กระดังงาห่างไฟ ๑

เขียนโดย    ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

“ความริษยาที่แฝงมาพร้อมกับมิตรภาพระหว่างเพื่อนผู้แตกต่าง…

เสน่ห์…ซึ่งไม่อาจซื้อมาด้วยเงินตราและอำนาจ แต่ด้วยหัวใจต่างหาก”  

เพลงประกอบ"หัวหินสิ้นมนต์รัก" ทำนองและคำร้องโดย ไสล  ไกรเลิศ

Hit Counter

 

.กาลเวลาที่ห่างหาย

               

เมื่อเขามองลอดแว่น   ผ่านบานหน้าต่างบังกะโลออกไป…

ตรงนั้น…กลุ่มเด็กหนุ่มๆประมาณสามสิบกว่าคนกำลังเฮฮาร่าเริง  บรรยากาศ และสุรา กำลังเป็นตัวประสานให้ “มิตรภาพ” ในหมู่ “ชาวดอกไม้”กลุ่มนั้นงอกงาม   และมันได้งอกงามสนุกสนาน  ผ่านมาเป็นคืนที่สองของรายการ “ท่องเที่ยว”นี้…

ชายหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน นั้นก็คงไม่ยากที่จะสมานไมตรีต่อกัน…

สัมพันธภาพของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก่อตัวได้เพียงข้ามคืน…

บางคนก็คุยกันถูกคอ…บ้างก็มีรสนิยมตรงกัน…และด้วยบรรยากาศ “เป็นใจ” มิตรภาพซึ่งเกิน “ธรรมดา”สำหรับบางคู่  ก็อาจจะบังเกิดขึ้น ณ หาดทรายอันมีมนต์ขลังแห่งนี้ได้ไม่ยาก…

สำหรับคนอื่นๆ   หัวหิน…ในวันนี้ยังน่ารื่นรมย์  เสียงหัวเราะ เสียงหยอกเย้า เสียงแก้วเหล้ากระทบกัน แว่วมาใสๆ…

แม้มันจะไม่เหมือน…บทบาทในนิยายรักเมื่อหลายสิบปีก่อน…

แต่ความรัก และความอบอุ่นมันยังคงอยู่  และดูมันจะ “แน่นแฟ้น”ขึ้นทุกขณะ

 

แต่…ในห้องนี้  มีเพียงเขา…ดร.ลาภล้น กับความเดียวดาย…

เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอยู่เนืองนิจ…ดูจะพ่ายแพ้ต่อเสียงลมหายใจเข้าออกของเขาเอง…

ดวงตะวันที่กำลังจะลาลับ…ยิ่งทำให้ภายในห้องนี้ “หงอย”ลงถนัดใจ…

แก้วเหล้าในมือแก้วนี้…ไม่มีโอกาสจะ “กระทบ”กับของคนใน “กลุ่ม”ที่มองเห็นไกลๆ นั่น แม้ความมืดจะเริ่มเข้าครอบครอง  แต่เขาก็ยังคงรับรู้ถึงอากัปกิริยาของความสุขที่สะท้อนกลับมา…

 

…หัวหิน…เป็นถิ่นสัญญา…

            จากไป…กลับมาผิดหวัง…

            ความหลังยังเวียนวน…

 

                                    …คลื่นสวาทมันแรง…มันแกล้งมาดล…ร้อนจนใจสั่น…

                                    เคยพลอดชู้สู่สวรรค์…รักกันมั่น…ใจฉันมันปลื้ม…

                                    มันซาบมันซึม…มันปลื้มไม่นาน…วิมานทลาย…

 

                เสียงกลุ่มหนุ่มๆที่ริมหาดร้องคลอเสียงกีต้าร์  แว่วมา… คละเคล้า…กับคลื่นลมยามเย็น…ฟ้าครามกำลังจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสีทองแดง…

                เกลียวคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง…ฟังดูกระซิบกระซาบกระแซะหู…

                ผิวน้ำ…กระเพื่อมพรายอยู่ไกลๆสะท้อนแดดยามเย็นงามอร่ามเรือง…

                อันที่จริง…หัวหิน…สถานตากอากาศ ยุคคุณปู่ยังหนุ่ม มันก็ยังยังไม่คลายมนต์ขลังลงเลยสักหน่อย

