กระดังงาห่างไฟ ๒       

โดย ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

เพลงประกอบ"หัวหินสิ้นมนต์รัก" ทำนองและคำร้องโดย ไสล  ไกรเลิศ

Hit Counter

 

.หนาวน้ำตา

 

            เมื่อเมาจนได้ที่ ดร.ลาภล้น จึงยอมเดินตาม ตากล้องหนุ่ม มายัง “กลุ่มใหญ่” ซึ่งเขาเหล่านั้นกำลัง ดีด สี ตี เป่า เขย่าขวด และ “เม๊าท์”กันอย่างออกรสออกชาติ…

                “พวกเรา…เทคแคร์อาจารย์ลาภล้นด้วยนะ…เขาจะมาสนุกด้วยกันกับเรา…”

                หนุ่มตากล้องมาดเซอร์ว่าแล้วก็เดินโงนเงนไป “สุมหัว” กับอีกกลุ่มตรงเตาปิ้งอาหารทะเลควันโขมงนั่น…

                ชายหนุ่มทั้ง “เด็ก” และ “ไม่เด็ก”ในกลุ่มพวกนั้นยิ้มรับตามมารยาท  แล้วส่วนใหญ่ก็หันไปสนใจกิจกรรมที่ “ติดพัน” อยู่ก่อนหน้านั้นต่อ…

                หนุ่มใหญ่ยืนอยู่กลางวงเก้ๆกังๆ ถึงแม้จะมึนอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังไม่วายเกิดความรู้สึกแปลกๆ…เหมือนกำลังอยู่ในแล็บทดลอง  และตอนนี้เขาก็เสมือนสารเคมีแปลกปลอม ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะละลาย “รวมตัว”เข้ากับสาร “ส่วนใหญ่”ได้หรือเปล่า…

                “ได้ฤกษ์ออกจากห้องหอแล้วหรือเจ้าคะ…ป๋าขาป๋า…คืนนี้ป๋ามาดึกจัง…” หนุ่มเสียงสาวนางหนึ่งอ้อแอ้แซวมา ท้ายเสียงล้อเลียนเป็นทำนองเพลงลูกทุ่ง…

                เสียงแปร๋นๆของ “เจ้าหล่อน” ทำให้ผู้ถูกทักรู้สึก “ขัดเคือง”บ้าง  แต่ก็เก็บแอบไว้ภายใต้ความนิ่งเฉยและหยิ่งทะนง

                “โชคดีครับจาน…” มือกีต้าร์โปร่งประจำวงเหล้า ยื่นแก้วมากระทบ “ผมปราชญ์ครับ…ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มรณรงค์เมาไม่หลับฮะ…”

                หนุ่มใหญ่มองเด็กหนุ่มที่ชื่อปราชญ์เหมือนต้องมนต์สะกด…

                หนุ่มน้อยวัยไม่น่าจะเกิน ๑๘ ปี  เสียงใสๆที่ออกมาจากปากบางเป็นกระจับนั้นน่าฟังซ้ำเป็นครั้งที่สอง แม้จะมี  “กลิ่นอาย”ของความมึนเมาปะปนมาด้วย…

                แก้มบางใสเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยฤทธิ์เมรัย  ซึ่งมองเห็นจากด้านข้างยามที่เขาหันกลับไปเกากีต้าร์ต่อ   เขาก้มหน้าก้มตาร้องเพลงไปดีดกีต้าร์ไป  อย่างไม่ค่อยจะใส่ใจกับใครอื่นรอบข้างนัก…

หนุ่มน้อยคนนี้รูปร่างหน้าตาน่ารักน่าใคร่  และ “ถูกชะตา”อย่างไรก็บอกไม่ถูก…

อาจเป็นเพราะ…เขาเป็นคนๆเดียวในกลุ่มนี้ที่ “เปิดโอกาส”ให้คุยด้วย…

และ…ไม่รู้ทำไมอีกเช่นกัน  ที่ต้องหวนไปนึกถึง “นายปรัชญ์” บุคคลซึ่ง “เคย”มี “อดีต”ต่อกันที่หัวหินแห่งนี้…อีกครั้ง…

