พลังรักพลังชีพ

(เสน่ห์-เล่ห์-กล คน 2200)

ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม  เขียน       

เพลงประกอบ "ฉันเป็นของเธอ" ทำนองและคำร้องโดย พยงค์ มุกดา

Hit Counter

 

                                                                พลังรักไม่รู้ดับ

 

            “คุณภูมิ……ผมรักคุณ…อย่าทิ้งผมไป…”

            เสียงโหยหวนนั้น…แฝงไว้ด้วยความจงรักภักดีเป็นล้นพ้น…                          

            ภาพของชายหนุ่มหน้าตาคมสัน ที่โผล่พ้นคุ้งน้ำเพียงครึ่งตัวรำพัน พร้อมกับโบกมือโหยหาชายหนุ่มผู้ที่กำลังว่ายน้ำหนีไปอีกฟากฝั่งของลำธาร…       

            เสียงร่ำเรียกนั้นกำลังอ่อนแรงลงเหมือนเสียงคลื่นวิทยุที่ปรับไม่ตรงจุด เขากำลังจะจมน้ำตายลงไปต่อหน้าของภูมิ พลาดล กระนั้นหรือ…

            “ พลังชีพ…โธ่…”  ภูมิคร่ำครวญถึงชื่อเขา รู้สึกใจหาย  และสำนึกผิด… “รออยู่ที่นั่นนะ…ฉันจะไปช่วยนายเดี๋ยวนี้ อดทนไว้นะที่รัก…” ว่าแล้วก็ผลุนผลันจะว่ายน้ำไปหาร่างที่กำลังจะจมหายไปในกระแสน้ำ…

            “คุณจะบ้าหรือภูมิ…”  เมฆา ฉุดแขนของภูมิไว้ได้ทัน “คุณไม่เห็นรึว่า…มันกำลังบ้าคลั่ง…มันจะฆ่าคุณนะภูมิ…”

            “คุณนั่นแหละบ้า…ปล่อยผมนะ…ผมจะต้องช่วยเขา…” ภูมิพยายามสลัดแขนให้หลุดจากเหนี่ยวรั้ง “คุณมันบ้า…เขาช่วยตัวเองไม่ได้…จะปล่อยให้เขาตายไปต่อหน้าต่อตาเลยหรือ…”

            “แต่…มันไม่ใช่คน” เมฆาส่งเสียงกร้าว

            “มึงนั่นแหละ…” ภูมิแข็งใส่เขาบ้าง “ เป็นคนแต่ไม่มีหัวใจเลยสักนิดเดียว…” ว่าแล้วภูมิก็ตะบันหน้าเขาด้วยหมัดอีกข้างจนฝ่ายนั้นเซถลาไป ภูมิจึงได้หลุดจากการเกาะกุม แล้วรีบเผ่นโผต้านกระแสน้ำไปยังตรงข้าม…

            “ภูมิ…อย่า.คุณ.อย่าไป…มันอันตรายนะ…” เมฆาร้องห้ามพลางเอามือคลำปากที่อาบไปด้วยเลือดแดงฉาน  ล้มพับไปที่ชายฝั่งอย่างเหนื่อยอ่อน…

            “พลังชีพ…นายอย่าเพิ่งเป็นไรไปนะ…”  ภูมิคร่ำครวญขณะที่ลากร่างของพลังชีพขึ้นมาบนฝั่งน้ำ  ร่างเปียกปอนนั้นนอนแน่นิ่งเหมือนโดนไฟดูด เสียงครืดคราดดังเวียนวนอยู่ภายในร่างที่สูงสง่า กลิ่นไหม้เหมือนสายไฟฟ้าช๊อตกรุ่นออกมาจากปากเขาเมื่อภูมิก้มลงไปจูบ… “ฉันรักนายนะ…ฉันรักนาย…ได้ยินมั้ย…” ภูมิน้ำตาเอ่อด้วยความอาลัย…

            “ผมก็รักคุณ…ผมผิดหรือที่รักคุณ…”  ร่างที่นอนราบอยู่บนตักภูมิ ครวญเสียงแตกพร่าจนแทบจะไม่ได้ยิน…

            “ไม่…นายไม่ผิด  ฉันผิดเอง…” ภูมิบอกพร้อมกับหลั่งน้ำตารดลงไปบนหน้าอันหล่อคมสันที่ในเวลานี้แน่นิ่งไม่ไหวติง แววตาที่เคยมีประกายเหมือนมนุษย์ผู้ชายแสนเสน่ห์ตอนนี้กลับเหลือเพียงจุดแดงๆเล็กเท่าหัวไม้ขีด…

            “ผม-รัก-คุณ-นะ…”  เสียงแตกพร่าพอจะจับข้อความได้ เล็ดลอดออกมาจากปากของร่างนั้น เกือบจะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่จุดแดงในดวงตาค่อยๆหรี่ลิบ…และดับสนิทลงไปในที่สุด…

            …เขาดับไปแล้ว…แต่ “ความรัก” ที่มั่นคงในจิตสำนึกนี้…ไม่มีวันดับสลาย…

 

 

                                    พลังดลใจให้ปรารถนา

ภายในห้องโถงของสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ…

            “มาขอพบ ด๊อกเตอร์บุญบันดาลครับ   ผมนัดไว้วันนี้ตอนบ่ายโมงตรง…” 

            ชายหนุ่มร่างสันทัดมาดดี แต่งกายสุภาพ ยื่นนามบัตรแนะนำตัวที่เคาเตอร์ประชาสัมพันธ์…

            “สักครู่นะคะ…”  สาวหน้าเคาเตอร์บอกพร้อมโปรยยิ้มหวานแอร่มให้หนุ่มหล่อ “ทานโทษนะคะ…กรุณามายืนตรงนี้ค่ะ…”

            “ครับ…” ชายหนุ่มเข้าไปยืนหน้าเคาเตอร์ตรงที่เป็นจุดติดตั้งสแกนเนอร์ ตามที่หล่อนประสงค์…

            พนักงานสาวใช้นิ้วมือจิ้มคีบอร์ดอย่างแคล่วคล่อง  สักครู่…เธอส่งสัญญาณลับอะไรบางอย่างเข้าไปในเฮดโฟนที่สวมอยู่ หลังจากนั้นจึงหันมายิ้มสดใสอีกที ก่อนจะร่ายยายเป็นหางว่าวกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า…

            “คุณคือ…คุณภูมิ  พลังชัย   หรือคุณภูมิ  พลาดล  นักเขียนนวนิยายชื่อดัง  เกิดเมื่อ พ.. ๒๖๗๖      วันศุกร์       เวลาตกฟาก ๑๘.๐๘ น.  อายุ  ๒๘ ปี   ส่วนสูง  ๑๗๔  เซนติเมตร  น้ำหนัก  ๖๑ กิโลกรัม  คุณพ่อชื่อ นายพีระ   ส่วนชื่อคุณแม่ไม่ปรากฏค่ะ  ในนี้บอกแต่เพียงว่า…คุณเกิดจากสเปิร์มของนายพีระผสมกับไข่ในหลอดทดลองค่ะ…”

            “ครับๆผมรู้…”  ภูมิรีบตัดบท แถมเสริมให้อีกหน่อย “ แล้วจากนั้นคุณพ่อก็เป็นผู้คลอดผมออกมาเองครับ เพราะไข่ถูกนำไปฝังไว้ในช่องท้องของพ่อผมเองครับ…”

            “เหรอคะ…”  หล่อนส่งเสียงแหลมใส  “เออ…แล้วยังมีข้อมูลต่ออีกนะคะ…ในนี้บอกว่าคุณยังเป็นโสดสนิทไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน   ชอบสีม่วงอมชมพู  ชอบทานอะไรบ้างก็บอกไว้นะคะคุณ…แม้กระทั่งรสนิยมทางเพศ…เอ่อ…”

            “พอเถอะครับ…”  ภูมิรีบเบรคปากหล่อนไว้แค่นั้น “ผมทราบว่าในยุคนี้ทุกอย่างล้วนไม่เป็นความลับอีกต่อไป  แต่ผมเกรงว่ามันจะทำให้เสียเวลาในการมาติดต่อราชการของผมนะครับคุณ…”

            “ ค่ะๆ”  หล่อนจีบปากรับคำ  “ขอประทานโทษด้วยนะคะ…คือว่ามันเป็นหน้าที่ที่เดี๊ยนจะต้องสาธยายข้อมูลทั้งหมดให้ผู้มาติดต่อทราบก่อนเข้าไปภายในค่ะ…อ้า…ด๊อกเตอร์บุญบันดาลท่านพร้อมแล้วค่ะขอเชิญคุณภูมิที่ลิฟท์หมายเลข ๗๕ เลยค่ะ…”

            ภูมิ  พลาดล  ก้าวเข้าไปในลิฟท์แก้วสวยใส มองเห็นแจ่มไปทั้งอาณาบริเวณสถาบันอันยิ่งใหญ่  เพดานแก้วเจียระไนดูอ่อนโยนแต่แข็งแกร่ง  แสงแดดจากภายนอกส่องทั่วถึงทุกซอกของตัวอาคาร  ในนี้ถ้าสังเกตุไปรอบๆจะไม่ค่อยมีดวงไฟประดับเลย มีเฉพาะเท่าที่จำเป็น  แดดนั้นสว่างพอดีๆ แต่ไม่ร้อนเลยสักนิด  เพราะพลังจากแสงถูกเปลี่ยนเป็นระบบความเย็นโดยอัตโนมัติ  และยังจะเก็บเป็นพลังแสงไว้ไช้ในยามราตรีอีกด้วย…

            ชั่วอึดใจ…ลิฟท์นุ่มๆตัวนี้ก็พาชายหนุ่มทะยานไปสู่ชั้นที่ ๕๑๘   โดยที่ไม่ทำให้หูของเขาอึงอื้อเลยแม้แต่น้อย  แหมมันช่างล้ำสมัยและทันใจดีเหลือเกิน  แต่ถึงอาคารจะเสียดฟ้าถลาลมขนาดไหนก็ไม่ค่อยได้เห็นทิวทัศน์อันงามงดของกรุงเทพฯในปีพ.. ๒๗๐๔ นี้สักเท่าไรเลย  เพราะอาคารข้างเคียงอื่นๆก็เสียดแทงขึ้นมาแข่งรัศมีกันอยู่เนืองแน่น…

            ทัศนียภาพที่เห็นนั้นก็จะมีแต่เพียงยานพาหนะส่วนบุคคลของเหล่าผู้ดีมีเงินที่โบยบินร่อนถลาอยู่เกลื่อนไปหมด ต่ำลงไปอีกระดับก็จะแลเห็นทางรถกระเช้าที่ผู้โดยสารอีกระดับชั้นสามารถเดินทางจากตึกหนึ่งไปอีกตึกหนึ่งได้อย่างสะดวก…

“ ถนน”เป็นคำที่คนกรุงในยุคใหม่เกือบลืมความหมายไปแล้ว เนื่องจากกรุงเทพเมืองฟ้าอมรเวลานี้ กลายเป็นเวนิสตะวันออกอย่างแท้จริง พื้นดินส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ อาคารต่างๆมักจะมีรากฐานสูงเทียบเท่าอาคารยี่สิบชั้นของยุคก่อนๆ…

            ประตูลิฟท์แก้วเลื่อน…ชายหนุ่มก้าวออกมามองซ้ายขวา…

            “สวัสดีครับ…”  ภูมิยกมือไหว้ ชายท่าทางภูมิฐานที่ยืนรอท่าอยู่ “ท่านคือด็อกเตอร์บุญบันดาล…?”

