปหล่อพยักหน้า พลางว่า “พี่ก็ทราบนี่ฮะ…ว่ามันเป็นข้อตกลงตั้งแต่ผมเซ็นสัญญากับหนังสือ…”

                “หนุ่มน้อย…” บอกอหนุ่มเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาตบไหล่หลังพลางใช้วาจานุ่มนวล “ เธอต้องเข้าใจนะ ตอนนั้นน่ะ เรายังไม่รู้ว่าหนังสือจะไปได้รอดไหน  แต่ตอนนี้ผู้อ่านเริ่มชอบ และเรากำลังขายดี พี่น่ะยอมรับนะว่า หนังสือ BIG GUY เนี่ยเกิดก็เพราะเธอนะ ระหง…”

                “แล้วพี่จะให้ผมช่วยยังไงฮะ..” หนุ่มหล่อโอนอ่อนลงแต่ในน้ำเสียงยังเต็มไปด้วยความคิดหนัก…

                “ถ่ายอัลบั้ลพิเศษ  พร้อมลับเฉพาะให้พี่สักชุด..” นักหนังสือพิมพ์ตอบแน่นหนัก…

                ดาวซูเปอร์บิ๊กคลับ มองหน้าคู่สนทนา ในแววตานั้นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย    อีกฝ่ายต้องให้ข้อเสนอเพิ่ม

ข้อเสนอที่ทำให้นายแบบรูปงามต้องยกนิ้วมือขึ้นมาแบและนับ…

                “ค่าตัวเจ็ดหลัก ! พอใจมั้ย…คมสัน ชาติระหง”

 

               

                ข้อเสนอของนิตยสาร  BIG GUY  ทำให้ นายแบบหนุ่มหล่อนอนไม่หลับไปหลายคืน…

                แต่นั่น…มันก็ยังมิใช่ข้อสรุป ที่เขาจะตอบ “เยส” หรือ “โน”

                ปัญหาของเขามันอยู่เบื้องลึก  แต่ลึกแค่ไหนน่ะหรือ ?

                ก็ไม่ลึกนัก  แค่ในกางเกง ! ของเขาแค่นี้ !

                บนถนนของคน “ค้ากาม” มิใช่แต่เพียง  “รูปสวย” หรือ “รวยเสน่ห์” แต่เพียงนั้น… สิ่งที่ควรแอบซ่อนอยู่แต่ในกางเกง ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะออกสู่สาธารณะชน !

                แรกเข้ามาเป็น “ไม้ประดับ”  เขาก็เป็นไม้ต้นที่สะดุดตาที่สุด…

                เขาเป็น “เครื่องบำบัด” ซึ่งมี “เที่ยวบิน” สูงกว่าใครๆก็จริง…

                แต่…ผู้โดยสารประจำ “เที่ยวบิน”ของเขาก็น้อย ถ้าจะเปรียบกับ “ไอ้แหว่ง”  ซึ่งบัดนี้ มันกลับกลายไปเป็นไอ้แสวงคนใหม่ที่มีปากได้รูปสวยสม  จมูกโด่งได้ดังใจ  ดูจะโด่งเกินความ “จำเป็น”เสียด้วยซ้ำไป…

                เจ้าแสวง “เสริม”ทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกายของมันแบบไม่คิดชีวิต ผู้ชายค้ากามพวกนี้ไม่เคยคำนึงถึงผลกระทบใดๆ  นอกจากเรื่องใดที่จะ “กระทบ”ต่อ “รายได้” โดยตรงเท่านั้น…

                คมสัน  ชาติระหง  ในวันนี้เขาคือผู้ชายผู้สมบูรณ์ไปทั้งร่าง เขาช่าง “เซ็กซี่” ไปทั้งเนื้อทั้งตัว…

                หน้าตาคมสัน ดูจะเป็นสิ่งเดียวที่พ่อแม่มอบให้มาตั้งแต่เกิด ส่วนกล้ามเนื้อแน่นหนาน่าโลมไล้ที่แลเห็น ใครเลยจะรู้ว่ามันเกิดจาก “สารกระตุ้น” ที่เขา “ประโคม” ลงไปมิใช่น้อยๆเลย…

                แม้ท่วงท่า อันทรนงองอาจ ยามที่เขาเยื้องย่างไป เขารู้มันคือกล้ามเนื้อจอมปลอม   ซึ่งเมื่อขาดการกระตุ้นเมื่อไร ก็คงจะเหมือนลูกโป่งโดนปล่อยลมเมื่อนั้น…

                แต่…ไม่เพราะสิ่งนี้ดอกหรือ ที่มันทำให้ชีวิตอันธรรมดาๆของหนุ่มลูกทุ่งจากลำพูนคนนี้ กลายมาเป็นเทพบุตรในป่าคอนกรีต…

                จากไม้ประดับธรรมดาๆ พัฒนามาเป็น “ไม้ดัด” ที่แปลกตา…

                จากดาราเสาสแตนเลส  ก้าวมาสู่ ยอดดาราหน้าปก

                เขาก้าวมาไกลขนาดนี้แล้ว…และ…จะก้าวต่อไปอีกหรือเปล่า ?