                กาลเวลา…นั่นต่างหากที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันเปลี่ยนไป…

 

หัวหินสิ้นมนต์รัก…บทเพลงนี้พลอยทำให้ ดวงตาของเขาซึมไป…

“ผมชอบทะเลที่นี่……”  เขาได้บอกกับใครคนหนึ่งในกลุ่มท่องเที่ยวนี้ไป  “ถ้าทัวร์นี้ไปที่อื่น   ผมคงไม่ตัดสินใจมา…”

“ทำไมครับ…”  คำถามง่ายๆ แต่นั่นมันช่างทำให้เขาอึดอัดที่จะตอบ

“ผมรู้ตัวว่า…ผมน่ะแก่เกินไปสำหรับเด็กๆกลุ่มนี้…” สำเนียงนั้นน้อยใจลึกๆ

“ทำไม่พี่คิดอย่างงั้นล่ะครับ…” หนุ่มหน้าใสนายหนึ่งว่า  “ มีพี่ตั้งหลายคนที่เขารุ่นเดียวกับพี่เขายังสนุกกับพวกผมได้…”

จริงสิ…ทำไมคนอื่นเขาสร้างสังคมให้ตนเองกันได้ง่ายนัก  ง่ายเหมือนโลกนี้ไม่มี “วัย” เป็นตัวขีดกั้น  ใครจะทำอะไรก็ทำ  คบกับใครก็คบ…

แต่…ทำไม…เราถึงทำตัวอย่างงั้นไม่ได้….เขาคิด

เขายกแก้วเหล้าในมือขึ้นจิบ…ลมแรงเป่าให้ก้อนน้ำแข็งละลายไป ทำให้รสชาติของมัน “ชืด”สนิท  แม้ว่าเหล้าแก้วนี้จะค่อนข้างเป็นเหล้า “ชั้นดี” ที่สุดที่เท่าที่จะหาได้บนหาดนี้…

รสชาติของเหล้าในแก้วตอนนี้มันช่างเหมือน “จิตใจ”ของเขาเสียจริงๆ

เมื่อกวาดสายตาไปยังบังกะโลอื่นๆ  ไม่มีแสงไฟ หรืออาการไหวติงของผู้คน เลย  เพราะคนที่มาท่องเที่ยวต่างออกไป “ชุมนุม” อยู่บนหาดกันหมด…

เหลือเพียงบังกะโลหลังนี้…ที่ยังมี “ไฟ” เปิดอยู่

ไฟ…ที่โหมอยู่ในใจลึกๆ   กองไฟเย็นๆที่ใครๆ “หาว่า”มัน “มอด”ไปนานแล้ว…

“มีอดีตอะไร…ที่หัวหินรึเปล่าเอ่ย…” ใครคนหนึ่งหยอกเย้าเขาตอนอยู่บนรถ

และนั่นก็เป็นอีกคำถามที่เขาเก็บเอามาคิด…และแอบน้ำตารินในตอนนี้…หยาดน้ำตาที่ร่วงไปบนพื้นทรายนั่น  คงจะไม่มีใครสนใจรับรู้…

มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้…แม้มันจะผ่านมานานนับ๒๐กว่าปี…

จำได้…แม้ถ้อยคำจากคนที่เขาเคย “รัก”  ณ หาดทรายแห่งนี้…

“ปรัชญ์…คุณจะไปจากผมจริงๆหรือ…” ในตอนนั้น เขาเองคร่ำครวญออกมา

“ผมก็รักคุณนะ…แต่ผมจะต้องแต่งงาน…มีลูก…มีเมียเหมือนคนอื่นๆ  เราเป็นผู้ชายด้วยกันนะครับจะอยู่กินเป็นผัวเมียกันได้อย่างไร…คุณต้องเข้าใจนะ ทั้งครอบครัวผมและครอบครัวของคุณต่างก็ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้…”

เพราะค่านิยมในตอนนั้น…ทำให้ “เรา”ต้องจากกันไป…จากกันไปบนหาดหัวหินแห่งนี้…วันนี้ มันจึง “สิ้นมนต์รัก” ไปแล้วเหมือนดั่งในบทเพลง…

จากนั้น…ต่างฝ่ายต่าง ต่างก็“ประชด”ชีวิตด้วยการเรียนให้สูงเข้าว่า  สร้างฐานะทางสังคม มีครอบครัว มีเมีย และมีลูก…

ซึ่งนั่นก็คงเป็นกรรมวิธีเดียวที่ชาย “ชาวดอกไม้” ใช้ “บังหน้า” มาแต่โบร่ำโบราณ…

“ลูก” ซึ่งถ้าทำให้ มัน“เกิด”ขึ้นมาได้  ก็คงจะเป็นหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเด็กๆซึ่งกำลังเฮฮาปาร์ตี้กันอยู่บนหาดนั่น….