คงเป็นเพราะชื่อที่มันพ้องต้องกัน   ก็เท่านั้น…

หนุ่มปราชญ์ซึ่งกำลัง “อิน” อยู่กับบทเพลง ดีดกีต้าร์คู่ใจพลางเขย่าหัวโครงเครง  ผมสลวยของเขาย้อยลงปรกหน้าผากดูมีเสน่ห์เย้ายวนใต้แสงกองเพลิงที่สุมไว้ใกล้ๆนั่น…

“เป็นเด็กเป็นเล็ก…อย่าดื่มมากนักนะ…เดี๋ยวจะร้องเพลงไม่เพราะ…”

ดร.ลาภล้นคิด “หาเรื่อง”พูดคุยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากกับ “เพื่อน”ต่างวัยรูปหล่อ แต่อย่างไรซะ ก็ยังอดทิ้งมาด “อาจารย์” คร่ำเคร่งไปไม่ได้…

“ไม่หรอกฮะ…ปรกติอยู่บ้านผมไม่ค่อยมีโอกาสน่ะ…” เขาหันมาสบตาปรือๆ “ร้องเพลงสักเพลงมั้ยครับจาน…” เด็กหนุ่มคลี่หนังสือคอร์ดกีต้าร์ยื่นมาให้…

หนุ่มใหญ่ส่ายหัว “ไม่ล่ะ…ฟังเธอร้องก็เพราะดี…”

“อยากฟังเพลงอะไรครับ…”  ปราชญ์จับหนังสือเพลงพลิกซ้ายพลิกขวา

“หัวหิน…สิ้นมนต์รัก…”   อาจารย์ลาภล้น ตอบเกือบไม่ต้องคิด

เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งได้ยินจึงแบะปากใส่  “ ว้า…เชยแหลก…เพลงงี้อีกแล้ว

เหรอ…สามรอบแล้วน่ะเว้ย…เฮ้ย…ไอ้ปราชญ์…”

“ร้องแล้วก็ร้องอีกได้นี่หว่า…ไม่เห็นแปลกตรงไหน…ก็เพลงมันเพราะ…”

 

 

…หัวหิน…เป็นถิ่นสำคัญ…

            ขาดเธอ…กลับพลันเงียบเหงา…

            มองแสงดาวเรียงราย…

 

                                    คลื่นยังคร่ำยังครวญ…จันทร์แจ่มยังนวล…เย้ายวนไม่วาย…

                                    คอยชื่นชู้สู่แลหาย…เห็นรอยทราย…ใจฉันหวิวหวั่น…

                                    เคยนั่งชมคลื่น…เคยชื่นใจกัน….ฉันยังไม่ลืม…

 

                “พ่อผมไม่ชอบให้ผมร้องเพลง…” เมื่อร้องเพลงจบเขาจึงได้เอ่ยขึ้น  “ แต่…ผมมันดันทุรังมาเอง…

                “พ่อเธอมีอคติอะไรกับเพลงเหรอปราชญ์…”  อาจารย์ลาภล้นหาเหตุเอาเรื่องตนเองเข้าไปพัวพัน..

                “คงไม่เกี่ยวมังฮะ…” เขาเล่าไปทำท่าผิดหวังเล็กน้อย “พ่ออยากให้ผมเป็นตำรวจ…แต่ผมอยากเป็นนักดนตรีมากกว่า…

                ไอ้พ่อโบราณๆมันก็อย่างงี้ทั้งเพ…ชอบบังคับฝืนใจลูกกันดีนัก…หนุ่มใหญ่คิดเรื่อยเปื่อย   พลาง “ฉวยโอกาส” เอามือลูบเรือนผมที่เคลียท้ายทอยของเด็กหนุ่มราวกับจะปลอบโยน  ทั้งที่ความจริงอยากจะ “สัมผัส”เนื้อหนุ่มนั่นต่างหาก…

                ค่อนข้างดึกแล้ว…ดาวหลายดวง หลายหมู่ ทยอยหล่นลงทะเลไป…

                ที่เส้นขอบฟ้า…ยังคงมองเห็นแสงวาบๆของเรือหาปลาอยู่รำไรๆ

                ยิ่งดึก…จากวงเหล้าใหญ่ แตกแยกเป็นวงเล็กๆหลายวง  บ้างก็เป็น “คู่ๆ”  ตามอัธยาศัยและรสนิยมของแต่ละคนกันไป   และเผลอไปเพียงแว๊บเดียวผู้คนตรงนี้ก็ “บางตา”ไป  บ้างก็หันไป “หาความสำราญ” กันเป็นการส่วนตัว   บ้างก็ยังดื่มต่อแบบ “ไม่เมาไม่หลับ” บางคนก็หลับกลิ้งเกลือกคลุกทรายไปบ้างแล้ว…