            “มิได้ครับ…เธอรอคุณอยู่ด้านในครับ…” ชายคนนั้นตอบเก้อๆ

            “เธอ…ท่านเป็นผู้หญิงหรือครับผม…”  ภูมิรู้สึกฉงนฉงาย

            “ขอรับ…” ชายหน้าห้องบอก “ท่านเป็นผู้หญิงขอรับ…คุณไม่เคยรู้จักท่านหรือท่านออกจะดังไปทั่วโลก  ด็อกเตอร์บุญบันดาล  เบิกบานจิตไงครับ  อดีตนักเรียนทุนสหรัฐ   เธอเคยทำงานใหญ่ๆให้กับองค์การนาซ่าอยู่ตั้งหลายปี  เพิ่งจะกลับมารับใช้เมืองไทยไม่กี่เดือนนี้เองขอรับ…”    

 

 

ภูมิพลังแห่งชีวิต

ด็อกเตอร์บุญบันดาล นั่งซดกาแฟอยู่ที่โต๊ะทำงาน นอกจากเพศของบุคคลผู้นี้จะไม่ตรงตามที่ภูมิ  พลาดล ได้จินตนาการเอาไว้แต่แรกแล้ว  บุคคลิกโดยรวมก็พลิกผันไปจากที่คาดเดาไว้เป็นอย่างยิ่ง…

            ด็อกเตอร์สาวในชุดเปรี้ยวทันสมัย จนมะดันดองยังต้องหลบ หล่อนนั่งไขว่ห้างยกถ้วยกาแฟด้วยมาดอันแสนเท่ เสื้อแขนกุดคว้านลึกถึงทรวงล้น กระโปรงสีปีกแมงทับสั้นเต่อเผยให้เห็นขาอ่อนรำไร  เธอยิ้มให้ภูมิ  พลาดล อย่างสุภาพพร้อมกับยืนต้อนรับเขาอย่างเป็นกันเอง…

            “ยินดีต้อนรับค่ะ…คุณภูมิ  พลาดล นักเขียนมือทอง ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย”

            “เช่นกันครับ…”

            “กาแฟสักถ้วยนะคะ…”  หล่อนเชื้อเชิญให้ชายหนุ่มนั่งตรงโซฟาน้ำนุ่มนิ่ม พร้อมกับกดปุ่มที่ตู้ชงกาแฟอัตโนมัติ  สักสามวินาที กาแฟหอมกรุ่นก็พร้อมดื่มได้รสชาติตามที่ผู้มาเยือนต้องการ หล่อนส่งให้ชายหนุ่มแล้วนั่งลงสนทนาที่ด้านตรงข้าม…

            “คุณคงผ่านการสัมภาษณ์มาบ้างแล้ว จากทางอินเตอร์เน็ต…”  หล่อนเข้าเรื่อง

            “ผมยื่นเรื่องนี้มาปีกว่า…แต่ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ก็เลยมาติดตามเรื่องน่ะครับ…พอดีท่านด็อกเตอร์ประสพโชค เจ้านายเก่าผมเขาแนะนำให้เข้ามาปรึกษากับท่าน…เอ้ยกับคุณดูครับ..”  นักเขียนมือทองรีบเปลี่ยนสรรพนามเสียใหม่เพื่อให้เหมาะกับบุคคลิกของคู่สนทนา “เพราะเห็นว่าทางคุณเชี่ยวชาญและรับผิดชอบงานในด้านนี้อยู่แล้ว…คงจะสะดวกหน่อย…”

            “ในเคสของคุณภูมิ เนี่ย…”  หล่อนจีบปากว่า  “ ทางสถาบันแห่งชาติเรากับทางสหรัฐเคยนำเข้าที่ประชุมทางไกลกันสักสองรอบแล้วนะคะ…ทุกฝ่ายลงความเห็นว่าคุณอยู่ในเกณฑ์ที่น่าจะมีสิทธิเป็นเจ้าของ  PL.2161 ได้  แต่ราคามันจะดุเดือดหน่อยนะคะ…”

            “เรื่องราคาไม่เป็นปัญหาสำหรับผมครับ  ผมตั้งใจเจียดเงินจากกองมรดกไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะแล้ว…”

            “จริงค่ะราคาน่ะไม่สำคัญ…สำคัญที่สุดคือระหว่างนี้คุณภูมิยังต้องผ่านการวิเคราะห์จากคณะกรรมการอีกหลายรอบ  ถ้าจะว่ากันตามขั้นตอนจริงๆกว่าจะเสร็จสิ้นสมใจก็อีกเป็นปีนั่นแหละค่ะ…เพราะรุ่น PL.2161 เนี่ยเป็นรุ่นที่หากตกไปอยู่ในมือผู้ที่ไม่ประสงค์ดีแล้วอาจจะเป็นภัยได้   ดังนั้นจึงต้องกลั่นกรองผู้ที่จะมาเป็นเจ้าของกันหน่อย”  ด็อกเตอร์สาวยิ้มกริ่มแบบมีเลสนัย “แต่…เอาเถอะดิชั้นเห็นใจ  จะพยายามช่วยให้เร็วที่สุดนะคะ…”

            “ขอบคุณครับ…”  นักเขียนหนุ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้างหลังจากที่ไม่ค่อยมั่นใจในตอนต้นๆ

            “นึกยังไงคะ…ถึงจะหันหลังให้กับการงานในเมืองหลวง  แล้วไปเป็นชาวไร่เขียนหนังสืออยู่ในป่าน่ะ…”

            “คุณทราบ…”  ชายหนุ่มฉงนเล็กน้อย

            “โถ…ดิฉันทราบตั้งแต่คุณยังไม่เดินเข้ามาในห้องนี้แล้ว…” หล่อนตีสีหน้าแจ่มใส “ ข้อมูลในตัวคุณทั้งหมดถูกเก็บบันทึกไว้ไม่มีตกหล่น…”

            “งั้นคุณก็ทราบแล้วว่าทำไมผมถึงต้องลาออกจากงาน แล้วไปอยู่ป่าตามลำพัง…”

            “คุณน่ะอ่อนไหวเสียจริงนะคะ พ่อนักประพันธ์รูปหล่อ…” ด็อกเตอร์สาวเย้า “กะอีแค่แฟนวิศวกรหนุ่มหล่อทิ้งไปมีคนใหม่ก็ทำเป็นงอนไปด้าย…” หล่อนพูดจบก็ทำตาปริบๆลุ้นคู่สนทนาว่าจะโต้ตอบเช่นไร…

            “คือ…คือผม…” ภูมิรู้สึกเก้อเขิน แต่ก็ต้องพูดไปตามจริง เพราะนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจที่เขามาทำในวันนี้.. “ ผมทำใจไม่ได้จริงๆครับ…ผมรักเขามาก…รักมากจนถึงขนาดว่า ผมกล้าพูดได้ว่าผมคงไม่ไปมีใครอีกแล้ว…ถ้าคนๆนั้นไม่รักเราจริง ผมยอมอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิตยังจะดีกว่า…”

            “ดิฉันเข้าใจคุณภูมิดีค่ะในกรณีนี้…”  ด็อกเตอร์บุญบันดาลปลอบโยนเมื่อภูมิ พลาดลเริ่มเครียดเล็กๆ “ ดิฉันก็เคยประสพกับความรู้สึกคล้ายๆกับคุณอยู่เหมือนกัน ดิฉันถึงเข้าใจและพยายามหาทางช่วยคุณอยู่ไงคะ…” หล่อนกลืนน้ำลายอันแสนฝืดลงคอแล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบตามไปก่อนพูดต่อ… “ รู้มั้ยคะคุณภูมิ พลาดล  กว่าที่ดิชั้นจะประสพความสำเร็จมาจนทุกวันนี้ ก็ต้องฝ่าฟันอะไรหลายๆอย่างมาอย่างโชกโชนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เรื่องความรักหรอกนะคะ  เพราะในชีวิตดิฉันไม่เคยรักใครเลย…” หล่อนหยุดคิดหน่อยนึง ก่อนจะว่าต่อ “นอกจากแม่กะพ่อ…”

            “แล้วคุณต่อสู้ฝ่าฟันกับอะไรล่ะครับ…” ภูมิชักสน

            “ตอนที่ดิชั้นยังเป็นวัยรุ่นน่ะ…สิ่งที่ชั้นกลัวมากที่สุดก็คือการตกงาน  ยุคนี้น่ะต่อให้ความรู้ท่วมหัว แต่ไม่มีดีกรีสูงๆล่ะก็  อย่าหวังว่าจะได้งานทำเลย…”

            “แล้วคุณหนักใจในเรื่องไหนหรือครับ…”  ชายหนุ่มจี้คำถามต่อ  “เท่าที่เห็น คุณก็เปอร์เฟคดีทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ และบุคคลิกภาพ..”