 

มนุษย์ผู้ชายในสถานบริการ ก็เปรียบสมบัติผลัดกันชม…

                ที่นี่…ไม่มีรัก…ไม่มีพี่…ไม่มีน้อง…ไม่มีความผูกพันธ์ใดๆ

                ที่นี่…มีแต่ความปรารถนา ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมาควบคู่กับ “เงินตรา”

                ภาพลักษณ์ และ ภาพพจน์ของเด็กหนุ่มแต่ละคน   มักเป็นตัวบ่งชี้ “ราคา”อย่างช่วยไม้ได้…

                ไม่น่าแปลกอะไรที่ ชายหนุ่มนักโหนเสาสแตนเลส เกือบทุกคน มักจะมีความใฝ่ฝันคล้ายๆกัน…

                ฝันถึงแขกกระเป๋าหนักสักคน ที่จะมี “ปัญญา” อุปการะเขาสักระยะหนึ่ง ซึ่งนั่นก็หมายถึงการ “พักร้อน” ไม่ต้อง “ทำงาน”ไปชั่ววูบ…

                ฝันว่าได้ “ถ้วย” จากการประกวด “หนุ่มหล่อ” หรือ “ชายงาม”

                ฝันว่าได้มีโอกาส “ขึ้นปก” หนังสือนู๊ดเล่มดัง  สักครั้งก็ยังดี…

                เพราะนั่นก็หมายถึง “ค่าตัว” ของเขาคนนั้น ต้อง “ถีบตัว”สูงไปจากเดิม ในฐานะที่ ภาพลักษณ์เปลี่ยนไป หรือถ้าจะว่าให้ตรงประเด็นก็คือได้มีโอกาสโฆษณาตัวเองสักครั้ง…

                แน่นอนที่สุด การประชาสัมพันธ์ ย่อมหมายถึงการเพิ่มยอดขาย

และ ถ้ายอดความต้องการของลูกค้าเพิ่มขึ้น ราคาต่อหน่วยย่อมสูงขึ้นเป็นของธรรมดา…

                บางรายอาจโชคดี ก้าวล้ำไปอีกขั้น…

                มีโอกาสได้ออกทีวี เล่นหนัง เล่นละคอน เล่นมิวสิกฯ หรือถ่ายโฆษณา…

 นั่นหมายถึงได้เป็น “พรีเซนเตอร์” เพิ่มความแรงร้อนให้แก่ “สินค้า” ได้เป็นเท่าทวี…

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น ก็มิรู้ว่าจะต้องฝ่า “ด่านนรก” หรือ “ด่านสวรรค์” ไปอีกสักกี่ด่านต่อกี่ด่าน…

 

 

ในขณะที่ภาพพจน์ของ คมสัน  ชาติระหง นายแบบนู๊ด กำลังทวี “ความร้อน” ภาพพจน์ของซูเปอร์บิ๊กคลับ ก็พลอย “แรง”ตามกันไปติดๆ

เหมือน “อาหารจานเด็ด”ของภัตตาคารดัง ที่ลง “โปรโมท”ตามหน้านิตยสาร  ย่อมต้องเป็นที่ต้องการของ “ผู้อุดหนุน” ในช่วงนั้นๆ

“ลูกค้า” ร้อยทั้งร้อย ย่อมปรารถนาที่จะลิ้มลอง “จานเด็ด” จากภัตตาคาร “ซูเปอร์บิ๊ก” กันทั้งนั้น…

ไม่ว่ามันจะ “อร่อย” หรือไม่ก็ตามที !

อย่างไรซะ ผู้นิยม “จานเด็ด” แบบ “ไฟไหม้ฟาง” ก็คงจะไม่มีอะไรจีรัง  นอกจากใจใคร่ลิ้มลองไปวันๆ…

ไม่เหมือนกับ คุณหมอ “นิยม” คนนี้   เขาเป็นลูกค้าคนที่ไม่เคยกินอาหาร “ตามแฟชั่น” เหมือนคนลูกค้าคนอื่นๆเลย

เขากินก็เพราะ “พอใจ” ในอาหารจานนั้นๆที่มีรสชาติ “พึงมี พึงเป็น ไม่แสร้งเส”

เขารู้สึก “อร่อย” ได้ แม้อาหารจานนั้นๆมิได้โรยผงชูรสจนเลี่ยน และเอียนจนแทบสำลัก…

หรือใส่ “สีสัน” จนมองดูน่า “แสบไส้”

แต่อยากจะรู้นัก…ว่าลูกค้าอย่างคุณหมอนิยม จะมีสักกี่คนในโลกนี้..