                ธรรมชาติ เดินฝ่าความมืดเข้ามาหลังจากหายตัวไปพักหนึ่ง…กลับมาคราวนี้เขาไม่สวมเสื้อ  อกเปลือยเปล่านั้นบอกถึงพลานามัยที่แข็งแรง  แม้วัยเขาจะเข้าเลขสี่แล้วก็ตาม ผมที่ยาวสยายเคลียบ่าเมื่อหัวค่ำ ถูกผ้าโพกไว้  แลดูเป็น “ชาวเลเจ้าเสนห์”…

                “พี่ไปนอนก่อนนะ…ง่วงแล้ว…”  หนุ่มเคราเขียวครึ้ม ก้มลงมาหอมแก้มมือกีต้าร์หน้าใสซ้ายที่ขวาที   ก่อนจะเดินโงนเงนจากไปเหมือนพ่อปูลมที่กำลังจะกลับลงรู…

                อาจารย์ลาภล้นนั่งมองภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า แล้วทำตาปริบๆ พลางว่า…

                “เขาทำแบบนี้บ่อยไหม…”

                หนุ่มน้อยพยักหน้า “พี่ธรรมชาติเคยบอกว่า…แค่หอมกันก็เรื่องธรรมดา ไม่เห็นแปลกอะไร…”

                “เพื่อนเธอไปไหนกันหมด…”  หนุ่มใหญ่เหลียวซ้ายแลขวาไปตามหาดทราย

                “คงเข้าไปนอนกันหมดแล้วมังครับ…”  หนุ่มน้อยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง “นี่มันดึกแล้วนี่ครับ…ป่านนี้เมาพับไปหมดแล้ว…”

                “ปราชญ์…เธอนอนบังกาโลว์ไหน…”  ดร.ขยับแว่นมองสบตาหนุ่มน้อย

                “นอนกะเพื่อน…” เขาตอบไม่ตรงคำถามนัก

                “คนไหน…”

                “ก็คนเมื่อกี้ไงครับ…”

                ถ้าอยู่ในแสงสว่างคงจะเห็นสีหน้าของท่านด๊อกเตอร์เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน  เขาเกิดอาการ “ริษยา”ขึ้นในเบื้องลึกอย่างช่วยไม่ได้จริงๆ…

                “ผมจับสลากได้ห้องนอนเดียวกับพี่ธรรมชาติ ก็เท่านั้นเอง…” หนุ่มน้อยออกตัว… “แล้วอาจารย์ล่ะครับ…ได้นอนคู่กับใคร…”

                หนุ่มหน้ามลคนนี้ ไม่น่าถามคำถามนี้มาเลย…พับผ่าสิ…

                ก็ไอ้หนุ่มคนที่ “จับสลาก”ได้คู่กัน  พอเปิดประตูบังกาโลว์ มันก็โยนกระเป๋าแหมะ แล้วก็ “สบัดตูด”หายหัวไปเลย…

                ยังมิทันได้ถามชื่อแซ่กันเสียด้วยซ้ำ…แล้วจะให้ตอบยังไง…

                “ นอกจากปราชญ์แล้ว…คงไม่มีใครเขาอยากจะคุยกับพี่หรอก…”ท่านด๊อกเตอร์ช่างกล้าใช้ สรรพนามแทนตัวได้เต็มปากเต็มคำ    ก็ทีอีตาธรรมชาติมันก็แก่พอๆกับฉัน เธอยังเรียกมันว่าพี่ได้  แล้วทำไมไม่เรียกฉันอย่างงั้นบ้าง…

                คิดแล้วก็สุดจะเจ็บกระดองใจนัก…ทำไมกูไม่โชคดีในการ “จับสลาก”บ้างวะ…

                “อาจารย์ก็คิดมากไปเอง…ไม่มีใครเขารังเกียจกันหรอกครับ  เพื่อนๆกันทั้งนั้น…”