“ขอบคุณที่พวกน้องๆอุตส่าห์มาชวน…แต่ผมอยากจะพักผ่อนเงียบๆในบังกะโลนี่มากกว่า…”

คำออกตัวที่เขาบอกไปกับเด็ก “พวกนั้น”  เด็กๆซึ่งในความเป็นจริงเขาน่าจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “อา”  หรือ “ลุง”ก็ยังได้…

คำพูดง่ายๆ ซึ่งก็ทำให้เขาต้อง “หนาวน้ำตา” เพียงเดียวดาย  อยู่นี่ไงเล่า…

เหล้าอีกแก้วที่หมดไป…ทำให้โลกนี้เริ่มหมุนเบี้ยวๆช้าๆ…

สองเท้าเปล่าๆที่ย่ำเหยียบไปบนทรายขาว…ก็คือการได้สัมผัสกับผิวโลกตรงๆ

ส่วนเขาเองล่ะ…เคยมีโอกาส “ติดดิน”  หรือได้สัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริงบ้างหรือยัง…

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา…เขาเองตระหนักดีว่า  เขาจมปรักอยู่กับ “ความเป็นจริง” ที่แสนจะ “ลวงหลอก”อยู่ตลอดเวลา…

โลกแห่งความเป็นจริงที่ผู้ชายต้องมีเมีย มีลูก…แต่นั่นเขาก็ได้ “หลอก”ตัวเองมาโดยตลอด…

โลกแห่งความเป็นจริงที่ถูกปลูกฝังให้ร่ำเรียนสูงๆ  สูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ 

“จะได้มีหน้ามีตา…เป็นเจ้าคนนายคน…”  อาเตี่ยอาม่าเขากรอกใส่หูอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันนี้…วันที่เขากลายเป็น  ดร.ลาภล้น   นักวิชาการระดับสูง  ชีวิตที่โดน “ตีกรอบ”ให้อยู่ในสังคม “ไฮโซ” ของเขานั้น มิได้ทำให้ “จิตใจ”ดวงนี้ “อบอุ่น”เลยแม้แต่น้อยนิด…

กลับเหมือนยิ่งปีนขึ้นไปบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าเท่าไหร่…ก็ยิ่งหนาวเหน็บมากมายเท่านั้น…

หัวหิน…แห่งนี้…เป็นที่แรก และที่สุดท้ายที่เขามี “ความรัก”

แต่การกลับมาครานี้…เขาไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่าเขากำลังตามหาอะไรกันแน่…

“ความรัก”…เขาตอบได้เลยว่า “ไม่ใช่”

ทว่าเขากลับตามหา “ช่วงชีวิต” ช่วงหนึ่งที่ขาดหายไป

ช่วงชีวิตที่เด็กหนุ่มรุ่นเดียวเช่นเขาควรจะได้พบกับมัน…แต่…ก็มิรู้ว่า  ในวัย๔๒ปีอย่างเขา ณ วันนี้..  มันจะสายไปแล้วหรือยัง…

พื้นทรายที่ยับยู่ยี่ไปด้วยรอยเท้า   มันน่าจะทำให้หาดหัวหินแห่งนี้ร่ำไห้…

แต่…มันกลับพอใจเสียมากกว่า  ที่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนเหยียบย่ำ กันทุกยุคทุกสมัยมิได้ขาด…

ทรายที่ยับยู่นั้น…ไม่นานมันก็ถูกคลื่นกลืนกวาด  แล้วกลับกลายเป็นราบเรียบได้อีกครั้ง…พื้นที่เรียบชื้นนั่น  น่าจารึกวลีเก๋ๆลงเล่นๆ…

“กาลเวลาที่ห่างหาย…” 