 

 

“ตั้งแต่ได้ถ่ายแบบเป็นคนดัง ปล่อยให้พี่คอยนานเลยนะ…”

นายแพทย์นิยม “ลูกค้าประจำ” เพียงคนเดียวของระหง พูดจาค่อนขอด หลังจากที่นั่งรอ “คิว” เป็นคนที่๔สำหรับคืนนั้น พูดไปปลดกระดุมเชิ๊ตของเขาออกทีละเม็ดๆ  นัยตาหวานเชื่อมมองนายแบบหนุ่ม เหมือนมองนายระหงคนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน…

“พี่หมอชอบผมตรงไหนหรือฮะ…” หนุ่มรูปงามเอ่ยขึ้นเหมือนไม่ตั้งใจนัก  ว่าไปพลางก็ “จัดการ”การอาภรณ์ของตนเองไปพลางอย่างชาชิน…

“ชอบ…เพราะว่านายคือนายระหงไง” คุณหมอหนุ่มใหญ่ เคลื่อนกายที่เปลื้องเสื้อออก แล้วยื่นปลายจมูกเข้ามาจนใกล้  ลมหายใจผะผ่าวรดลงบนใบหน้าอันหล่อคมของอีกฝ่าย จนรู้สึกอุ่นวาบ…

ชั่วประเดี๋ยวเดี่ยว ริมฝีปากทั้งสองคู่ก็ประกบกัน ลิ้นอันเร่าร้อนของนายแพทย์หนุ่มก็ชำแรกแทรกลึกเข้าไป “ตรวจ” ภายในช่องปากของหนุ่มหล่ออย่างดูดดื่ม…

ด้วยอารมณ์พิศวาทบาดลึก…แม้ว่าปากบางคู่นี้ จะเคยถูก “ใครต่อใคร”จุมพิตมาจนนับครั้งไม้ถ้วน แต่คุณหมอก็มิได้คำนึงถึงหลักอนามัยแต่อย่างไรเลย ทั้งที่ควรจะเป็นเช่นนั้น…

ร่างหนึ่งรั้งให้อีกร่างหนึ่งเอนราบลงบนฟูกหนา บนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดของโรงแรมม่านรูดชั้นดีที่สุดเท่าที่ชายขายบริการจะมีโอกาสได้ “หลับนอน”กับ “แขก”

แอร์เย็นฉ่ำ แต่คนทั้งสองก็มิได้สะท้านกับสิ่งนั้น ทว่าคลื่นความร้อนที่ปะทุอยู่ในกายของนายแพทย์หนุ่ม ได้ถาโถมไซ้ซอนไปทั่วเรือนร่างของมนุษย์ผู้ชายที่นอน “พลีกาย”อยู่ตรงหน้า…

เรือนร่างเนียนสะอ้านหมดจดของนายแบบหนุ่ม เด่นชัดแม้ในแสงไฟสะลึมสะลือ เอวคอดกิ่วรับกับช่วงไหล่กว้าง ร่างนั้นนอนทอดกาย หลับตาเพราพริ้ม น่ารักน่าใคร่ดุจเด็กแรกเกิดก็ไม่ปาน  มันช่างจุดประกายปรารถนาในตัวคุณหมอให้ลุกโชน อิ่มเอมเหมือนอาหาร “จานโปรด”วางลงอยู่ตรงหน้ากระนั้น…

นายแพทย์หนุ่มใคร่ที่จะซุกจมูก ลงตรงทุกซอกทุกมุมของหลืบกายชายหนุ่มนามระหงคนนี้  เขาอยากจะดอมดมกลิ่นกายนี้ โดยมิได้นึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย…

เปลือกตา ยอดจมูก แล้วเลยไหลมาเคลียแก้ม และซอกคอ  ทรวงอกตันไปด้วยกล้ามเนื้อ ตรงยอดทรวงชวนให้ขบเม้ม   ตลอดจนซอกรักแร้สะอาดใสแซมด้วยขนเพียงรำไรนั่น…

หน้าท้องแบนราบ แม้จะไม่มีกล้ามเป็นลูกเป็นลอน แต่ก็ชวนให้ไฟในทรวงของคุณหมอแผ่ซ่านไปทั้งสรรพางค์กาย…

“….โอ…เทพบุตรของพี่….”  คุณหมอนิยมครางไม่เป็นศัพท์

“….พี่หมอครับ…”  หนุ่มหล่อร่างกระตุกน้อยๆ พลางจิกผมฝ่ายตรงข้ามเบาๆ เมื่อใบหน้านั้นคลอเคลียซุกไซ้ต่ำลงไปกว่าสะดือ…

“ฮืมม..” นายแพทย์หนุ่มหลับตาพริ้ม ทั้งยังคงปฏิบัติกามกิจต่อไปตามแต่ใจจะร่ำร้อง

“พี่ไม่รังเกียจผมหรือครับ…” เสียงของหนุ่มระหงแตกพร่า…

“รังเกียจ…” คุณหมอเงยหน้าขึ้นสบตา “รังเกียจอะไรครับ…”