                “คนที่เขาจับสลากได้ห้องนอนเดียวกับพี่…เขาคงรังเกียจ…”

                “ไม่หรอกฮะ…” เจ้าหนุ่มทำเสียงปลอบ “ ผมว่าป่านนี้มันคงไปตั้งวงไพ่กันที่ห้องใดห้องหนึ่งเสียมากกว่า   คนมาเที่ยวเป็นกลุ่มแบบนี้ มันไม่ค่อยนอนกันหรอกครับ…” ว่าพลางชี้ให้ดูขี้เมาที่หลับอยู่รายรอบ “หรือถ้านอน มันก็ไม่นอนในห้องกันหรอก  บนทรายเนี่ยได้บรรยากาศกว่าแยะเลย…” 

                “เราเนี่ย…อารมณ์ศิลปินไม่หยอกเลยนะ…ปราชญ์..”

                “ผมชอบความเป็นศิลปิน” เขาพูดไปพลางตีคอร์ดเปล่าๆไป

                “ถึงได้ชอบคุณธรรมชาติเขาใช่มั้ย…”

หนุ่มนักกีต้าร์หยุดมือลงชั่วครู่  เขาสบตาฝ่ายนั้นเหมือนจะโต้ตอบอะไรบางอย่าง ในใจ…เขาอยากจะตอบกลับไปว่า  ใครๆก็ชอบพี่ธรรมชาติกันทั้งนั้น พี่เขาน่ารักออก เป็นศิลปินไม่เรื่องมาก สุภาพ มีเสน่ห์…ไม่เห็นเก็บกด และวางตัวสูงส่งเหมือนคุณด๊อกเตอร์คนนี้เลย…

                แต่แล้ว…ก็เงียบ…ความเงียบถูกกลืนเก็บไว้ใต้เสียงเกากีต้าต่อไป…

ดร.ลาภล้น ยังคงต้องทน “หนาวน้ำตา”ต่อไป…

น้ำตาอุ่นๆ…หยาดน้อยนิด…ที่มันซึมแทรกออกมาจากเบ้า มันกลับทำให้ ดร.ลาภล้น  หนาวสั่น…เสียยิ่งกว่าอยู่ในแดนหิมะหลายร้อยพันเท่านัก…

เขาเดินเลียบไปตามชายหาดเพียงเดียวดายและไร้คู่…ฝ่าเท้านั้นกระทบกับชายน้ำเค็มเย็นชื้นอย่างเย็นชา…

แขนสองข้างกอดเกี่ยวไว้ตรงอก  เลื่อนลอย…และปล่อยอารมณ์ไปกับความเมา...

จะกลับไปนอนรึ…อย่าเลย…ไหนๆมันจะ “แห้ว” แล้ว ก็เดินมันไปเรื่อยเปื่อยซะอย่างงี้ดีกว่า…เขาคิด ชาตินี้ยังมีเวลานอนอีกถมถืด…แต่เวลาที่จะหา “คนนอนด้วย” นี่สิ…มันเหลือน้อยเต็มทนแล้ว...

อ้อมอก หรือ อายอุ่น ของใครสักคนก็ได้  ที่จะทำให้ภาพฝันของหัวหินเป็นจริงขึ้นอีกสักครั้งหนึ่ง…อีกครั้งเดียวก็ยังดี…

กลิ่นกัญชาลอยกรุ่นผ่านจมูกไปวาบหวิว…

เงาตะคุ่มๆของชายหนุ่มคนหนึ่ง…เขายืนพิงโขดหิน…สูบมวนกระดาษเห็นแสงแดงวาบๆ  และปล่อยควันลอยเคว้ง…

“ยังไม่นอนหรือครับ…” 

หนุ่มคนนั้นทัก…ตาเขาลอยเหม่อเนื่องจาก “ปุ้น”ได้ที่พอดี  ร่างสันทัดนั้นสวมเพียงกางเกงยีนส์ตัวเดียว  เอวคอดและไหล่กว้างชวนหลงใหลทีเดียว…

“พวกเดียวกันฮะ…ก็ผมมารถคันเดียวกับอาจารย์ไงครับ…จำผมไม่ได้หรือ” คำพูดนั้นทำให้ท่านด๊อกเตอร์อุ่นใจขึ้น… “ ลองสักหน่อยมั้ยฮะ…จะได้หลับสบาย…”  เขายื่นมวนกระดาษที่สูบคาปากยื่นให้…