            “ยุคนี้น่ะ คุณเองก็น่าจะรู้  ถ้าไม่จบสูงเข้าไว้ ก็ต้องทำงานอิสระอย่างคุณถึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้   คนจบปริญญาเอกเป็นด๊อกเตอร์กันล้นตลาด ยิ่งด็อกเตอร์ผู้ชายยิ่งมีเป็นครึ่งค่อนโลกแล้ว…สมัยนี้น่ะใครๆก็มีปัญญาจบเอกจบโทกันได้ง่ายดายยังกะจบปอสี่เหมือนเมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังไงยังงั้น  ยังดีนะ ที่ในยุคนี้น่ะงานระดับบริหารยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

            “แล้วไงครับ…” ชายหนุ่มมีความรู้สึกว่าเรื่องที่หล่อนว่ายังไม่กระจ่างใจ

            “ชั้นเป็นผู้หญิงก็จริงอยู่นะคะ” เสียงเธอสั่นพร่าเล็กน้อยเหมือนกำลังนึกน้อยอกน้อยใจอะไรบางอย่าง “ แต่คุณรู้มั้ยคะคุณภูมิ  วันๆมีผู้ชายเป็นร้อยเข้ามาจีบชั้น…แต่ชั้นก็ไม่สามารถที่จะตกลงปลงใจไปกับใครได้เลย…”

            “ทำไมหรือครับ…”  ชายหนุ่มสนใจเจาะลึก

            “ตอนชั้นทำงานอยู่องค์การนาซ่าน่ะ ก็ยังไม่มีปัญหาอะไร…” หล่อนถอนใจยาวเหยียดก่อนเล่าต่อ… “แต่…พอกลับมารับราชการที่เมืองไทยนี่สิ…”

            “อ้าว…ก็ยุคนี้ทางการเขาก็สนับสนุน ผู้บริหารระดับสูงๆที่เป็นผู้หญิงอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ…”

            “ก็ใช่…แต่มันมีกฏลับของทางราชการบางอย่าง…” หล่อนหยุดตรึกตรอง “ที่…ที่มันไม่ยุติธรรมกับดิชั้นเอาเสียเลย…”

            คำบรรยายของหล่อนกลับทำให้ชายหนุ่มยิ่งเกิดความสงสัยหนักขึ้น…

            “คือผู้บริหารระดับสูงๆเนี่ย  เขามีกฏว่าห้ามแต่งงานอย่างเด็ดขาด…” ดร.สาวแลเห็นชายหนุ่มซึ่งนั่งอ้าปากด้วยความสงสัย เลยเล่าต่อไป… “ คือเขาคงป้องกันระบบแฟมิลี่จะมามีส่วนทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานล้มเหลวกระมังคะ…”

            “แล้วผู้บริหารที่เป็นผู้ชายล่ะครับ…” นักเขียนหนุ่มยังนึกครางแคลง…

            “ก็…มีกฏคล้ายๆกันแหละค่ะ…”

            “หมายความว่า…ผู้บริหารรุ่นใหม่ๆ หรือนักการเมืองใหญ่ๆในยุคนี้ ก็ต้องครองตัวเป็นโสดกันหมดเลยหรือฮะ…” ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจและสรุปเรื่องเอาเอง…

            “ถูกต้อง…” ดร.บุญบันดาลพยักหน้า “แต่…คิดอีกที ก็ดีกับบ้านเมืองเหมือนกัน เพราะในอดีตที่ผ่านๆมา…บรรดาลูกๆเมียๆผัวๆผู้บริหารประเทศล้วนเป็นสาเหตุทำให้ประเทศชาติฉิบหายวายวอดมานักต่อนักแล้ว…”  ท้ายสุดหล่อนทำท่าเหมือนปลงตก…

            “แล้ว…คุณแก้ปัญหาส่วนตัวของคุณอย่างไรครับด็อกเตอร์…”

            ด็อกเตอร์สาวคนสวยไม่ตอบ…เธอกลับเดินไปยังจอโมนิเตอร์ขนาดใหญ่ที่ผนังห้อง หล่อนกรีดนิ้วอันเรียวงามลงไปบนแป้นคีย์บอร์ด  ภาพที่ปรากฏในจอ คือโมเดลของหุ่นยนตร์รุ่น PL.2161

            “ชั้นก็ยื่นเรื่องขอซื้อหุ่นรุ่นนี้เหมือนกับคุณไปใช้งานนั่นแหละ…”  เธอว่าเนิบนาบเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา “ตอนนี้ดิชั้นเองก็มีหุ่นชายหนุ่มน่าตาน่าเอ็นดูไว้แก้เหงาแล้ว เขาชื่อมิสเตอร์พอล  เขาเป็นทั้งพ่อบ้าน คนขับรถ อีกทั้งเพื่อนนอนที่ซื่อสัตย์ ไม่ปริปากบ่นสักคำ…”      

“แต่…ผมแค่ต้องการหุ่นนั่นไปอยู่เป็นเพื่อน  คอยขับยาน และช่วยงานภายในบ้านเท่านั้นนะครับ เหตุเพราะผมต้องไปอยู่ในที่ที่ห่างไกลความเจริญแต่เพียงลำพัง…”  ภูมิกล่าวหนักแน่นเนื่องจากเกรงด็อกเตอร์สาวจะเข้าใจเฉไฉไปเป็นอื่น

            “คุณภูมิคะ…คุณน่ะยังไม่เห็นประสิทธิภาพของหุ่นกลรุ่นนี้  นอกจากรูปลักษณะภายนอกจะดูมีเลือดเนื้อ เพราะเป็นรุ่นที่ผ่านการวิจัยให้มีเนื้อเยื่อของผิวพรรณใกล้เคียงกับมนุษย์  มันยังสามารถโหลดโปรแกรมต่างๆตามที่เจ้าของต้องการได้อีกเป็นร้อยๆพันๆโปรแกรม…” หล่อนว่าพลางกดรีโหมดให้ภาพบนจอเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

            นักเขียนปลายปากกาทอง พยักหน้าหงึกๆรับฟังสรรพคุณ และมองภาพประกอบของหุ่นบนจออย่างสนอกสนใจ…

            “ไม่คิดจะถามอะไรอีกรึคะ…”  ดร.บุญบันดาลว่า

            “แล้วเรื่องเพศของหุ่นล่ะครับ…”  ชายหนุ่มอ้อมแอ้มถามไป

            “เลือกได้ทุกรูปแบบ  เลือกได้แม้กระทั่งรสนิยมทางเพศของตัวหุ่นด้วยนะคะคุณ  ไม่แค่นั้นนะมันยังสามารถตอบสนองอารมณ์ตามความชอบของผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดีเยี่ยม…” ท้ายประโยคหล่อนมองหน้าชายหนุ่มแปลกๆเหมือนกำลังทำนายรสนิยมเขาได้

            ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำ ฟังคำอธิบายใจจดจ่อ จนอีกฝ่ายต้องสาธยายต่อไปแบบไม่มีความสะทกสะท้าน…

            “ไม่แค่นั้นนะคุณ…รูปร่างหน้าตา จะให้เหมือนดาราในฝันคนไหนก็ได้ทั้งนั้น…

รวมไปถึงนิสัยใจคอ ชอบแบบไหนก็โหลดโปรแกรมนั้นๆลงไป ง่ายยิ่งกว่ามีแฟนเป็นมนุษย์อีกนะคุณภูมิ  พลาดลขา…”  ด็อกเตอร์คนสวยอธิบายเสียจนละเอียดละออ

            “ แล้วนายพอล หุ่นรูปงามของคุณล่ะครับ โหลดโปรแกรมอะไรให้เขาไว้บ้าง…” ชายหนุ่มอดถามไม่ได้…

            “ก็ทุกอย่างที่ดีเลิศนั่นแหละ…”  ด็อกเตอร์คนสวยหยุดคิดชั่วอึดใจแล้วพูดต่อ “ยกเว้นโปรแกรมความรัก…กับความโลภ”

            “ทำไมล่ะครับ…” ภูมิ พลาดล ฉงนใจอีกครั้ง

            “ดิชั้นไม่นิยมค่ะ…”  สาวสวยตอบเด็ดเดี่ยว “ความโลภน่ะดิชั้นคงไม่ต้องอธิบายนะคะ  เพราะโดยปรกติซอล์ฟแวร์ที่อยู่ในกลุ่มของความเลวร้ายน่ะ เขาไม่นิยมโหลดให้หุ่นอยู่แล้ว   ส่วนเรื่องความรักมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมาก   ความรักน่ะดี…เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด  แต่ถ้าใช้ไม่ถูกไม่ควรมันอาจจะบังเกิดผลในทางกลับกันก็ได้…”

            “เคยโหลตโปรแกรมนี้ให้เขาบ้างไหมครับ…”

            “ไม่เคย…” เธอตอบด้วยความมั่นใจ  “แต่อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของแต่ละคนนะคะ…มันเป็นเรื่องส่วนตัว” พูดจบหล่อนก็ปิดจอโมนิเตอร์ดับวูบไป…

            “ผมจะมีโอกาสดูหุ่นจริงได้ที่ไหนครับ…”  ชายหนุ่มสนใจ

            “คุณเจอตั้งแต่คุณเหยียบย่างเข้ามาที่นี่แล้วแหละ…”

            “หมายความว่าพนักงานต้อนรับ พนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่ผมเห็นในสถาบันนี้เป็นหุ่นรุ่นใหม่นี่ทั้งหมดเลยหรือ…”

            ด็อกเตอร์สาวพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ…ซึ่งก็ทำให้นักประพันธ์หนุ่มรูปหล่อ อึงอื้อไปชั่วขณะ…

 

 

 

                                    หมายหมั้นปั้นพลัง

 

            ภูมิ พลาดล  ดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้เป็นเจ้าของหุ่นชีวกลรุ่น PL.2161 ทั้งๆที่เขาต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนตัวเลขถึงแปดหลัก ซึ่งก็มิใช่น้อยๆเลย…

 “แล้วนี่คุณตั้งชื่อให้เขาแล้วหรือยังล่ะคะ…”  ดร.บุญบันดาลว่าขณะเปิดฝาแก้วที่ครอบหุ่นออกไปด้วยระบบอัตโมมัติ

            “ให้เขาชื่อพลังชีพ ก็แล้วกันครับ  ท่าทางเขาดูแข็งแรงมีพลัง…” ชายหนุ่มตอบทันที

 “ที่จริงมิสเตอร์พอลของฉันน่ะ  ชั้นก็แผลงมาจากอักษรรุ่น PL.นี่แหละ ที่จริง

พีแอลก็มาจาก POWER  OF  LIFE ” ด็อกเตอร์สาวเสริม พร้อมกับรอยยิ้มพริ้มพราย

หุ่นพลังชีพ มีโครงสร้างตามแบบที่ภูมิ  พลาดล นักประพันธ์ชื่อดังกำหนดเอาเอง  ทรวดทรงองค์เอวดูเป็นชายหนุ่มแข็งแรงแบบนักกีฬา  ผิวพรรณสดใสสะอาดดูมีมาดผู้ดี  สรีระโดยรวมเขางามสง่าราวกับเทพจุติลงมาจากชั้นฟ้า  เป็นความจงใจของภูมิเองที่ตั้งใจให้หุ่นตัวนี้มีสรีระคล้ายคลึงกับ เมฆา อดีตแฟนหนุ่มที่เพิ่งแตกแยกกัน เพราะภูมิยอมรับว่าเขายังมีความอาลัยผูกพันธ์อยู่ลึกๆ

แต่ใบหน้านั้น…ภูมิเพียงแต่ลอกเลียนเอามาแต่เพียงบางส่วน เช่นแววตาเจ้าชู้ และยิ้มที่มุมปากนั่น…ส่วนรายละเอียดอื่นๆบนใบหน้าก็จับจุดเด่นของดาราคนโปรด

มายำรวมกันไป…

แต่เมื่อสำเร็จลุล่วง…พลังชีพ…ก็หล่อเหลาเอาการไม่เบาทีเดียว…

“ดูจากใบหน้าแฟนเก่าของคุณ…เขาก็หล่อราวกับเทพบุตรกรีก…คุณไม่นึกเสียดายบ้างเลยหรือคะ ที่เลิกรากันไป…”  ดร.ถามพร้อมหยิบภาพของนายเมฆาขึ้นมาพินิจวิเคราะห์…

“จะเสียดายทำไมครับ…” นักเขียนหนุ่มเอ่ยด้วยอารมณ์กล้ำกลืน “ ทีเขายังไม่เคยมองเห็นผมเป็นเทพธิดาของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว…”

ดร.บุญบันดาลได้รับฟังถึงกับถอนใจยาว…แล้วก้มหน้าก้มตาตรวจตราความเรียบร้อยของหุ่นต่อไป…

            ร่างนั้นยืนเปลือยเปล่าอยู่กลางห้องแล็บ…ชายหนุ่มพินิจพิเคราะห์แตะต้องร่างนั้นเหมือนเด็กเห่อของเล่นชิ้นใหม่ ร่างนี้สมบูรณ์ราวกับมนุษย์ผู้ชายจริงๆ  สมจริงสมจังกระทั่งอวัยวะตรงหว่างขา  ที่เหลือบไปมองทีไรอดสะท้านใจไม่ได้ทุกที…

            “ทำไมเขายังไม่พูดไม่จากับเราล่ะครับ…” ภูมิ พลาดล เอ่ยกับ ด๊อกเตอร์แสนสวยพร้อมๆกับมองหน้าหุ่นกลหนุ่ม ที่แววตาเวลานี้ดูเหมือนเด็กทารกแรกเกิด…

            “ก็ยังไม่ได้โหลดโปรแกรมอะไรลงไปเลยนี่คะ…”  นักวิชาการสาวบอก

            “ผมเตรียมเสื้อผ้ามาให้เขาด้วย  สวมให้เขาเสียก่อนที่จะรู้ตัว จะได้ไม่อายเรา..”