และ…เมื่อเขายกกิ่งไม้ขึ้นจากการขีดเขียน   ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่แสงไฟแฟลชวาบแว๊บเข้ามา   ภาพเมื่อครู่ถูกบันทึกไว้ในกล้องของใครคนหนึ่งที่ยืนยิ้มฟันขาวอยู่ตรงหน้านี่เอง…

“ไม่ไปสนุกกันตรงโน้นหรือครับอาจารย์ลาภล้น…”  หนุ่มผมยาว ร่างกายสมส่วนในเสื้อกล้ามหลวมๆและกางเกงชาวเล กล่าวชักชวน  “ แล้วนั่นเขียนจดหมายรักสลักบนพื้นทรายหรือไงครับ…” เขาว่าพลางคล้องกล้องคู่ใจไว้บนบ่า

ดร.ลาภล้น หันไปมองที่ต้นคำถาม…แต่ข้อความนั้นก็ได้ถูกกลืนหายไปในทะเลเรียบร้อยแล้ว…

“ไงครับ…ดื่มคนเดียวไม่เหงาเหรอ…เด็กๆพวกนั้นกำลังได้ที่ทีเดียว…”  เขายิ้มสวยจนอีกฝ่ายไม่อาจตัดไมตรีได้  “ ผมชื่อธรรมชาติ….”  เขาแนะนำตัวเองพร้อมยื่นมือมาให้สัมผัส..

“ครับ…ผมรู้…มีใครบ้างไม่รู้จักช่างภาพคนดังอย่างคุณธรรมชาติ…” ด๊อกเตอร์หนุ่มใหญ่พูดแกมเหน็บแนม  เพราะเห็นว่าผู้ชายคนนี้ ทำตัวเปิดเผยร่าเริงสนุกสนาน  เป็นกันเองกับทุกคน  แถมยังเป็น “พระเอก”ขวัญใจของบรรดา “เด็กๆ”ในทัวร์เที่ยวนี้อย่างน่าอิจฉา…

“อาจารย์จะเดินไปกับผมไหมครับ…” ช่างภาพหนุ่มเชิญชวน ตาคู่นั้นคมกริบเป็นประกาย อย่างคนอารมณ์ดี “ผมกำลังจะไปร่วมวงกะพวกนั้นพอดี…ได้กลิ่นอาหารทะเลที่เขาย่างแล้วทนไม่ไหวครับ…”

“คุณไปสนุกกับเขาเถอะ…ผมมันหมดวัยแล้ว…ผมแก่เกินไป…” นักวิชาการกล่าวเรียบๆ ด้วยนัยตาที่แห้งโรย…

“แก่เกินไปสำหรับอะไรครับ…” หนุ่มมาดศิลปิน ขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน

“สำหรับที่จะคบหากับเด็กพวกนั้น…”

คำตอบนั้นทำให้ธรรมชาติ อดไม่ได้ที่จะลูบคลำใบหน้าตนเองที่ครึ้มรกไปด้วยเคราเขียว  เพราะตัวเขาเองก็เกือบจะเรียกได้ว่าเข้าวัย “หนุ่มใหญ่”อยู่เหมือนกัน….

ถ้าจะมองกันที่ตัวเลข…ใช่…วัยของเขาคงไม่ต่างจาก ดร.ลาภล้น คนนี้…

แต่ในความรู้สึก…เขามิได้เห็นว่าวัยขนาดเขานี่จะเป็นตัว “แบ่งแยก” อะไรเลย“คือ…ผมรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสังคมแบบนี้…” นักวิชาการใหญ่ คงเห็นอีกฝ่ายอึด

อัดจึงได้เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่… “ผมห่างมานาน…นานจนผมทำตัวไม่ถูก…”

                อีกฝ่ายนิ่งเฉยไปชั่วครู่  เขาแสร้งแสมองเหม่อออกไปยังเวิ้งน้ำ พลางนึกถึงตนเองแต่ก็ไม่วายนึกเปรียบเทียบกับชายมาด “ผู้ดี”ที่ยืนอยู่ตรงหน้า…

“เหงาน่ะครับ…” ไม่รู้เพราะอะไรธรรมชาติถึงโพล่งไปเช่นนั้น พลางก้มลงหยิบก้อนกรวด แล้วปาออกไปยังท้องทะเล “ได้ออกมาเที่ยวอย่างนี้ก็อบอุ่นเป็นกันเองดี…ผมชอบ…” เขาพูดพลางสูดเอาอากาศอันสดชื่นเข้าไปเต็มปอด…