                นักวิชาการรับมันมาอย่างเด็กว่าง่ายคนหนึ่ง  ตลอดชีวิตการเป็นนักวิชาการด้านการปกครองมาสิบกว่าปี   เรื่อง “สุรา”นั้นเรื่องย่อยอยู่แล้ว  แต่เรื่อง “ยาเมา” วันนี้จะขอ “แอบ”ลองดูบ้างใครมันจะรู้…นอกจากเจ้าหนุ่มผู้นี้…หนุ่มขี้ยาในความมืดสลัว…

                เขาอัดควันมันเข้าปอดไปจนเต็มกลืน…ครู่เดียวฤทธิ์ของมันก็เข้าไป “ผสมโรง”กับแอลกอฮอล์ที่ฝังอยู่ในกายโดยไม่ยาก…

                และอีก “ซี๊ด”ต่อๆมา  อาจารย์ลาภล้นก็รู้สึกเบาโหวง  ล่องลอยไปสู่ไหนต่อไหนก็ไม่รู้…         

                ภาพของ หนุ่มน้อยที่ชื่อ ปรัชญ์ ผุดพรายเข้ามาในห้วงอารมณ์…

                ในขณะเดียวกัน….ดร.หนุ่มใหญ่ ก็กลับกลายไปเป็นตี๋หล่อพ่อรวยที่ชื่อ“อาเล้ง”

                “ปรัชญ์…คุณกลับมาหาผมจริงๆหรือนี่…” อาตี๋เล้ง ละล่ำละลักด้วยความดีใจ

                ทั้งสองโผเข้าโอบกอดกันด้วยแรงรัก…จูบอันดูดดื่มเร่าร้อนนี้เขาไม่มีวันลืมและไม่มีวันที่จะมีใครมาทดแทนปรัชญ์คนนี้ได้อีกแล้ว…

                “ผมมีอิสระแล้วปรัชญ์…บอกผมสิว่าคุณจะกลับมาอยู่กับผม…และรักผมคนเดียว…”  เขาคร่ำครวญขณะซบลงตรงกลางทรวงอันกว้างอบอุ่นของยอดชู้…

                หนุ่มลาภล้นเชยชมเรือนร่างของปรัชญ์ อดีตนักฟุตบอล ดาวมหาวิทยาลัยขวัญใจของสาวๆ ริมสนาม บัดนี้มันกลับมาให้ลาภล้นได้เป็นสุขล้ำอีกครั้ง…เชอะ…นังพวกชะนีหน้ามืดตามัวทั้งหลาย…พวกหล่อนไม่มีวันได้เชยชมพ่อยอดชายของฉันคนนี้หรอก…

                “โอว…ปรัชญ์ครับ…ของคุณยังเหมือนเดิม…คุณยังเป็นของผมอยู่”   ลาภล้นสะอื้นเมื่อถอดเกงเกงเขาออกไปทางปลายเท้า  แล้วคลอคลึงอยู่กลางลำตัวอันกำยำ…

                ร่างอันทรงเสน่ห์ของนักกีฬารูปหล่อเกร็งขมึง…ใบหน้าหงายแหงน…ด้วยใจรัญจวน   แขนแมนอันแกร่งกล้านั้นกดศีรษะของอีกฝ่ายให้ต่ำลงไป…ต่ำลงไป…

                รสรักที่กลับมาอีกครา…มันช่างร้อนรุ่นสุมทรวง…และเสียวสะท้าน…

                เขายังคงเป็น “ผู้ชาย”คนเดิมของ อาเล้งคนนี้…คนเดียว…และตลอดไป…

                “ผมไม่เคยปล่อยตัวปล่อยใจกับใครแบบนี้มาก่อนเลยนะปรัชญ์…” ตี๋หนุ่มเสียงกระเส่า…ความร้อนภายในแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย…

                “ครับ…ผมเชื่อ…”  ฝ่ายนั้นครางฮือ  มือกดเน้นตรงที่เดิมด้วยอารมณ์เปิดเปิง…

                “ผ มรักคุณนะปรัชญ์…ได้ยินไหม…ผมรักคุณ…ตลอดเวลาผมโหยหาแต่คุณคนเดียว…ถ้าไม่มีคุณ…ผมคงรักใครไม่ได้อีกแล้วครับ…”