            นักเขียนหนุ่มคลี่เสื้อผ้าออกมาจากถุงกระดาษ  เขาอยากให้ตุ๊กตาตัวนี้เหมาะกับบรรยากาศป่าเขาที่จะต้องพาเขาไป  จึงเลือกเคลื่องแต่งกายสไตล์คาวบอยให้เขา  มีทั้งกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต รองเท้าบู๊ต  เข็มขัด พร้อมกับหมวกปีกกว้าง…

            ชั่วครู่พลังก็กลายเป็นหนุ่มคันทรี่ทรงสน่ห์ ขึ้นมาทันที…

            ดร.บุญบันดาล ใช้เวลาโหลตข้อมูลจากโปรแกรมต่างๆ  กินเวลาไปเกือบทั้งวันจึงได้สิ้นเสร็จ…

            “เขาเป็นหุ่นที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานได้แล้วนะคะคุณภูมิ  พลาดล”

            “ผมต้องดูแลเขาอย่างไรบ้างครับ…”  ชายหนุ่มสอบถามรายละเอียดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนมอบหุ่นให้อย่างเป็นทางการ…

            “ก็..ไม่มีอะไรต้องดูแลมาก เพียงแต่เตือนให้เขาชาร์จแบ็ททุกสามเดือน  และให้เขาดื่มน้ำหล่อเลี้ยงผิวพรรณทุกเจ็ดวัน น้ำที่ว่านี้ปัจจุบันมีจำหน่ายตามมินิมาร์ททุกแห่งแหละค่ะ  หุ่นรุ่นนี้ทุกตัวนี้มีโปรแกรมให้เขาดูแลตนเองเหมือนมนุษย์อยู่แล้ว…”  ดร.สาวสวยตอบเรียบๆ      “ ดิชั้นโหลตโปรแกรมสำคัญๆตามที่คุณต้องการใช้งานไว้หมดครบถ้วนแล้ว อาทิ ภาษาไทย ภาษอังกฤษ การขับยาน  คอมพิวเตอร์ ทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน การต่อสู้ป้องกันตัว ขับร้องและดนตรีส่วนโปรแกรมอื่นๆเท่าที่จำเป็น  หากคุณจะโหลตเพิ่มหรือถอนโปรแกรมไหนออกก็ตามประสงค์แล้วกัน ไม่ยากเท่าไรหรอกค่ะ ในคู่มือนี่อธิบายละเอียดแล้ว  หากไม่เข้าใจอะไรก็ติดต่อมาทางสถาบันเราก็ได้นะคะ…”

            ดร.บุญบันดาลกล่าวจบก็ยื่นคู่มือเล่มโตให้ภูมิ พร้อมกับกระเป๋าหนังใบย่อมๆซึ่งในนั้นบรรจุซีดีรอมสำหรับโปรแกรมต่างๆไว้มากมาย …

            “ว่าไง…นายพลังชีพ…รู้จักนายคนใหม่เสียสิ…เขาชื่อคุณภูมิ พลาดล” ด๊อกเตอร์สาวเอ่ยกับตุ๊กตาสุดหล่อ…พลางสะกิดร่างนั้นให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ อวดโฉมอันสง่างาม 

            ช่างอัศจรรจ์จริงๆ ร่างนี้เคลื่อนไหวเป็นไปอย่างธรรมชาติ แววตาที่เขามองภูมิช่างเหมือนจริง  ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครรู้ว่าร่างนี้เป็นเครื่องจักรกลหรือมนุษย์มีเลือดเนื้อกันแน่…

            “สวัสดีครับเจ้านาย…คุณภูมิ  พลาดล” 

            เป็นครั้งแรกที่เขาเปล่งเสียงออกจากปาก  เสียงนั้นทุ้มนุ่มน่าฟังราวกับพระเอกละคอนวิทยุ ก็จะไม่ไพเราะเสนาะหูได้อย่างไร แม้กระทั่งโทนเสียงนี้นักประพันธ์หนุ่มก็ได้เลือกสรรค์เอง…

            “เรียกฉันภูมิเฉยๆก็ได้…ไม่ต้องเรียกเจ้านายหรอกนะมันฟังดูแปลกๆ” ภูมิตบไหล่หุ่นกลหนุ่มเพื่อให้ความสนิทสนม “ส่วนนายน่ะชื่อพลังชีพนะจำไว้…”

            “ครับ…” มนุษย์สังเคราะห์รับคำสุภาพนอบน้อม

 

 

 

                                    พลังพิศวาทอัศจรรย์

 

            สามเดือนผ่านไป…

            ที่ภูมิ  พลาดล  หันหลังให้กับชีวิตเมืองกรุง มาใช้ชีวิตตามลำพังในหุบเขาห่างไกลความเจริญ ซึ่งที่นี่เป็นภูมิลำเนาเดิมของเขาเอง…

            บ้านไม้หลังงามกลางหุบเขาอันเงียบสงบแห่งนี้…คือมรดกที่ตกทอดมาถึงเขาสถานที่นี้อาจจะทำให้ชาวกรุงแห่งปีพ..๒๗๐๔  อิจฉากันเป็นแถว  เพราะยุคนี้จะหาบรรยากาศธรรมชาติแบบนี้ได้น้อยเต็มที…

            เขารักการเขียนหนังสือพอๆกับรักธรรมชาติและความสงบ แม้การเขียนหนังสือจะเป็นเพียงอาชีพเดียวที่เขายึดถือไว้…แต่ด้วยความมีชื่อเสียงงานเพียงอย่างเดียวแค่นี้ก็พอที่จะ “ยาไส้” คนโสดตัวคนเดียวอย่างเขาไปได้อย่างสบายๆ  อย่างไรก็ตามงานสวนงานไร่นั่นก็ยังเป็นอาชีพรองๆของเขาไป…

            ที่นี่มองไปทางไหนก็มีแต่ธรรมชาติ  ชายหนุ่มพอใจที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขาแบบนี้มานานแล้ว…

            มีความสุข…แต่บางครั้งก็ยอมรับว่า “ความเหงา” มันก็ทรมานมาก

            แต่…อย่างน้อยที่สุด ภูมิ  พลาดล คนนี้ก็ยังมี “เพื่อนยาก”  ที่จงรักภักดีคอยรับใช้อยู่ไม่ห่างกาย…

            เขา…จะห่างจากภูมิก็เฉพาะตอนที่ใช้ให้ขับยานส่วนตัวไปทำธุระในเมืองเท่านั้น

            เขา…มีฝีมือในการทำอาหาร เพราะโปรแกรมกุ๊กฝีมือดีจากโรงแรมชั้นเลิศ

            เขา…ร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ได้ไพเราะไม่แพ้ศิลปินชื่อดังๆ

            เขา…ให้ความสุข ความสะดวกสบายกับภูมิได้เกือบทุกอย่าง  ทั้งๆที่เขาไม่เคยปริปากร้องขอสิ่งที่เขาให้มาเหล่านั้นเลย  เขาไม่ต้องกิน  เขาไม่ต้องนอน  เพราะยามที่ภูมิเข้านอนเขาจะเป็นเสมือนยามรักษาความปลอดภัยไปในตัว…

 

            คืนนั้นพายุฝนกระหน่ำ…

            “จำไว้เป็นสำคัญเชียวนะคะ…หุ่นรุ่นนี้ห้ามให้เขาโดนน้ำเป็นอันขาด…”

            ภูมิ ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก หวนนึกถึงคำเตือนของ ดร.บุญบันดาล ในวันที่มอบหุ่นพลังชีพ ให้มา…

            “พลังชีพ…นายอยู่ไหนน่ะ…”  ชายหนุ่ม ชะเง้อหาตามแนวกันสาดที่มีน้ำตกลงมาเป็นสาย…

            “ผมอยู่นี่ครับ...คุณภูมิของผม…”  นักเขียนหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเมื่อมนุษย์กลไกโผล่มาจากมุมมืดๆด้านหลัง..