“เด็กๆพวกนั้นคงรู้จักคุณมาก่อน…” ดร.ลาภล้น กระดกเหล้าในแก้วจนเกลี้ยง

ธรรมชาติส่ายหัว… “ เป็นบางคนครับ…นอกนั้นก็เพิ่งมารู้จักกันที่นี่…” เขาพูดโดยไม่หันมาสบตา กลับยกกล้องคู่ใจเล็งไปบนท้องน้ำกระเพื่อมพราย…. “แปลกนะ…ในสายตาของคนที่มองผม ใครๆก็ว่าผมเพื่อนแยะ…แต่…บางครั้งผมก็เหงาเป็น…”

“ดูท่าทางคุณไม่น่าจะขี้เหงา…”  หนุ่มใหญ่นักวิชาการสัพยอก “ผมซะอีกที่ควรจะพูดเช่นนั้น…”

“อาจารย์ครับ…วิถีชีวิตของคนเหล่านี้…ไม่มีใครบอกได้เต็มปากหรอกครับ ว่าไม่เคยมีความเหงา…” สีหน้าของศิลปินหนุ่มค่อนข้างจริงจัง “พวกเขามีความสุขก็ตรงได้มีโอกาสพบปะกันบ้าง…เช่นวันนี้…”

อาจารย์ลาภล้นผู้ที่เคยสั่งสอนแต่คนอื่น ตั้งตาฟัง เหมือนเด็กนักเรียนนั่งฟังคุณครูสั่งสอน…

“และพอพ้นจากวันนี้ไป…ทุกคนก็ต้องกลับไปสู่ถนนชีวิตพวกเขา…กลับไปสู่สังคมที่บ้านที่มันมีความแตกต่างกัน   ใครจะสุขจะทุกข์  จะเรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่งก็ว่าได้ครับ…”

“แล้วสำหรับคุณล่ะ…คุณธรรมชาติ…”

“ผมก็เป็นของผมอย่างเงี๊ยะ…”  ช่างภาพหนุ่มยักไหล่ จนผมที่ยาวประบ่าไหวยวบ “ไม่ว่าผมจะอยู่ตรงไหน…อยู่กับใคร…หรือทำอะไร ผมก็เป็นของผมแบบนี้…ไม่เห็นจำเป็นต้องปั้นแต่งอะไร…” มาดศิลปินของเขาดูจริงใจ… “แล้วอาจารย์ละครับ…ไม่คิดจะคบหาใครบ้างเลยหรือ  ผมว่ามันเป็นโอกาสแล้วนะครับสำหรับทัวร์ทริปนี้…”

อาจารย์ลาภล้นหยุดฟังนิ่ง  สายตาคู่นั้นมองธรรมชาติเหมือนจะหยั่งรู้ความนัยในดวงตา…เขาไม่ตอบกระไร  แต่…กลับคิดในใจถึงคำว่า “เพื่อน”  เด็กรุ่นลูกที่ดีดดิ้นกันเฮ้วๆพวกนั้นน่ะหรือ…จะมาเป็นเพื่อนกับกับนักวิชาการชั้นผู้ใหญ่มาดสูงส่งอย่างเขาได้…

ลมทะเลพัดมาวูบวาบ…เสียงคลื่นครางเข้ามาทดแทนเสียงเจรจาของคนทั้งสอง  วงเหล้าที่ห่างออกไปประมาณห้าสิบเมตรยังส่งเสียงแห่งความสุขสันต์ลอยมาตามลม…

จะด้วยความเมาหรือความเหงา…บางคนเริ่ม “จับคู่” แล้วหายไปในความมืดอันหลบเร้น…บ้างก็ลงลอยคอหยอกเย้ากันตรงชายฝั่ง  เป็นที่น่าอิจฉาสำหรับคนที่ยังโดดเดี่ยวบางคน…

มันเป็นความสุข ของเหล่า “ชาวดอกไม้” โดยแท้ ที่นานๆจะได้ “คลุกคลี”อยู่ร่วมกันในบรรยากาศ ที่ต่างคนต่างรู้ใจกันแบบนี้…

อาจารย์ลาภล้น ยื่นแก้ววิสกี้ผสมโซดามาตรงหน้า…

“ตกลงอาจารย์จะไม่ไปสังสรรค์กับพวกนั้นแน่นะ…” ช่างภาพหนุ่มรับแก้วนั้นมาแล้วกล่าวย้ำ…