“ก็…รังเกียจขนาดของผม…” เขาหลุดออกปากไป พร้อมกับเอามือกุมมันไว้

“ระหง…” คุณหมอนิยมปีนร่างขึ้นมากดทับ แล้วมองหน้าอันหล่อเหลานั้นจนเต็มตาอีกครั้ง “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกมิใช่หรือ…ที่เรานอนด้วยกัน…”

“ครับ…ผมรู้…แล้วพี่ก็เป็นแขกประจำเพียงคนเดียวของผม…”

แทนที่นายแบบเปลือยจะสบตาตอบ กลับหลับตาหงายแหงนขึ้นเพดานรอฟังเสียงคู่สนทนา…

“พี่มีอารมณ์กับนายก็ไม่ใช่เพราะเจ้าสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว…” คุณหมอพูดพร้อมกับ “กำ” ของสงวนของหนุ่มหล่อบีบเบาๆ

จริงอยู่แม้มันจะ “ไม่เต็มไม้เต็มมือ” แต่สำหรับคุณหมอนิยมคนนี้แล้วเล่า มันก็มิใช่ “ปัญหา”อะไรเลย…

“นายทำให้พี่มีความสุข…เท่านั้น…พี่ก็พอใจแล้ว…”

“มีพี่หมอเพียงคนเดียวที่พูดกะผมแบบนี้…” ชายหนุ่มใช้วาจาแน่นหนัก “ถ้าแขกทุกคนเป็นอย่างนี้ ผมคงไม่เดือดร้อนอะไร…”

“แล้วนายจะเดือดร้อนไปใย…” หมอนิยม ก้มลงไปตรงง่ามขาแล้วงับเจ้าโลกเรียวเล็กสีชมพูซึ่งเจ้าของไม่พึงปรารถนาเข้าไปจนเต็มปากเต็มคำ…

หนุ่มบริการรูปงามมอง ลีลาชิวหาพาสนุกของคุณหมอหนุ่มใหญ่ อาการที่เขากระทำโดยไม่นึกรังเกียจ ทะนุถนอมปรนเปรอมัน ราวกับว่า “เจ้าสิ่งนั้น”มันสลักสำคัญเสียหนักหนา…

“โอว……พี่ครับ…” อารมณ์ของนายแบบหนุ่มพลุ่งพล่าน

“เห็นไหม…นายไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย…” คุณหมอคู่ขาสัพยอก

ใช่สิ…เขายอมรับว่าอวัยวะส่วนนี้…ไม่ว่า “อัน”ไหนๆมันก็สร้างความสุขให้กับตนเองได้…

แต่…สำหรับ “ลูกค้า” สิ มันมิใช่เป็นเช่นนี้เสมอไป…

“พี่จะพิสูจน์ให้นายรู้ว่าขนาดน่ะไม่สำคัญที่จะสร้างความสุขสันต์”

ว่าแล้วคุณหมอหนุ่มใหญ่ก็พลิกร่างเปลือยเปล่าของตนเองล้มลงนอนคว่ำ  แล้วฉุดรั้งเรือนร่างอันงามสง่าของ “เครื่องบำบัดมีชีวิต” ขึ้นมาคร่อม…

และเมื่อหนทางสะดวกโยธิน  “ดอกพู่ระหง” ซึ่งบานได้ที่ของนายระหงก็พร้อมที่จะเข้าไป “ตรวจภายใน” ให้คุณหมอนิยมในทันที…

อารมณ์ของนายแพทย์หนุ่มกระเจิงกระเจิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อร่างอันกำยำหนาทมึนเบียดเสียดมาบนร่างของเขา…

อายอุ่นจากกายต่อกาย รสสัมผัสอันเย้ายวน และสิ่งเร้ารอบข้างอื่นๆ ก็นำเขาทะยานล่องไปสู่สรวงสวรรค์ได้…

สวรรค์ที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด…ที่จะต้องใช้  “คฑาวิเศษ” ขนาดใหญ่ยักษ์ ทะลุทะลวงเสมอไป…

“โอว……ระหง… นายนี่ยอดจริงๆ…”

นายแพทย์นิยม ครางระงมเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนจะบรรลุเกมกาม  ซึ่งนั่นก็ทำให้ “เครื่องบำบัดมีชีวิต” รู้สึกปลื้มไปด้วยอีกครั้ง…

 

และท่ามกลางอ้อมกอดของกันและกันในค่ำคืนนั้น…

“พี่หมอฮะ…พี่หมอเป็นหมอทำศัลยกรรมใช่ไหมฮะ…”  หนุ่มระหงอ้อนถามในขณะที่ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มซบอยู่กลางทรวง…

“ฮือม…ถามทำไม…”

“ผมอยากจะให้พี่ช่วยผม…” เสียงของเขาแผ่วเบาแต่จริงจัง

หมอนิยมเจาะลึกลงไปในแววตาคู่นั้น  ในมือกุมกำ “พู่ระหง”ดอกน้อย บีบเบาๆด้วยความอิ่มเอมใน “รสรัก”ที่เพิ่งจะผ่านเลย…