            “ไปอยู่ไหนมา…รู้มั้ยฉันเป็นห่วง…นายน่ะโดนน้ำไม่ได้เชียวนะ…จะเป็นหวัดไป…”  ภูมิเตือน และถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็น “เพื่อนแท้” ยังปกติดีอยู่…

            “ผมขอโทษครับที่ทำให้เป็นห่วง…”  พลังชีพจับมือภูมิแล้วบีบปลอบโยน “ความจริงผมโดนน้ำได้ครับ เหมือนเครื่องยนตร์ที่โดนน้ำได้บ้าง…แต่แช่ในน้ำไม่ได้…”

            “นายนี่ทำให้ฉันตกใจหมดเลย…” นักเขียนหนุ่มถอนใจอีก “ ไปนอนในบ้านไป..” ว่าพลางหยิบผ้าเช็ดตัว มาเช็ดตามร่างกายที่ชื้นแฉะ “ถอดเสื้อผ้าออกเถอะสวมไว้อาจจะทำให้ร่างกายนายชื้น…เดี๋ยวภายในก็ช๊อตหมด…”

            เจ้าหุ่นหนุ่มปฏิบัติตามคำสั่งอย่างว่าง่าย…

            ร่างเปลือยเปล่านั้นนอนลงบนเตียง ภูมิเอาผ้าแห้งเช็ดตามเรือนร่างที่งดงามด้วยกล้ามเนื้อ  เขามิได้ผิดแผกจากมนุษย์เลย  และเพิ่งสังเกตุวันนี้เองว่ามนุษย์สังเคราะห์ตนนี้ยิ้มมีเสน่ห์น่าหลงไหลมาก…

            และ…เมื่อสายตาภูมิโลมไล้เรือนร่างเขาต่ำลงไป… ก็อดหวั่นไหววูบวาบไม่ได้…อวัยวะส่วนนั้นมันของมนุษย์ชัดๆ ไม่เห็นถึงความแปลกปลอมเลยจริงๆ…

            “ถึงผมนอน ผมก็ไม่หลับหรอกครับคุณภูมิ…”  พลังชีพบอกเหมือนรู้จักตัวเองดีมาก “ผมไม่มีโปรแกรมสำหรับนอนหลับ…”

            “ก็นอนคุยกัน…” ภูมิว่า “หรือถ้านายอยากหลับฉันจะโหลตโปรแกรมให้…เอามั้ย…”

            “ถ้าผมหลับแล้วใครจะดูแลคุณล่ะครับ…ผมเป็นห่วง…”

            นักเขียนหนุ่มรู้สึกตื้นตันเมื่อได้ยินประโยคหลัง.. “ห่วง…นี่นายห่วงเป็นด้วยหรือ…”

            พลังชีพพยักหน้าและกุมมือของภูมิไว้ มือของเขามีความยืดหยุ่นและอบอุ่นเหมือนมือมนุษย์มาก จนนักเขียนหนุ่มรู้สึกอ่อนไหวไปเหมือนกัน…

            “นายก็น่ารักซะอย่างงี้แหละ…ฉันถึงรักและเป็นห่วงนายไง…”

            “รัก…แปลว่าอะไรครับคุณภูมิ…”  เขาถามเหมือนเด็กที่ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย “ผมรู้จักแต่ความเป็นห่วง ห่วงคุณจะมีอันตราย ห่วงว่าคุณจะจากผมไป  แต่ผมไม่รู้ว่าความรักมันเป็นแบบไหน…”

            “มันก็คล้ายๆกัน นายห่วง ก็แสดงว่านายคิดถึงฉันอยู่เสมอ…” ภูมิพยายามยกตัวอย่าง “ไม่งั้นในบทกวีเขาจะกล่าวว่า ความคิดถึงเป็นส่วนหนึ่งของความรักหรือ…”

            พลังชีพส่ายหน้างงๆ “ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี…”

            “ไว้อีกหน่อยนายก็เข้าใจไปเองแหละน่า…”  ภูมิตัดบท แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย “ พลังชีพ…นายเรียนจบชั้นไหน เออ…ฉันหมายความว่านายถูกบรรจุข้อมูลการศึกษามาถึงระดับไหน…”

            “ปริญญาตรี…ทั้งอักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และเกษตรศาสตร์เลยล่ะ…” มนุษย์สังเคราะห์โอ้อวดในน้ำเสียง

            “ว้าว…” ภูมิอุทานเสียงยาว “ถ้างั้นนายก็ช่วยชั้นเขียนหนังสือ และทำไร่ไปได้ด้วยได้น่ะสิ…”

            “ผมมีความรู้เรื่องพิมพ์ดีดและคอมพิวเตอร์ด้วยนะ…”  เจ้าหุ่นรูปหล่อคุยโอ่

            “ถ้างั้นดีเลย…ตั้งแต่พรุ่งนี้นายต้องมาช่วยชั้นพิมพ์งานต่างๆด้วยจะได้ไม่เหงา…”

            “เหงา…เหงาแปลว่าอะไรอีกล่ะครับ…”  หุ่นหนุ่มถามด้วยความสัตย์ซื่ออีกตามเคย  คำถามนี้พลอยทำให้อีกฝ่ายนิ่งอึ้งไป…

            “ชั้นก็ไม่รู้จะตอบนายอย่างไรนะพลัง…” ภูมิลูบผมที่หยักเป็นลอนสวยของหุ่นเพื่อนยาก “เพราะตอนนี้ฉันก็กำลังเกิดอาการเหงาอยู่พอดีเลย…” นักเขียนหนุ่มทำตาซึมๆก่อนจะพูดต่อ “ มนุษย์น่ะนะมันมีอารมณ์บางอย่างที่ละเมียดละไมมาก บางทีมันก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้เหมือนกัน…”

            “ผมร้องเพลงให้ฟังไหมครับ…”

            นักเขียนหนุ่มแทบตะลึงในสิ่งที่พลังชีพเอ่ย   นี่เขาเริ่มสัมผัสกับอารมณ์มนุษย์ได้บ้างแล้วหรือหรือนี่…ใช่สิ…เมื่อคนเรารู้สึกเหงา…วิธีแก้เหงาที่ง่ายที่สุดก็คือการฟังเพลง หรือไม่ก็ร้องเพลง…

            “เอาสิ…ฉันอยากฟัง…”  ว่าแล้วภูมิก็เอนกายลงนอนราบข้างๆฟังหุ่นรูปงามร้องเพลงไป…

            “ฉันเป็นของเธอคนเดียวเท่านั้น…แล้วเธอจะฝันคนเดียวแค่ฉันหรือเปล่า…

ถึงเราจะเป็นของใครมาก่อน…ขอเพียงอย่าซ้อนซ่อนรักเป็นเงา…ระหว่างสองเราต้องเปิดเผย…”

            นักเขียนหนุ่มนึกขอบคุณ ดร.บุญบันดาล ที่ป้อนจิตสำนึกมาให้พลังชีพอย่างเต็มปรี่…เขาช่างรอบรู้ไปเสียทุกอย่างว่าเวลาไหนจะขับกล่อมเอาใจด้วยสิ่งใด…

            “พลังชีพ…นี่นายรู้มั้ยเพลงที่นายร้องออกมามันมีอายุตั้งสองร้อยกว่าปีแล้วนะ ประพันธ์โดยโปรเฟสเซอร์พยงค์ มุกดา  อัครมหาอมตะศิลปินแห่งชาติเชียวนะ…”

            “ผมรู้ว่าคุณภูมิชอบเพลงเก่าๆแบบนี้…”  หุ่นช่างคิดพูดออกมาเหมือนเอาใจ

            ว่าแล้วเขาก็ร้องต่อไป…เสียงของเขาไพเราะราวกับนักร้องมืออาชีพยังไงยังงั้น…

            “ฉันยอมรับเธอเป็นคนสุดท้าย…แล้วเธอเล่าหมายฉันเป็นสุดท้ายไหมเอ่ย…

ถึงรักแห่งเรามิใช่ครั้งแรก หัวใจแหลกเหลวไม่รู้ลืมเลย เราจะสังเวยให้กับความหลัง…

            “เราจะไม่มีเมื่อวานนี้…เราจะมีแต่วันนี้เป็นที่ตั้ง…เราจะมีพรุ่งนี้เป็นพลัง…อนาคตหวังยาวยืน…”

            “…ฉันเป็นของเธอคนเดียวเสมอ…แล้วเธออย่าเผลอปรนเปรอให้รักใครอื่น…

แล้วเราจะเป็นของกันและกัน…รักคงสุขสันต์สวรรค์ยาวยืน สดชื่นนิรันดร์ฉันคู่กับเธอ…”

            ภูมิ พลาดล ปรบมือให้  เขาอดใจไม่ได้ที่จะโอบกอดร่างที่ไร้อาภรณ์ใดๆปกปิดแล้วยื่นปลายจมูกเข้าไปสูดกลิ่นกายหุ่นหนุ่มรูปงามกล้ามสวยไปหนึ่งฟอด…ซึ่งก็ทำให้ฝ่ายโดนหอมทำหน้างงๆ  จะว่าไปร่างนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากของรักของหวงชิ้นอื่นๆของภูมิเลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง รถยนต์ เครื่องซักผ้า หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์…

            “เพลงที่ผมร้อง…ผมเข้าใจเนื้อเรื่องเกือบทั้งหมด แต่…ผมไม่เข้าใจคำว่ารัก…” พลังชีพเอ่ยขึ้นพร้อมกับมองสบตานักประพันธ์หนุ่ม…

            “พลังชีพ…ฉันขอจูบนายสักครั้งได้ไหม…” ภูมิใจสั่นหวิวมีความรู้สึกราวกับร่างที่แนบนอนอยู่ข้างนี้มีเลือดเนื้อจริงๆ กล้ามแขนที่ลูบไล้อยู่ก็อ่อนนุ่มราวกับบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์อย่างดี

            “คุณทำกับผมได้ทุกอย่างที่ปรารถนา…สำหรับคุณภูมิผมไม่มีข้อมูลอะไรที่จะต้องปฏิเสธ…” พลังชีพตอบราบเรียบ ด้วยสุ้มเสียงที่ชวนให้เกิดตัณหา…

            “พลังชีพ…นายมีอารมณ์ทางเพศหรือเปล่า…” นักประพันธ์หนุ่มตัดใจถามตรงๆ

            “มี…แต่เพื่อคุณภูมิของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น…” เขาตอบแน่นหนัก 

            “ฉันรักนายจังเลย…”  ภูมิ  พลาดล คิดในใจหุ่นก็ดีกว่ามนุษย์ก็ตรงนี้แหละ ว่าแล้วก็ประทับจูบลงไป ร่างนั้นมีปฏิกริยาตอบโต้อย่างน่าทึ่ง…

            ร่างที่มีความอบอุ่น…ทำให้ไฟในทรวงของภูมิ พลาดล พลุ่งพล่าน เมื่อเนื้อแนบเนื้อ…ตาประสานตา…ภาพที่เห็นมันมิใช่ภาพลวงตา  สรีระอันงดงามของบุรุษหนุ่มนี้สัมผัสได้เหมือนจริง…

            มันมิใช่ภาพลวง…ที่ทุกยามหลับภูมิ พลาดล นักฝันคนนี้คอยถวิลหาอีกต่อไป

            และเขาคนที่ภูมิเคล้าคลึงอยู่ในขณะนี้ก็มิใช่เพียงภาพในแม็กกาซีนที่เคยเปิดอ่านเพียงเพื่อกระตุ้นตัณหาราคะ…

            นักเขียนเอก ซบหน้าลงบนทรวงอันกำยำ และเคลื่อนลงต่ำสู่กล้ามหน้าท้องเป็นลอนสวยเป็นครั้งแรก…เขาซุกอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานเหมือนเด็กทารกกระหายอ้อมอกแม่

            นาน…จนพอใจแล้ว ชายหนุ่มจึงตวัดปลายลิ้นไล้รอบหลุมน้อยๆกลางลำตัว มือทั้งสองที่ยังว่างอยู่บีบเคล้นเคล้าคลึงจงอยก้นอันเย้ายวน   แล้วจึงเปลี่ยนมาตระโบมโลมไล้เนื้อแน่นทั่วเรือนร่างอย่างหื่นกระหายใคร่ลอง…