                ภาพของนักกีฬารูปหล่อขึ้นคร่อมมาบนร่างนี้…ตาเจ้าเสน่ห์คู่นี้ เขาไม่เคยลืมมันเลยไม่ว่ามันจะผ่านเลยไปนานเท่าใด   คิ้วเข้ม  จมูกสวย  ปากบางได้รูป  และผิวคล้ำเนียนชวนสัมผัสรัดรึงตรึงใจ…

                นายลาภล้นหลับตาพริ้มพรายรอรสจูบจากเขาอีกครั้ง…ภาพในนั้นเต็มไปด้วยดาวดาวพราวระยับ  นี่มันสวรรค์ชั้นไหนกันนี่…

                ฝ่ายตรงข้ามเบียดประชิด  ร่างแนบร่าง เนื้อแนบแน่น และแล้วเขาก็รู้สึกถึง…

                อาการถูกชำแรกแทรกลึก… “อา…ปรัชญ์คุณเข้ามาในตัวผมเถอะ ผมยอมทุกอย่างเพื่อคุณ  ขอเพียงให้คุณกลับมาเป็นของผม….”

                นาวาสวาทลำนี้ลอยลำไปบนทะเลกาม…เริ่มจากเชื่องช้า เนิ่นนาน  เนิบนาบและแนบแน่น   แม้มันจะเจ็บร้าวไปถึงส่วนลึก  แต่เจ็บนี้ก็พลีให้ด้วยความเต็มใจเต็มกาย…

                และเมื่อใกล้ถึงฝั่ง…ต่างคนต่างช่วยกันจ้ำพาย…พายแล้วงัด…งัดแล้วพายอย่างร้อนรนทุรนทุราย  ด้วยเกรงคลื่นลมที่ถาโถมจะมาทำให้ล่มสลายไปเสียก่อน…

                “ปรัชญ์ที่รัก…โอวว…ผมจะทนไม่ไหวแล้ว….”

                และแล้วหัวเรือก็กระทบฝั่ง…ทำให้น้ำซาดซ่า…แตกกระจาย…เจิ่งนองเต็มใบหน้าผู้โดยสารจนเต็ม “ลำ”…

                “โอวว…คุณทำให้…ช่วงเวลาที่ขาดหายของผมกลับมาแล้ว….”

                ลาภล้นหลุดปากออกมาด้วยจิตอิ่มเอมโอชะ  ก่อนที่จะหมดสติไปในค่ำคืนนั้น…

 

                แดดส่องผ่านบานหน้าต่าง…ทะลุผ้าม่านโปร่งแสง…

                เสียงนกจอแจอยู่บนยอดไม้นั่น  เหมือนมันจะพยายามปลุกให้คนที่นอนอยู่ในบังกะโลตื่นซะที…

                เสียงคลื่นลมแรงกว่าเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา…

                ดร.ลาภล้น  ยันตัวเองขึ้นจากเตียง   ร่างที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนานี้  มิได้มีเพียงเขาเท่านั้น…

                ชิ้นส่วนของเสื้อผ้าที่ปลายเตียงนั่น…เป็นของเขาเอง กับคนที่ยังหลับปุ๋ยอยู่ข้างๆ

                “ปรัชญ์”  เขารำพัน  พร้อมกับแย้มผ้าห่มแล้วมองไปตลอดร่างที่นอนคว่ำหน้ากรนเบาๆอย่างมีความสุข  เรือนร่างชายหนุ่มงดงามสมส่วนคนนี้เป็นใคร…

                เขาฝันเพ้อไปแน่ๆ…หาดหัวหินแห่งนี้มันดลจิตดลใจให้เขาทำอะไรบ้าๆลงไปหรือนี่…

                “กี่โมงแล้วครับ…จาน…”  เสียงงัวเงียจากร่างที่นอนอยู่เคียงข้าง  เขาเริ่มขยับตัวไปมองนาฬิกาข้อมือ… “ตายโหง…สายแล้วหรือเนี่ย…”