“อย่าบอกนะ…ว่านาย…อยากจะให้ฉันช่วยทำให้มันใหญ่ขึ้น…”

คมสัน ชาติระหง พยักหน้าช้าๆพร้อมใช้สายตา “วิงวอน”คุณหมอคู่ขา แทนคำตอบนั้น…

“ไม่…” นายแพทย์นิยมตอบเด็ดเดี่ยว พลางดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอน

“โธ่…พี่…นะครับ…” ชายหนุ่มคว้าข้อมือคุณหมอ “นึกว่าช่วยผมสักครั้ง แล้วจะให้ผมทำอะไรให้ผมก็ยอม…”

“นายกำลังจะขอร้องให้พี่เปลี่ยนสิ่งที่พี่รัก ให้กลายไปเป็นสิ่งที่พี่เกลียด…”  ศัลยแพทย์หนุ่มพูดสลับกับการกลืนน้ำลายลงคอไปอย่างยากเย็นเต็มที…

“แล้วพี่มาเป็นหมอศัลยกรรมได้ยังไงครับ  พี่ทนอยู่กับสิ่งที่พี่ไม่ชอบตลอดเวลางั้นหรือฮะ…” หนุ่มหล่อย้อน

“มันไม่เหมือนกัน…” คุณหมอนิยมกลับรู้สึกว่าน้ำลายมันฝืดคอขึ้นกว่าเก่า  “นั่นมัน…นั่นมันเป็นอาชีพ….”

“นี่มันก็สำคัญต่ออาชีพของผมนะครับ…” ระหงทำตาแดงๆเหมือนตั้งท่าจะร้องไห้ออกมา…

“พี่รู้…”  หมอนิยมตกอยู่ในห้วงอารมณ์ทั้งสงสารและอารมณ์อื่นซึ่งบรรยายไม่ถูกจริงๆ…

นายแบบหนุ่มนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ก่อนพูดเสียงอ่อยๆด้วยความน้อยใจ  “ใช่สิ…ผมมันก็ไอ้แค่เด็กขายตัว  พี่หมอไม่ต้องกลัวนะ ว่าผมจะให้พี่ทำให้ฟรีๆน่ะ…”

“ไม่ใช่อย่างงั้นนะ…” หนุ่มใหญ่ลูบหลังไหล่ปลอบโยน “นายฟังให้ดีๆนะ  พี่มีความจริงใจกับนายนะ  จึงอยากจะบอกกับนายนะว่า สิ่งที่นายกำลังจะให้มันเปลี่ยนไป  นายแน่ใจได้แค่ไหนว่ามันจะทำให้ชีวิตนายดีขึ้น เท่านี้นายก็ทำให้พี่มีความสุขนะ ระหง…”

“พี่ก็สุขอยู่คนเดียว…” ดารานู๊ดหน้าปก ผลุนผลันลงจากเตียงด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “ แล้วผมล่ะครับ…ผมต้องทนทุกข์อยู่คนเดียวงั้นหรือ..”

“พี่เป็นหมอนะครับ…เคยเห็นมาก็มาก  ว่าการทำศัลยกรรมส่วนนั้นน่ะ มันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย  นายจะไม่ปลอดภัยนะ…” คุณหมอพยายามย้ำถึงผลกระทบ แต่ดูฝ่ายนั้นไม่ใส่ใจเสียแล้ว…

“เอาล่ะๆ ไม่ก็ไม่…” ชายหนุ่มคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างลวกๆ หน้าตานั้นบอกอารมณ์ที่ไม่ปรกติเลย

อดีตดาราเสาสแตนเลส ซึ่งกลายมาเป็นนายแบบนู๊ดเนื้อหอม สวมรองเท้าแล้ว ไม่ลืมที่จะเดินมาหยิบ “ค่าตัว” ตรงหัวเตียง ก่อนจะเดิน

“หัวฟัดหัวเหวี่ยง”ออก ไปจากห้อง โดยแทบไม่ได้หันมาสบตาหรือร่ำลากับคุณหมอนิยมเสียด้วยซ้ำ…

 

. หนทางสู่ “ความตาย”

ไอ้จู๋บรรจงใช้ลวดพันก้านต้นข่อย แล้วดัดออกไปเป็นพุ่มๆ ตามใจอยากจะให้มันเป็น มันเป็นอีกวิชาที่มันได้มีโอกาสร่ำเรียนรู้ เมื่อละทิ้งงาน “ขายกาม” มาเป็น “ขายต้นไม้”

                มนุษย์เรานี่ก็แปลก ต้นไม้ก็อยู่ของมันดีๆ ก็ดันทุรังไปทำให้มันพิกลพิการ  อย่างบอนไซต้นจิ๋วนั่นก็ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในกระถางแคบๆ แต่กลับขายได้ราคาอย่างไม่น่าเชื่อ…

                ต้นข่อยดัด ก็ถือเป็นศิลปะที่นิยมกัน และมีมาแต่โบร่ำโบราณ  กิ่งก้านที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ กลับเป็นที่ชื่นชมสำหรับลูกค้าบางคนบางกลุ่ม…