            มนุษย์สังเคราะห์มีปฏิกิริยาโต้ตอบบ้างเล็กน้อย…มือของเขาทั้งสองข้างลูบไล้อยู่ที่เรือนผมของภูมิ พลาดล ในขณะที่ฝ่ายนั้นซุกไซ้ต่ำลงไปจนถึงง่ามขา…

            “อะไรที่เป็นความสุขของคุณภูมิ…คุณทำไปได้เลยครับ…ผมพร้อมเสมอ…”ว่าแล้วพลังชีพก็กดศีรษะของฝ่ายตรงข้ามให้แนบชิดไปกับอวัยวะซึ่งแข็งแกร่งประจันบานบ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ผู้ชายอย่างแท้จริง…

            “พลังชีพ…มีความสุขหรือเปล่า…” ภูมิเอ่ยขึ้นหลังจากถอนริมฝีปากออกมา

            “ผมจะมีความสุข…ทุกครั้งที่เห็นคุณสุข…”  เขาตอบง่ายๆแต่เข้าใจไม่ง่ายนัก

            พลังชีพเร่งเร้าเมื่อเขาเห็นนักเขียนหนุ่มยังลังเลกับท่อนเนื้อที่สัมผัสอยู่ตรงหน้า..สีหน้าของหุ่นกลเริ่มเปลี่ยนไป…อารมณ์บนใบหน้าอันหล่อคมนั้นบ่งบอกถึงความร้อนรุ่ม ราวกับมีเพลิงตัณหารุมเร้าอยู่ภายในเครื่องชีวกลตนนี้กระนั้น…

            เขาขยับเรือนร่างของเขาอย่างเร่าร้อน พลางรั้งท้ายทอยของภูมิให้แนบชิดกับศรรักนั้น… และ…ตอนนี้แท่งพิศวาทของพลังชีพก็เข้ามาอยู่ในอุ้งปากของชายหนุ่มเต็มกำลัง...

            อารมณ์ของนักประพันธ์หนุ่มเตลิดเปิดเปิงไป จนไม่มีเวลาจะมาคิดว่าสิ่งที่กำลัง “สมสู่” อยู่นี้เป็นแค่เพียงมนุษย์คอมพิวเตอร์ ประดิษฐกรรมก้าวล้ำแห่งศตวรรษที่ 22…

            “โอ…พระเจ้า…”  ภูมิ พลาดล ครางหอบเมื่อถอดถอนริมฝีปากออกจากแก่นกายเบื้องหน้า  แววตาของเขาส่อถึงแรงปรารถนาซึ่งฝ่ายตรงข้ามสามารถอ่านได้ด้วยระบบดิจิตอล…

            ร่างกำยำของหุ่นกลนามพลังชีพพลิกขึ้นคร่อม ในขณะที่ร่างของมนุษย์ผู้ชายนามภูมิ พลาดล นอนคว่ำบิดกายด้วยแรงกระสันสวาท ผ้าปูที่นอนขาวสะอาดยับยู่ยี่ ดุจทั้งสองร่างกำลังทะยานไปบนปุยเมฆแสนสวย…

            ชายหนุ่มรู้สึกถึงพละกำลังของอีกฝ่ายที่ถาโถมมาบนเรือนร่างของเขา มันเป็นความอบอุ่นนุ่มนวลที่ปะปนมากับแรงกระแทกกระทั้น…

            “ โอ…พลังชีพ…นายคือพลังชีวิตของฉัน…นายทำให้ฉันเป็นสุข…” 

            ดูเหมือนเสียงครางของมนุษย์ จะยิ่งโหมไฟในตัวของอมนุษย์รูปงาม ให้ยิ่งลุกโพลงลามเลียไปทั้งสรรพางค์  ภูมิ พลาดล ยกสะโพกขึ้นรับการเบียดเสียดอย่างสะท้านสะเทือน รสชาติของการถูกชำแรกแทรกลึก มันช่างล้ำเลิศเพริศแพร้ว  สัมผัสอันวิจิตรนี้เขาไม่ได้ลิ้มรสมานานมากแล้ว…

            …มันนานพอกับที่…ความรักระหว่างนักประพันธ์หนุ่ม กับ นายเมฆา แหลกสะบั้นลงไป…

            “ผมจะมีความสุขได้…ก็ต่อเมื่อเห็นคุณสุข…” ไม่เคยมีใครมาใช้ถ้อยคำเช่นนี้กับภูมิเลย  นี่คงเป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มระเริงรัก กับบุรุษเพศซึ่งเขามิใช่ “มนุษย์”

            นั่นกระมังที่ทำให้ กามกรีฑานัดนี้กำหนดได้ด้วยตัวของภูมิ  พลาดลเอง…

            เขาสามารถกระตุ้นแรงปรารถนาให้กับ “คู่ขา” ได้ด้วยตัวเขาเองหรือนี่…

            มันเป็นบทพิศวาทที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก…

            ….โอ…พลังชีวิต…ของฉัน…

 

 

                                    โหลดรักลบรอยร้าว

 

            “ผมอยากรักคุณ…ให้ผมรักคุณได้ไหมครับคุณภูมิ…”

            “มันยังไม่ถึงเวลา…”  ภูมิ  พลาดล บอกกับพลังชีพ ในขณะที่มนุษย์ดิจิตอลกำลังพิมพ์งานวรรณกรรมให้เขาบนคีย์บอร์ด…

            “นิยายของคุณมันเร้าอารมณ์ผม… ตัวละคอนของคุณเขาพูดถึงความรัก…คุณบรรยายว่ามันสวยงาม มันทำให้โลกนี้สดใสสวยงาม ผมอยากเห็นโลกนี้สดใสสวยงามบ้างครับ…”

            “โลกของนายก็สดใสอยู่แล้วนี่…อย่างน้อยฉันก็รักนายนะพลังชีพ…” ภูมิเข้ามาโอบกอดให้กำลังใจ

            “แต่ผมอยากรักคุณตอบบ้าง…มันไม่ยุติธรรมเลย คุณภูมิรักผมอยู่ข้างเดียว…”

            “บางครั้ง…การที่เราได้รักใครข้างเดียว โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนมันก็เป็นสุขอันประเสริฐแล้วล่ะ…”  ภูมิว่าพลางทำตาลอยไปยังรูปภาพของนายเมฆาซึ่งอยู่เหนือนาฬิกาแขวนผนัง…

            “เขาเป็นใครกันครับ…” พลังชีพถามพร้อมกับมองตาภูมิ “ ผมขอโทษนะครับ…ถ้ามันจะทำให้คุณสะเทือนใจ…”

            “คนที่ฉันเคยรัก…”  นักเขียนหนุ่มเอ่ยราบเรียบ แต่ตาซึม…

            “ในนิยายของคุณบรรยายว่า รักแท้ย่อมไม่มีวันดับสลาย นั้นจริงหรือครับ…” หุ่นรูปงามว่าเอาตามที่ภูมิประพันธ์ขึ้น…

            “ฉันไม่รู้…บางทีชั้นอาจจะเพ้อไปตามอารมณ์กวี…แต่ความเป็นจริงมันอาจจะไม่เที่ยงแท้…”

            พลังชีพละมือจากแป้นพิมพ์และเครื่องคอมพิวเตอร์ เขาลุกขึ้นยืนโอบเอวเจ้านายหนุ่ม แรงแขนอันหนักหน่วงรั้งร่างของภูมิเข้าไปแนบชิดกัน  จนปลายจมูกอันโด่งงามของทั้งคู่จรดกัน…

            “นะ…คุณภูมิทำให้ผมได้มีโอกาสรักคุณนะครับ…”  เป็นครั้งแรกที่ภูมิ พลาดลเห็นเครื่องกลเป็นฝ่ายออดอ้อน  เขายอมรับว่ามันทำให้ใจเขาไหวหวั่น… “นะครับ…คุณภูมิของผม…”

            พลังชีพพูดพลางรัดร่างของอีกฝ่ายเข้ามาแนบชิด ริมฝีปากเย้ายวนของเขาทำให้นักประพันธ์หนุ่มอดใจไว้ไม่ไหว…

            “พลังชีพ…ทำไมเธอถึงทำให้ฉันร้อนรุ่มได้ถึงปานนี้…” ภูมิครางหลังจากถอนริมฝีปากจากกันและกัน…

            “ก็…คุณภูมิเป็นคนสอนผม…” พลังชีพตอบซื่อๆ “ คืนนั้น…ผมรู้นะว่าคุณมีความสุขที่สุดในชีวิต…คุณภูมิลืมไปแล้วหรือว่าผมสามารถอ่านข้อมูลความรู้สึกและความปรารถนาของคุณได้..”

            “นายอยากรักฉันจริงๆหรือ…”  นักเขียนหนุ่มรู้สึกอ่อนปวกเปียกที่ในหัวใจ

            “ที่สุดเลย…” หนุ่มดิจิตอลตอบเสียงกระเซ่า พร้อมกับยื่นสิ่งหนึ่งเป็นมันวาวมาตรงหน้าของภูมิ  พลาดล…

            …ซีดีรอมแผ่นสีชมพู…โปรแกรม “ความรัก” นั่นเอง…

            …เขาพบมัน…

            …และในความเป็นไปได้…เขาก็จัดการโหลดข้อมูลด้วยตนเองได้…

            “แต่…ผมอยากให้คุณมอบมันให้แก่ผมด้วยความเต็มใจ…” พลังชีพพูดจริงใจ

            “เดี๋ยวนี้เลยหรือ…ที่รัก…”

            “ใช่ครับ…เดี๋ยวนี้…!”