อาจารย์หนุ่มใหญ่ส่ายหน้า…แล้วนั่งลงตรงขอนไม้  พลางหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแล้วพ่นควันลอยเคว้ง…

แม้ตรงนี้จะมืดดำไปสักหน่อย…แต่แสงจันทร์ในคืนนี้ก็พอจะสะท้อนให้เห็นเส้นผมที่ออกสีสีดอกเลา ถูกหวีเรียบเร้เรไรเสยขึ้นด้านบน  โชว์รอยยับตรงหน้าผาก และรอบดวงตา รอยยับที่เกิดวัยตามสังขารบวกกับความเครียดจากอาชีพการงานของบุคคลที่เขาเรียกว่า “อาจารย์”

กาลเวลาที่ยับย่นจนไม่อาจจะทำให้เรียบตึงใหม่  เช่นผืนทรายที่โดนเหยียบแล้วกลับมาเรียบได้อีกยามคลื่นซัด…

ดวงตาที่เต็มไปด้วยแววเครียด แม้จะซ่อนไว้หลังเลนส์หนา ก็ยังพอตีความได้ว่า “แก่เรียน”เสียหนักหนาสาหัส…

มาดสุขุมของนักวิชาการรุ่นใหญ่  อยู่ภายใต้อาภรณ์ “เรียบง่าย” และดูจะเรียบจนเรียกว่า “เชย”ก็คงได้   เชิ๊ตแขนสั้นลายดอก  กับกางเกงที่ใช้สวมไปกระทรวง นั้นดูไม่ค่อยจะ “เข้า”กับทั้งตัวเอง และบรรยากาศเลย…

อย่างไรซะ…ผิวพรรณที่ส่อถึง “เชื้อแถว” เจ้าสัวเก่า  คงป็นองค์ประกอบเดียวในบุคคลิกนี้  ที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึก “สะอาดตา”  และถ้าพิจารณาดูแบบไม่มีอคติก็จะเห็นว่า  คนๆนี้ค่อนข้าง “ดูดี”อยู่เหมือนกัน  เพียงแต่ว่าเขาไม่มีประสพการณ์ในการเสนอ “จุดเด่น”เอาเสียเลย…

เหล้าหมดไปคนละสองแก้ว…กับเวลาที่หมดไปกับเรื่องราวที่เล่าสู่กัน…

“ขอบคุณนะ…ที่อุตส่าห์นั่งคุยเป็นเพื่อนกับผม…คุณเองก็เลยหมดสนุก…อดกินปูปิ้งหอยเผากะพวกนั้นไปด้วย” หนุ่มใหญ่มาดขรึมเริ่มตาแดงด้วยฤทธิ์สุรา…

“ไม่เลยครับ…คุยกะใครผมก็หนุกทั้งนั้น…อยู่บ้านยังนั่งคุยกับแมวหมาบ่อยไป”  หนุ่มมาดศิลปินพูดจากใจโดยปราศจากสิ่งแอบแฝง “เมื่อวานผมก็ได้สังสรรค์กะพวกเขามากแล้ว…วันนี้อยู่นิ่งๆบ้างก็ดีครับ…ปกติผมคบกับเด็กๆก็ติ๊งต๊องไปกับเด็ก…หันมาคบกับนักวิชาการแบบอาจารย์ดูบ้างก็ดี  จะได้สำนึกตนเว่าเราน่ะ…แก่แล้ว…”

ช่างภาพหนุ่มมาดเซอร์ว่าแล้วก็หัวเราะร่วน…

“ท่าทางคุณมีมนุษยสัมพันธ์ดีนะ….” 