                และที่น่าสังเกตุก็คือ ทั้งบอนไซ และ ไม้ดัด ดูจะเป็นที่นิยมเฉพาะในหมู่พวกเศรษฐีผู้ดีเก่าเสียเป็นส่วนใหญ่     ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ธุระหรือโกงการอะไรที่ คนเพาะต้นไม้ขายอย่างเจ้าจู๋ จะต้องไปเสาะหาสาเหตุความนิยมนั่น…

                “สวนพฤกษา” อันร่มรื่น ชายคลองบางขุนนนท์  วันนี้มันคือ “ที่ทำงาน” ซึ่งคนด้อยการศึกษาอย่างไอ้จู๋พอใจ  ตลอดสามปีที่ผ่านไป…

                เจ้าจู๋เคยคิดว่า ความสุขอันแท้จริงมันอยู่ที่ไหนกัน  อย่างน้อยที่สุดวันนี้ก็ได้รับรู้แล้วว่า การได้อยู่กับ “ธรรมชาติ” มันเป็นความสุขอันจีรัง

                มองลอดกอพู่ระหงที่เรียงรายอยู่รอบรั้ว   สีแดงสดใสบานสะพรั่งพรู ตัดกับใบเขียวสด  ถัดออกไปด้านนอกเป็นถนนคอนกรีตซึ่งมีรถราวิ่งกันขวักไขว่   ความวุ่นวายโกลาหลมันอยู่ห่างจากที่ตรงนี้ไม่เกินสองเมตร  แต่ตราบใดที่ยังมีแมกไม้ใบบังและงานทำที่นี่       หลังรั้วพู่ระหงนี่ก็ยังน่ารื่นรมย์กว่าที่ไหนๆ…

                “ไอ้ระหง…”  เจ้าจู๋วางมือจากกิ่งข่อยดัด เมื่อเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งแหวกรั้วพู่ระหงเข้ามา “นั่นมึง…ใช่ไหมวะ…”

                ผู้ดูแลสวน “พฤกษา” เพ่งพิศร่างนั้นอีกครั้ง มันแทบไม่เชื่อสายตาว่าชายท่าทางอิดโรย ผ่ายผอม แต่งกายปอนๆคนนี้ จะเป็นคนๆเดียวกับ คมสัน  ชาติระหง  นายแบบนู๊ดที่เคยมีคนคลั่งไคล้กันทั้งประเทศ  หรือ “ไอ้ระหง” ดาราเสาสแตนเลส แห่งซูเปอร์บิ๊กคลับอันลือลั่น…

                “ขอบใจ…ที่ยังจำกูได้”  อดีตดาวดังแห่งพัฒน์พงศ์ เอ่ยเสียงแหบพร่าหลังจากยกขันน้ำฝนเย็นฉ่ำ จากมือชาวสวนซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมงานขึ้นดื่ม  กลิ่นสุราคละคลุ้งออกมาจากร่างกายนั้น…

                เจ้าจู๋นึกไม่ออกว่าจะเริ่มสนทนาจากตรงไหน  ภาพลักษณ์ของหนุ่มน้อยแสนเสน่ห์แห่งบาร์ซูเปอร์บิ๊ก มันแห้งเหือดไปไหนกันหมด ?  เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตที่เคยโลดแล่นของชายหนุ่มผู้นี้หรือ…

                คำถามเป็นร้อยๆข้อผุดขึ้นกลางใจของเจ้าจู๋  แต่มันก็ยังคงตกอยู่ในความ “ตะลึง” อยู่อย่างนั้น  จะพูดอะไรก็พูดไม่ออก…

                “กูมันโลภเอง…”  น้ำเสียงนั้นสั่นเทาพอๆกับมือที่คีบบุหรี่ แล้วอัดควันเข้าไปเต็มปอด  “ มึงคิดดูสิไอ้จู๋  เงินตั้งล้านนึง    ใครจะไม่อยากได้วะ  เป็นมึงมึงจะทำยังไง…”

                “เงินค่าอะไรตั้งล้านนึง”  ผู้จัดการสวนพฤกษายังไม่กระจ่างใจ

                “ค่าแก้ผ้าถ่ายรูปลับโชว์ค-…” นายระหงเล่าเสียงซึมๆ ความผิดหวังอย่างแรงประดังเข้ามาอีก  “ก็ไอ้หนังสือบ้านั่นแหละ…มันทำกูพัง”

                “เขาไม่จ่ายมึงเหรอ…”  ไอ้จู๋คาดเดาเพราะยังงงๆ

                “จ่ายพ่อมึงสิ…มันเทสหน้ากล้องแล้ว กลับมาบอกกูว่า รูปกูไม่สวย ไม่น่าดู…แม่ง…มันอ้างเหตุผลล้านแปด เพื่อที่จะไม่เอากูถ่าย” อดีตหนุ่มหล่อเล่าไปโดยมีความเครียดคละเคล้าไปด้วย…

                “ทำไม…” เจ้าจู๋เกิดคำถามขึ้นในใจ  ก็ในเมื่อนายแบบหนุ่มผู้นี้เคยเป็นที่ต้องการของผู้อ่านมิใช่ดอกหรือ   แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นมันคืออะไร?