 

 

                                                พลังชีวิตลิขิตชีวา

 

            คืนที่ฝนโปรยปราย   หน้ามินิมาร์ทแห่งหนึ่งในตัวเมือง…

            “ภูมิ…นี่คุณมาทำอะไรอยู่ที่นี่…”

            นักประพันธ์หนุ่มหันขวับไปยังต้นเสียงที่เรียก… นายเมฆา…แม้จะนานหลายปีที่จากลากันไป ภูมิ พลาดลก็ยังไม่เคยลืมเขาเลย…ร่างสูงสง่า ใบหน้าคมเข้มนี้เคยเป็นของภูมิมาก่อน  แต่ในเมื่อเขาไปมีคนอื่น ชายหนุ่มผู้นี้ก็ต้องหลุดลอยไปจากนักประพันธ์หนุ่มโดยอัตโนมัติ 

            เมฆา เดินลุยฝนมาในเสื้อคลุมสีดำ…อากาศยามนี้ชุ่มฉ่ำเมื่อฝนสาดลงมาไม่ขาดระยะตั้งแต่เช้าแล้ว…

            “คุณนั่นแหละ…มาทำอะไรแถวนี้…” นักเขียนหนุ่มย้อนถาม

            “ผมมาทำงานกับชลประทานที่ตำบลนี้…คุณอยู่แถวนี้หรือ…ดีจังที่ได้พบคุณอีก

นึกว่าเราจะไม่มีโอกาสพบกันอีกแล้ว…”  เขาพล่ามไปพร้อมกับกำมือภูมิจนแน่น…

            ท่าทางเมฆาจะดีใจจนเนื้อเต้น แต่สำหรับภูมิ พลาดล กลับรู้สึกตรงกันข้าม…

            “หาที่นั่งดื่มกาแฟ คุยกันหน่อยดีมั้ย…” หนุ่มในชุดเสื้อฝนสีดำอ้อน… “คุณไม่รู้หรือว่าผมคิดถึงคุณนะภูมิ…”

            “ผมไม่รู้…”  นักเขียนหนุ่มตอบกระด้าง

            “ทำเป็นงอนไม่รู้จักจบสิ้น…มันหลายปีมาแล้วนะ…น่าจะลืมไปได้แล้วอะไรที่มันร้ายๆน่ะ…” เขาว่าพลางโอบร่างของภูมิเข้าไปในมินิมาร์ทริมทาง ร้านที่ภูมิเพิ่งจะเดินหอบของออกมาแล้วเจอเขา…

            “ผมน่ะไม่ใช่คนลืมง่ายเหมือนคุณนะ…คุณเมฆา..”  ภูมิสบัดเสียงใส่

            “เอาน่ะ…เดี๋ยวผมยินดีเปิดโอกาสให้คุณด่าผมได้ทั้งคืนเลย…” เขาพยายามใช้อารมณ์ขันกลบเกลื่อน นี่แหละหนาลักษณะเด่นของวิศวกรหนุ่มหล่อคนนี้ คนที่เคยทำให้ภูมิหลงรักเขาจนหัวปักหัวปำมาแล้ว เมื่อหลายปีก่อน…

            “ผมต้องกลับบ้าน  มันค่ำแล้ว…”  นักประพันธ์หนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง

            “ยานของคุณอยู่ไหน…เดี๋ยวผมจะขับไปส่ง…”

            ภูมิ  พลาดล บุ้ยใบ้ไปทางลานจอดยาน  นึกโล่งใจที่วันนี้เขาออกมาจับจ่ายซื้อของแต่เพียงลำพัง  เนื่องจากฝนตกหนักติดๆกันมาสามสี่วัน และเขาเกรงว่าจะเป็นอันตรายแก่พลังชีพ จึงสั่งให้เขาอยู่แต่ในที่แห้งๆ คอยระวังตัวไม่ให้โดนน้ำ…

           

            ระหว่างทาง ของค่ำคืนอันมืดดำ  มองผ่านยานออกไปด้านนอกเห็นเพียงแสงไฟหน้าส่องกระทบน้ำฝนที่สาดเป็นสาย…

“ไหน…คุณซื้ออะไรมาบ้าง…”  เมฆา ใช้มือที่ว่างจากถือคันบังคับยานถือวิสาสะเปิดถุงที่ใส่ของออกดู ด้วยความที่เขาคุ้นเคยเป็นพิเศษกับภูมิมาก่อน…

            “เครื่องดื่มบำรุงผิวพรรณ สำหรับ PL.2161”  เขามองหน้าภูมิเหมือนพยายามค้นคำตอบ… “คุณใช้ทำอะไรน่ะ…”

            “ก็เขาก็บอกอยู่แล้วว่าสำหรับบำรุงผิว…”

            “แต่สูตรนี้ไม่ใช่สำหรับผิวมนุษย์…?” นัยตาของเมฆาแข็งกร้าว “นี่คุณหมายความว่า…”

            “ใช่…เขาทำให้ผมไม่เหงา…”

            “คงไม่ได้ทำให้หายเหงาอย่างเดียวกระมัง…” เมฆาไม่เคยทิ้งมาดกวนแบบนี้

            “ใช่…เรารักกัน…” นักเขียนหนุ่มเอ่ยเต็มปากเต็มคำ “ ดีกว่ามีผัวเป็นมนุษย์ตั้งเยอะเลย…” เขารู้สึกไม่แคร์ที่ต้องกวนโทสะเขาบ้าง…

            ด้วยสำนวนของนักประพันธ์เอก เท่านั้นเองนายเมฆาแตะเบรคให้ยานหยุดกระทันหันด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว…

            “ดีล่ะ…เดี๋ยวจะพิสูจน์ให้รู้ดำรู้แดงกันไป…” เขาละมือจากคันบังคับมาบีบคางภูมิ พลาดล จนรู้สึกเจ็บ “ว่าสมสู่กับมนุษย์หรือหุ่นกระป๋อง อะไรมันจะถึงใจกว่ากัน…”

            “เขาไม่ใช่หุ่นกระป๋องอย่างที่คุณเข้าใจครับ…”

            “หุ่นมันก็ต้องเป็นหุ่นวันยังค่ำนั่นล่ะ…”  เมฆาว่าพลางเปลื้องอาภรณ์ที่ห่อหุ้มเรือนร่างออกไป.. “มันจะเป็นกอบเป็นกำบะฮึมตะลำอย่างมนุษย์ได้อย่างไรกัน  ดูผมให้เต็มตาสิภูมิ ผมยังเป็นมนุษย์อยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว มนุษย์ที่คุณเคยพร่ำว่ารักนักรักหนายังไง…

            “เมฆา…คุณมันยังบ้าเหมือนเดิม…” ภูมิมองเขาเปลื้องผ้าออกจนหมดจด…

            พูดยังไม่ทันจบ ปากของนักเขียนหนุ่มก็โดนประกบโดยปากของอดีตคู่รักเก่าเข้าให้อย่างจัง  ตัวภูมิเองก็เหมือนโดนมนต์สะกดให้โอนอ่อนผ่อนตามไป…

            ภูมิ  พลาดล ยอมรับว่าเขาตกเป็นทาสอารมณ์ของเมฆาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น  ตั้งแต่ความรักระหว่างคนคู่นี้แตกสลายไป  แต่ความติดใจในกามรสไม่เคยได้แตกสลายตามไปด้วยเลย…

            “ภูมิครับ…ผมรู้นะว่าคุณยังรักผมอยู่…”  เมฆาลดน้ำเสียงฟังนุ่มหู ขณะที่ทาบร่างลงบนร่างที่เปลือยเปล่านักเขียนหนุ่ม  เบาะของยานรุ่นพิเศษคันหรูเอี่ยมอ่องนี้ ถูกเนรมิตให้กลายเป็นเตียงนุ่ม  วิมานสวาทอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม…

            และแล้ว…บทพิศวาทของมนุษย์ก็ผ่านไปอีกคำรบ  ในค่ำคืนอันชุ่มฉ่ำ…

            และ…ผู้ที่จะให้คะแนนได้ดีที่สุด ก็คือ…ภูมิ พลาดล นักประพันธ์ใหญ่คนนี้…

            ว่า…ระหว่างมนุษย์ทั้งแท่งอย่าง “เมฆา” กับหุ่นกลดิจิตอลแบบ “พลังชีพ” อะไรจะ “เด็ด”กว่ากัน.. ?

 

 

 

                                                           

 

                                                พลังรักพลังร้อน

 

            “กาแฟครับคุณภูมิ…ผมชงด้วยระบบดิจิตอลนะครับ…รับรองรสชาติถูกปากแน่เลย…” 

            พลังชีพยกกาแฟหอมกรุ่น…วางลงตรงหน้านักเขียนหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับงานประพันธ์ชิ้นล่าสุด…

            “เมื่อคืนคุณภูมิไม่กลับมานอนบ้าน…ผมเป็นห่วง…”

            “ฝนตกหนักน่ะ…ชั้นเลยค้างโรงแรมในเมือง…” ภูมิโน้มคอพลังชีพลงมาหอมหนึ่งฟอด “ขอบใจนะที่ห่วงฉัน…”

            “มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ…นอกจากห่วงแล้วผมยังรักคุณภูมิมากขึ้นทุกวัน…” เขาไม่พูดเปล่า รวบเอวภูมิจากด้านหลังหนักแน่น ราวกับเกรงว่าจะหลุดลอยไป...

            “รักมากแค่ไหน…” นักเขียนคนดังใคร่จะหยั่งรู้ในข้อมูลความจำของหนุ่มดิจิตอล

            “ผมยอมตายได้…ถ้าใครมาทำร้ายคุณภูมิของผม…”

            ถ้อยคำนั้นทำให้นักประพันธ์หนุ่มขนลุกซู่ไปทั้งตัว  หากข้อความนี้ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆมาปะปนก็นับว่าน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง…

            ในจิตของมนุษย์นั่น…แม้จะมั่นคงสักปานใด…แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นกันได้บ้าง…

            แต่ในสมองกลอย่างหุ่นยนต์รุ่น PL.2161 ตนนี้เล่า…?

            “จริงๆนะครับคุณภูมิ…ในตัวผมไม่มีโปรแกรมโกหกหลอกลวง ผมโกหกคุณไม่เป็นหรอก…” พลังชีพย้ำเมื่อเห็นภูมิ  พลาดลนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ…

            “ฉันเชื่อนายนะ…”  ภูมิกอดร่างกลนี้ด้วยความจริงใจ และแสนรัก 

 

 

            ภูมิ  พลาดล กับพลังชีพ พากันออกมายืนตรงเฉลียงบ้าน มองไปยังหุบเขาไกลๆเบื้องหน้า หมอกละเอียดบนยอดเขานั่น กับหยาดน้ำค้างบนใบหญ้า ทำให้อะไรๆรอบข้างดูงดงามสดใส…

            “นายมีความรักแล้ว…รู้สึกว่าโลกนี้มันสดใสสวยงามเหมือนอย่างในนิยายของฉันหรือยัง พลังชีพ…”  ภูมิโอบไหล่คู่สนทนาแล้วมองออกไปในโลกกว้างอันเขียวขจี

            “ผมรู้สึกว่าผมมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น…” หุ่นชีวกลพยายมสูดอากาศสดใสเข้าปอดเลียนแบบภูมิ “ แต่ที่ไม่เหมือนก็คือผมหายใจไม่ได้…ผมอยากรับรู้ถึงกลิ่นหอมของดอกไม้นี้…” เขาว่าพลางยื่นดอกกุหลาบสีแดงสดที่เขาซ่อนมาในเสื้อให้ภูมิ “ถึงผมจะไม่ได้กลิ่นของมัน แต่ผมก็อยากให้คุณภูมิของผมครับ…”

            “พลังชีพ…” นักเขียนหนุ่มครางพร้อมมองตาบุรุษกลด้วยอารมณ์ตื้นตัน

            “ในนิยายที่คุณเขียนทำให้ผมเข้าใจภาษามนุษย์มากขึ้น…ภาษามิใช่เพียงแค่คำพูดไงครับคุณภูมิ…”

            “พลังชีพ…นายรู้มั้ย…ในขณะที่นายรู้สึกเป็นมนุษย์  แต่ในความคิดของฉันน่ะมนุษย์น่าจะเป็นเหมือนอย่างนายยังจะดีกว่า…จะได้เลือกใส่ลงไปเฉพาะโปรแกรม ดีๆมีประโยชน์   สิ่งชั่วช้าเลวร้ายก็ไม่ต้องบรรจุมันลงไปในสมองกล…” ชายหนุ่มเหม่อมองไปยังพื้นที่กว้างๆ “ฉันว่า…ถ้าโลกนี้มีแต่สิ่งดีงาม…มันจะสดใสน่าอยู่มากกว่านี้อีกหลายเท่า…”

            “ในตัวผมมีแต่ข้อมูลดีๆทั้งหมดเลยหรือครับ…”

            “ทั้งหมดเลยที่รัก…” นักเขียนหนุ่มพยักหน้า

            “ผมรักคุณ…ความรักเป็นสิ่งดีงามใช่ไหมครับ…?”