“นั่นน่ะซีครับ…ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน  เคยฟังพระพยอมท่านเทศน์ไว้ ท่านว่าใครอยากรู้ว่าตัวเองน่ะมีมนุษยสัมพันธ์แค่ไหน  ให้ลองสังเกตุหมาแมวจรจัดข้างๆบ้านดูว่ามันมีอาการอย่างไรเวลามันเจอหน้าเรา…”  ศิลปินมาดเท่ว่าเป็นเรื่องเป็นราวน่าสนใจ

“ไงครับ…” ฝ่ายนั้นเลิกคิ้วสูง

“ท่านว่าถ้าหมามันเห่าหรือวิ่งหนีน่ะ ให้พึงสังวรไว้ว่ายังต้องปรับปรุงอีกนาน” ธรรมชาติกลั้วหัวเราะคิกๆ “ถ้ามันกระดิกหางใส่หรือหยอกเล่นด้วยก็สบายใจได้…”

“ผมควรจะเริ่มต้น กับสังคมแบบนี้อย่างไรดี…” ดร.ลาภล้นใช้วาจาราวกับรู้ตัวว่าเป็นบุคคลในเรื่องที่พระเทศน์

“อาจารย์ก็เริ่มแล้วนี่ครับ…เริ่มที่ตรงนี้…”

ธรรมชาตินึก…ถ้านายลาภล้นคนนี้ไม่เห็นหนทางแล้วไซร้  ไฉนหนอ…ดร.หนุ่มใหญ่ผู้นี้จึงกล้า “ตีตั๋ว” ราคาเด็กๆ  มากับทัวร์ชาวดอกไม้ในเที่ยวนี้ได้…

แถมมาคนเดียว    แต่ก็มาอย่าง “กล้าๆ กลัวๆ” อย่างไรก็ไม่รู้…

จะว่าแค่อยากเที่ยวหัวหินโดยลำพัง  ฐานะอย่างอย่าง ดร.ลาภล้น ก็น่าจะขับ

รถเก๋งมาเอง แล้วเปิดโรงแรมรถไฟหรูๆนอนก็ยังได้  แต่ทำไมเขาไม่…

ตลอด๔๒ฝน ๔๒หนาว ที่ผ่านมา   มันนานเหมือนผ่านไปครึ่งชีวิตของคนก็จริง   แต่สำหรับอาจารย์ลาภล้น  ในวันนี้ เขากำลังตกอยู่ในสภาพเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งหัด “ลิ้มลอง”ของแปลกใหม่…

อยาก “ลิ้มรส”  แต่ไม่ยอม “เปิดปาก” รับ…

ก็เหมือนอยาก “ลิ้มลอง” แต่ไม่ยอม “เปิดใจ” …

                ความ “เอร็ดอร่อย” ที่ไหน มันจะวิ่งรี่มาเข้าปากเองเล่า…

แต่ก็นั่นเถอะ…จะเอาอะไรกันนักหนา กับผู้ชายไฮโซที่เก็บกด  มานานถึงยี่สิบปี   ยี่สิบปีแห่งชีวิตครอบครัว   ที่เขารู้สึกเหมือนคน “ติดคุก” ผู้รอการอภัยโทษ…

และไอ้ตำแหน่ง หน้าที่ การงาน อันใหญ่โตนั่นอีกเล่า…มันก็คอย “ค้ำคอ” เขาจน “เมื่อยขบ” มานานแสนนาน…

เขารอให้มันมาถึงไวๆ  วันที่จะสู่ “อิสรภาพ”

วันที่จะทำให้เขากลับไปเป็น “อาตี๋เล้ง” หรื อ “นายลาภล้น”คนเดิมเดินดิน  ไม่มีอะไรมาติดยึดอีกต่อไป…

แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ   เขากลับลังเล   ลังเลที่จะกระโดดข้ามฝั่งเข้ามาสู่ “ดงดอกไม้”นี้…

เขารู้สึกสับสน และหวาดวิตก เหมือนเด็กพยายามสอบเข้า “เอ็นทรานซ์”อย่างไรอย่างงั้น   สอบไม่ได้ก็กลัว…พอสอบได้แล้วก็ดัน“เสือกลัวขึ้นมาอีก…

จากวันนี้…พ่อหม้ายเนื้อ “ไม่”หอม อย่าง ดร.ลาภล้น คงจะต้องหัด “ตั้งไข่”ให้ไวที่สุด  เพื่อจะได้ “ก้าวเดิน” และ “วิ่ง”ให้ทันชาวดอกไม้แรกแย้มทั้งหลายทั้งกอนั่น…

ภาพของ นายลาภล้น นักศึกษาหนุ่มตี๋หน้าใส เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นในกระจกมานานจนจำไม่ได้แล้ว  ว่าหล่อเหลาหรือน่ารักสักเพียงใด…