                ร่างกายที่เคยล่ำสัน ซูบโทรมลงถนัดตา หรือ “ต้นไม้”ต้นนี้จะว่างเว้นจาก “ปุ๋ยเคมี”ที่เคย “อัดฉีด”อยู่เป็นประจำ…

                สองแขนที่เคยล่ำสันของชายหนุ่มตรงหน้า  มันเคยเป็นแขนที่เร้าอารมณ์ผู้ชม ยามที่เขาห้อยโหนอยู่บนเวที  บัดนี้มันกำลังยกขึ้นกุมขมับ ขมับของชายหนุ่มผู้ที่เคยมีผิวพรรณผ่องใสน่าโลมลูบ บัดนี้มันกลับดูแห้งแล้งไม่ตึงเต่งเหมือนดังก่อนเสียแล้วหรือนี่…

                ผมเผ้าที่เคยหวีเรียบ ถูกปล่อยให้แห้งแตกไร้การเอาใจใส่  นัยตาที่เคยฉ่ำชื่นด้วยน้ำหล่อเลี้ยง บัดนี้มันกลับหมองหม่น ดุจดวงตาหมาจรจัดไร้ที่พึ่ง และกำลังโหยหิว…

                เจ้าจู๋ตัดกล้วยน้ำว้าที่จวนสุกงอมลงจากต้น และวางลงตรงหน้าอดีตเพื่อนร่วมสำนัก “นายโลม”

                อดีตดาราประจำซูเปอร์บิ๊กคลับ ที่เคยโดน “หิ้ว” คืนละไม่ต่ำกว่าสี่ห้าครั้ง  กลายมาเป็นชายตกงานผู้โหยหิว   เขาปอกกล้วยน้ำว้าใส่ปากราวกับว่ามันเป็นอาหารรสเลิศจากภัตตาคารหรู      อาหารที่เคย “อ้อน”ให้ “แขก”สั่งให้กินเมื่อมีโอกาสเหมาะๆ…

                “ไอ้แหว่งล่ะ…มันเป็นไง…”  เจ้าจู๋โยงไปถึงเพื่อนเก่าชาวโคราช

                ระหงแค่นหัวเราะก่อนเล่า… “ ปากมันไม่แหว่งแล้วนะโว้ย…แต่จมูกมันสิเปลี่ยนไปเป็นโหว่แทน…”

                “ก็มันทำดั้งจนโด่งแล้วไม่ใช่หรือ…”

                “ใช่…มันทำแล้วก็แก้ดั้งใหม่ไปสามหน แม่ง…ก็ไม่พอใจสักที…พอหนสุดท้ายมันเกิดติดเชื้อ  ต้องรักษาอยู่ตั้งนาน  ตอนนี้มึงไปดูสิ จมูกโหว่ควายรอดได้ตั้งสามตัว…ถุย…”

                คู่สนทนาทั้งสองตกอยู่ในบรรยากาศที่ไม่รู้ว่าจะขำให้กลิ้ง หรือจะอยู่ในอารมณ์ไหนดีถึงจะเหมาะ…

                “ก็เพราะไอ้สัตว์แหว่งนี่แหละ…กูถึงต้องมาเป็นแบบนี้…”  ระหงเปลี่ยนอารมณ์เป็นกร้าวร้าว  นัยตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราดุดัน “กูไม่ได้ถ่ายแบบ แถมชวดเงินล้านก็เพราะเชื่อมัน…”

                เจ้าจู๋ตั้งอกตั้งใจฟังไป  รู้สึกหดหู่ไป…

                “มันยุให้กูไปฉีดซีลีโคนเพื่อให้ค-ยใหญ่ขึ้น…หมอที่มันพาไปก็หมอเถื่อนชัดๆ…”

                นักขายต้นไม้ฟังเรื่องเล่าไปพลางก็คิดในใจพลาง  เรื่องนี้มันเป็น “ความผิด”ของใครกันแน่…

                ผิดที่ไอ้แหว่งมันยุ…ผิดที่ไอ้ระหงมันอยากเอง…หรือหมอเถื่อนเป็นคนผิด ?