 

 

 

                                    ฤทธิ์รักพลังร้อน

 

            “ผมว่าคุณควรกลับไปได้แล้วนะ…มันเย็นแล้ว…”ภูมิ  พลาดล บอกกับ อดีตคู่รักที่แวะมาเยี่ยมเยียนในบ่ายแก่ๆวันนั้น…

            “ทำไม…เกรงใจไอ้เจ้าหุ่นยนต์รับใช้นั้นมันสิท่า… ฮีโธ่..ก็อีแค่เครื่องบำบัดความใคร่ไฮเทคจะต้องไปแคร์ความรู้สึกอะไรมันนักหนา..”

            “เขารู้สึกทุกอย่างนั่นแหละ…”  ภูมิมองหน้าคู่สนทนาเย้ยหยัน “ เขารับรู้จิตใจของฉันดีกว่าคุณซะด้วยซ้ำไป…แล้วเขาก็ไม่ใช่เครื่องบำบัดอารมณ์อย่างที่คุณว่า  โปรดรู้เอาไว้ซะด้วย…”

            “ภูมิ…คุณเคยบอกว่ารักผม  เห็นผมเป็นของมีค่า แต่เดี๋ยวนี้ทำไม ?…”

            “คุณมันเป็นสิ่งไร้ค่ามาตั้งแต่วันที่คุณเห็นผมไร้ค่านั่นแหละ…” นักเขียนหนุ่มรีบตัดบทลดขั้นตอน “ ผมยอมรับนะว่าผมน่ะรักคุณ…และรับรู้ไว้ซะตรงนี้เลยนะว่ารักมากด้วย …” พูดถึงเรื่องนี้แล้วน้ำตาเจ้ากรรมของภูมิพาลจะเอ่อขึ้นมาคลอเบ้าทุกที  “แต่อย่างไรผมก็จะเก็บความรักของผมไว้เชยชมคนเดียว   ผมรักคุณยังไงก็คงรักอยู่อย่างงั้น…แต่เราจบสิ้นกันไปแล้ว  ผมขอร้องว่าคุณอย่าตามมาตอแยกันอีกเลย  คุณจะเดือดร้อนนะ…”

            “แต่…ผมรักคุณนะภูมิ…”  เมฆาจับร่างของนักเขียนหนุ่มเขย่าแรงๆ ด้วยอารมณ์โกรธา “คุณรู้มั้ยว่าผมดีใจแค่ไหนที่ได้พบคุณอีก…ให้โอกาสผมบ้างสิ…”

            “โอกาสของคุณหมดแล้ว…คุณปล่อยคุณภูมิของผมเดี๋ยวนี้…” 

            พลังชีพโผล่มาเงียบๆด้านหลังของคนทั้งสอง เขาจิกคอเสื้อของอดีตคนรักของภูมิยกขึ้นแล้วเหวี่ยงออก  จนอีกฝ่ายหงายผงะไป…

            “ไอ้เลวเอ้ย…”  เมฆาสบถ นัยตาเขาลุกโชนด้วยความเดือดดาล “ไอ้หุ่นเฮงซวย…นี่มึงกล้าดียังไงมาทำกะกูแบบนี้…”

            “ผมบอกคุณแล้วว่าให้กลับไป แล้วไม่ต้องมายุ่งเกียวกับผมอีก” ภูมิ เตือนด้วยความหวังดี แต่ท่าทางฝ่ายนั้นยังร้อนรุ่ม…

            “ไม่…คุณต้องไปกะผมนะภูมิ…” ว่าแล้วเมฆาก็ปรี่เข้าฉุดกระชากจนเสื้อเชิ๊ตตัวสวยของนักเขียนหนุ่มจนขาดติดมือไป  “ นี่..คุณเห็นไอ้หุ่นบ้านี่ดีกว่าผมหรือไง…ดี…งั้นแสดงให้มันดูกันสดๆไปเลยว่าบทรักของใครมันจะเหนือกว่า…หรือจะชวนมันร่วมสามัคคีก็ได้นะ…”

            ในขณะที่ร่างของมนุษย์ทั้งสองนัวเนียกันอยู่ที่พื้นอันเรียบโล่ง  ฝ่ายหนึ่งกำลังผลักไส แต่อีกฝ่ายหนึ่งพยายามรุกไล่ด้วยอารมณ์เจ็บแค้น…

            ทันใดนั้นมืออันแกร่งปานคีมเหล็กของพลังชีพก็เข้าจิกที่คอของเมฆาจนเขาร้องดังลั่น  แล้วจับเขาโยนออกไปทางหน้าต่าง ร่างนั้นปลิวออกไปราวกับโยนลูกบอลใส่ตะกร้าด้วยความแม่นยำ  เสียงวิศวกรหนุ่มร้องโอดโอย…

            “อย่าทำเขา…อย่าทำเขา…”  นักประพันธ์หนุ่มร้องปรามพร้อมกับฉุดขาไว้

พลังชีพเข้ามาพยุงร่างของภูมิ พลาดลให้ลุกขึ้น “คุณภูมิเจ็บตรงไหนครับ…”

“ไม่…ฉันไม่เป็นไร…” นักประพันธ์หนุ่มนึกเป็นห่วงเมฆา ที่เสียงเขาเงียบไป

“คุณไม่รักผม…คุณรักคุณคนนั้น…”  พลังชีพทำท่าน้อยใจ

            “ไม่…ทำไมพูดอย่างงั้น…ฉันรักนายนะ…”  ภูมิยืนยันด้วยความสัตย์

            “พวกมนุษย์ชอบโกหก…”

            “แต่มนุษย์คนนั้น…ต้องไม่ใช่ฉัน…” 

            นักเขียนหนุ่มโอบกอดร่างเหล็กด้วยอารมณ์ที่ระคนกันอย่างบรรยายไม่ถูก ทั้งรักทั้งห่วง ทั้งพิศวาทและเสน่หา…

            ทันใดนั้นเอง !   เสียงท่อนไม้กระทบโลหะเสียงดังสนั่น !

            ศีรษะของหุ่นกลรูปงามบุบยุบ เลือดสังเคราะห์ไหลอาบแดงฉาน ! โดยฉับพลันร่างนั้นแน่นิ่งซบลงกับพื้น…

            “เสร็จกูล่ะ…ไอ้คนเหล็ก…กูนึกว่าจะแน่แค่ไหน…” นายเมฆาคำรามลั่น พร้อมเงื้อง่าจะฟาดไม้ลงซ้ำอีกที “กลับไปเป็นเศษเหล็กซะดีมั้ย…ไอ้ตุ๊กตารูปหล่อ…”

            นักเขียนหนุ่มตกอยู่ในความตะลึง…แต่ก็ยื้อท่อนไม้นั้นได้ทัน

            “พลังชีพของฉัน…เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่าไม่รู้…”  ภูมิคร่ำครวญกับร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่เบื้องหน้า

            “ไป…”  เมฆายื้อยุดให้ภูมิออกมา “เดี๋ยวมันฟื้นมาอาละวาด เราจะแย่…”

            “ไม่…เขาไม่มีอันตรายกับใคร…”  ภูมิบอก “เขาเพียงแต่จะปกป้องผม”

            “ไม่มี…” เมฆาหัวร่อร่า “ ที่มันจับผมโยนออกไปน่ะ ไม่อันตรายหรือคุณภูมิ…”

            “เขาคิดว่าคุณจะทำร้ายผมน่ะสิ…เขาต้องช่วยผมโดยอัตโนมัตินะ…”

            มือของพลังชีพเริ่มขยับ…และคว้าหมับเข้าที่ขาของเมฆาอย่างแรง…

            แต่…วิศวกรหนุ่มก็สบัดหลุดเสียก่อน..

            “นั่นไง…เห็นไหม…มันจะทำร้ายผมอีกแล้ว”  เมฆาว่าแล้วก็ดึงตัวภูมิออกห่าง…

            ชายหนุ่มทั้งสองวิ่งออกไปนอกบ้าน…ในขณะที่หุ่นกลเริ่มรู้สึกตัวและลุกขึ้นตามออกมา เลือดที่อาบไปทั้งตัวทำให้ร่างนั้นดูน่าตกใจ…

            “อย่าทำอะไรเขานะ…พลังชีพ…” ภูมิร้องเตือนเมื่อร่างนั้นตรงเข้ามา

            ร่างจักรกลซึ่งไม่ค่อยสมประกอบเดินโงนเงนคล้ายกับจะเอาเรื่อง ทำให้นักเขียนหนุ่มเริ่มไม่ค่อยมั่นใจในสวัสดิภาพของตนเอง  ทั้งๆที่เข้าใจระบบของหุ่นตนนี้ดีอยู่…

            “มันยังตามมา…เอาไงดี…”  เมฆามองซ้ายมองขวาหาที่ไป 

            “ผมไม่รู้…”  ภูมิ  พลาดล ปากคอสั่นไปหมด รู้สึกมือเท้าชาจนทำอะไรถูก

            “มานี่เลย…ผมรู้ทางไปแล้ว…”   ว่าแล้วเมฆาก็ฉุดกระชากลากถูให้ภูมิลงไปในลำธารซึ่งมีน้ำไม่ลึกนักแต่ก็เชี่ยวกราก  “ หุ่นกลพวกนี้มันแพ้น้ำ…มันจะไม่ตามเรามาอีก…”

            แต่…ภาพที่เห็น…ทั้งสองเข้าใจผิดถนัด…

            “อย่า…” ภูมิ พลาดล ร้องห้ามเสียงหลง “อย่าตามฉันมา…อันตราย…พลังชีพ”

            หุ่นชีวกลเดินโงนเงนตามเขาทั้งสองลงน้ำมา และพอร่างนั้นจมหายไปถึงเอว เสียงไฟฟ้าลัดวงจรในกายเขาได้ยินถนัดถนี่  พลังชีพยืนแน่นิ่งไม่ขยับไหวอีกแล้ว  แต่ปากเขายังพร่ำรำพันไม่หยุด  สุ้มเสียงของเขาแตกพร่าไปหมด…

            “คุณ-ภูมิ…ผม-รัก-คุณ…อย่า-ทิ้ง-ผม-ไป…ผมผิด-ด้วย-หรือ-ที่-ผม-รัก-คุณ…”

 

                            จบภาคแรกบริบูรณ์

 

๙ มิถุนายน ๔๒