และถ้าไม่มี ดร.ลาภล้น อยู่ในโลกนี้…ยามที่แก้ผ้าส่องกระจก ก็คงจะมองเห็นแต่อาเฮียเล้ง…ใส่แว่นหนา  หน้ายับย่นเหมือนเต่าแก่ๆในบึงเก่าๆ  พุงย้อย อกยาน สะดือโบ๋ เหมือนซาละเปาไส้หมูแดงยังไงยังงั้น…

แต่เพราะความรู้    ความสามารถ   ความมีหน้ามีตาในสังคม   ตลอดจนความสมบูรณ์พูนสุขในกระเป๋า  มันจึงเป็นอาภรณ์วิเศษที่ยกระดับให้ ดร.ลาภล้น ไปตั้งอยู่อีกระดับชั้นของสังคม อย่างช่วยไม่ได้ …

“นี่ถ้าอาจารย์เป็นสาวสวย…คงจะต้องเรียกว่า….กระดังงาลนไฟสิครับ…”

ธรรมชาติหยอดเชิงเย้า    ที่กล้าหยอกก็เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มแทรกซึมได้ที่  คนเราก็เงี้ยแหละ  พอเมาได้ที่ก็ “กล้า”ไปเสียทุกเรื่อง…

กระดังงาลนไฟ…สำนวนที่กล่าวถึง สาวแก่ แม่หม้าย ที่ยังคงความสดสวยไม่สร่างซา  เสน่ห์อันหอมกรุ่นของหล่อน เปรียบได้กับ กลีบดอกกระดังงาที่ยิ่งช้ำยิ่งหอม

แต่สำหรับ ดร.ลาภล้น คนนี้ คงเป็นได้เพียง  “กระดังห่างไฟ” กลีบอันแห้งเหี่ยวของเขาไม่เคยได้สัมผัสกับความ “ร้อน” ของเปลวไฟมาเลย…

 “คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณน่ะมีเสน่ห์มาก…”  อาจารย์ลาภล้นเอ่ยชมแบบประชิดตัว ซึ่งนั่นก็ทำให้ธรรมชาติรู้สึกกระดากบ้าง  จึงต้องหาทางกลบเกลื่อน…

“ผมน่ะไม่ใช่เด็กๆแล้วนะครับ…อาจารย์…”

“…นั่นแหละ…เขาถึงเรียก…กระดังงาลนไฟไง…”

นักวิชารุ่นใหญ่ มองสบตา กับหนุ่มใหญ่มาดศิลปิน แบบมีคำถามที่ซ่อนอยู่ภายใน… “อันที่จริง…ผมเองก็ไม่ค่อยได้สนใจเด็กหรอกนะ…”

“ทำไมครับ…”

“อาชีพผมก็ต้องสั่งสอนคนทั้งวันอยู่แล้ว  พอขึ้นเตียงก็อยากจะนอนเฉยๆบ้างสิคุณ  ไม่ใช่มัวแต่คอยสอนกันอยู่…”  ดร.ลาภล้น กล่าวด้วยอารมณ์ดี พลางหัวเราะร่วน…

นี่แหละหนาเขาถึงเรียกสุราว่า “น้ำเปลี่ยนนิสัย”  เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ธรรมชาติได้ยินเสียงหัวเราะของท่านด็อกเตอร์แบบเต็มสองหู…

แต่…ก็เถอะ เจ้าน้ำเมาทั้งหลายแหล่ มันก็อาจจะเป็น “น้ำชำระหน้ากาก” ก็ย่อมได้เช่นกัน  เพราะหลายต่อหลายรายที่ดื่มมันเข้าไป บ้างก็หมดยางอาย แสดง “ธาตุแท้”ของแต่ละคนให้เป็นที่ประจักษุ์…

คนดีก็จะอารมณ์ดีหัวเราะเริงร่า…คนขี้เซาก็จะหลับปุ๋ย…คนร้ายลึกมันก็จะกร้าวร้าวจนน่ากลัว…คนชอบร้องเพลงก็จะแหกปากลั่นบ้าน…คนขี้คุยก็จะโม้ได้ทั้งคืน…คนเจ้าชู้มันก็จะแสดงอาการออกมา   ฯลฯ

แล้วคนที่…มีจิตปฏิพัทธ์ในเพศเดียวกันล่ะ…ปกปิดอย่างไรมันก็คงไม่มิด…