                “แล้วหมอนิยม ขาประจำมึงล่ะ…”

                “ไอ้หมอนั่นก็เหมือนกัน…ก็เพราะมันไม่ยอมช่วยกู…กูถึงต้องมาตกนรกทั้งเป็นแบบนี้…”       เสียงนั้นคิดแค้นผู้ที่เอ่ยถึง น้ำตาของนายระหงไหลพรากแบบชนิดกลั้นไม่อยู่…

                ภาพสุดท้าย ระหว่างเขากับนายแพทย์หนุ่มใหญ่ ปรากฏขึ้นมาในความคำนึงอีกครั้ง…

ภาพสีหน้าของคุณหมอนิยมภาพนั้นยังจำได้ติดตา ภาพที่เขาแสดงอาการ “ขยะแขยง” อวัยวะที่ผ่านการ “เสริม” ตรงหว่างขา นั้นมันสร้างความ “ปวดร้าว” ให้แก่หนุ่มหล่อยิ่งนัก

และนับจากคืนนั้น “ขาประจำ”เพียงคนเดียวในชีวิตของคมสัน  ชาติระหง ก็ต้องหลุดลอยจากไป…

ศัลยแพทย์ ผู้ซึ่งไม่ “นิยม” งานศัลยกรรมบนเรือนร่างของ คู่ขา ยอมรับว่า “ดอกพู่ระหง” ดอกที่เคยน่ารัก สดสวย ดอกนั้น    แม้มันจะไม่มโหฬารพันลึก  บัดนี้มันกลายสภาพไปเป็นสัตว์ประหลาดจากต่างดาว  อสูรกายตรงหว่างขา ผู้น่า “ขนลุกขนพอง”

หนุ่มหล่อเสน่ห์แรงผู้ที่เคยมี “อาวุธลับ” เล็กไปสักนิด แม้เป็น “ดอกพู่ระหง” ที่บานได้เพียงข้ามคืนเดียว   บัดนี้มันกลับกลายมาเป็นดอกบัวที่โดนเด็ดก่อนกำหนด  จำต้องบวมเป่งอยู่อย่างนั้นโดยไม่มีโอกาสบาน  จนกว่าจะแห้งตายไปเอง…

ก็เพราะดอกไม้อุบาทว์ดอกนี้นั่นเชียว ที่นิตยสาร BIG GUY ก็ไม่เปิดโอกาสให้ตีพิมพ์สู่สาธารณชน  อันเป็นเหตุทำให้ เงินล้านหลุดผล็อยไป…

“กูกำลังจะพิการ…”  อดีตดาวดังแห่งถนนคนค้ากามพูดเหมือนหมดอาลัยในชีวิต  บ่อน้ำตาล้นเอ่อคลอเบ้า แล้วค่อยๆไหลรินลงอาบแก้มที่เคยเป็นแก้มของเด็กหนุ่มหน้าใสเมื่อสามปีก่อน…

“มึงจะให้กูช่วยอะไรมึงได้บ้างวะ…ไอ้ระหง…”  ไอ้จู๋ปลอบโยน เวลานี้ มันมีความรู้สึกเหมือนกำลังจะกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์

“ช่วยให้กูตายเร็วๆ”  อตีดหนุ่มรูปงามพูดเรื่อยเปื่อย  มันเป็นคำพูดที่ทำให้อีกฝ่ายตีความไม่ออกว่าจริงหรือเล่น…

“บ้าน่า…”  ผู้ดูแลสวนพฤกษาตบบ่าเพื่อนดังพลั่ก “ ปัญหาย่อมมีทางออกเสมอน่าเพื่อน…”

“แต่สำหรับกูไม่มีอีกแล้ว…กูเป็นดอกไม้ที่บานได้เพียงหนเดียว จำไม่ได้หรือมึงเคยบอกว่ากูเป็นดอกพู่ระหง  กูกำลังจะสูญเสียอวัยวะที่กูเคยใช้ทำมาหากิน…” ครั้งนี้อดีตหนุ่มหล่อพูดเหมือนราวกับว่าเสียดายดอกพู่ระหงดอกเดิม  ดอกที่เขาไม่เคยปลื้มกับมันเลยตั้งแต่พ่อให้มา…

“มือไง…แล้วนี่ก็ตีน…” ไอ้จู๋ ยกอวัยวะที่มันกล่าวขึ้นมา “ใครๆเขาก็ใช้มือและตีนทำงานกันทั้งนั้น  หัวไง…สมองก็มีจะกลัวอะไรวะ”

“แต่กูไม่มีสมอง…กูมันโง่…ไอ้จู๋มึงได้ยินไหม…กูมันโง่…”

ความกดดันทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับคำสบถนั้น…

น้ำตาของผู้ชายที่ชื่อนายระหง ไหลอาบชื้นลงบนไหล่ของเจ้าจู๋ ซึ่งบัดนี้กลายมาเป็น “ผู้ปลอบประโลม”ตัวจริง…

ความมืดกลืนเก็บรั้วพู่ระหง ดอกบานสะพรั่งหุบหายไป…
ผู้ชายสองคนที่มีชีวิต คล้ายดอกพู่ระหง ซุกกายอยู่ตรงนั้น…

เสียงสะอื้นกลืนหายไปกับสายลมยามค่ำ…

รอพรุ่งนี้เถอะ…แม้ดอกเก่ามันจะหมดโอกาสบาน…

อย่างไรซะ…ธรรมชาติก็ยังเปิดโอกาสสำหรับดอกใหม่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน…

จบบริบูรณ์