                สาย…ใครกันแน่ที่สาย “เรา” หรือว่า “เขา” ดร.ลาภล้นคิด…

                หนุ่มคนนั้นพรวดพราดลงไปจากเตียง  คว้ากางเกงยีนส์ซึ่งติดตัวมาเพียงชิ้นเดียวสวมลวกๆ  แล้วเอามือเสยผมสองสามที  เขาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคืนที่ผ่านไป

                “แล้วผมกลับมาบังกะโลได้ไง…”  หนุ่มใหญ่ถามทั้งๆน่าจะเดาออก

                “ก็…ผมเอง…อาจารย์เมาจนไม่รู้เรื่องรู้ราว…ผมต้องหิ้วปีกมา…”

                “มีใครรู้รึเปล่า…ว่าเธอนอนที่นี่…”  ดร.ลาภล้นนึกระแวง

                เจ้าหนุ่มหุ่นดีนั่นส่ายหน้าช้าๆแบบงงๆ… “แต่เอ…มีครับ….มีคนนึง”

                “ใคร

                “ก็ไอ้จ๊อบ…ที่มันจับสลากนอนคู่กับอาจารย์ไงครับ…” เขาพูดเรื่อยๆสบายๆ “มันเข้ามาเอากระเป๋าของมันเมื่อตอนเช้า แล้วมันก็ไป…”

                “ผมไปนะครับ…”  เจ้าหนุ่มหน้าคมยังอุตส่าห์ร่ำลา  “เดี๋ยวขากลับเจอกันบนรถ…”  พูดจบเขารี่ไปที่ประตู

                “เดี๋ยว…”  อาจารย์หนุ่มใหญ่ที่เพิ่งใจแตก รู้สึกอาลัยอาวรณ์ในรสรักที่ผ่านไป “เธอชื่ออะไร…แล้วเราจะ…..กันอีกไหม…”

 ท้ายเสียงนั้นอ่อนลมด้วยความกระดาก  หนุ่มใหญ่ลุกขึ้นจากเตียงคว้าผ้าที่ใกล้มือที่สุดพันท่อนล่างไว้…

“แล้วแต่โอกาสครับ…ผมก็เที่ยวๆอยู่แถวสีลม…” เขายักไหล่ “ชื่อเหรอ…ก็ไม่สำคัญร็อก…เจอกันบ่อยๆก็รู้ไปเอง…”

“แต่…”  ดร.ลาภล้น มองหน้าคู่ขาชั่วคืน เหมือนรอความเห็นใจ “เรานอนด้วยกันแล้ะนะ…”

“โถ…จาน…”  เจ้าหมอนั่นส่งเสียงเหมือนเป็นเรื่องธรรมดามาก “เรื่องนอนด้วยกันมันไม่ได้หมายความว่าจะต้องกลายเป็นผัวเมียกันตลอดชีวิตนี่…แล้วอีกอย่างผมก็มีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วแล้วด้วย…ถ้าเกิดอารมณ์ก็เรียกใช้ได้ตามโอกาสแล้วกัน…ผมไปล่ะนะ”  พล่ามด้วยมาดจิ๊กโก๋เสร็จ เจ้าชายเพียงหนึ่งราตรีก็ปิดประตูใส่ดังปัง ! แล้วมันก็จากไป…

นักวิชาการผู้เคยพร่ำสอน  “นักศึกษา”มาก็มาก ได้ฟังถ้อยคำอันจะเแจ้งนี้แล้วแทบสะอึก…หน้าชาวูบๆ…ไม่…มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องร้องไห้ร้องห่มให้เสียเวลา…

ทั้งๆที่ในใจ…อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ…

แต่ตัวเขาเองก็มิใช่ “สาวพรหมจรรย์”ที่จะต้องมาคร่ำครวญโศกาอาดูร ในสิ่งที่สูญเสียไป…

เพียงแต่ “ตกใจ”บ้าง   กับวิถีชีวิตในสังคม “คนดอกไม้”พวกนี้…

ดี…เขาคิดกันอย่างงี้ดอกรึ…เออ…กูเพ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เอง…

ได้เลย…อย่าคิดว่า คนอย่าง  ดร.ลาภล้นคนนี้จะยอมพ่ายแพ้…แม้ว่าหนทางสู่ถนนสายนี้ มันจะเหลือสั้นกว่าไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกมึง…

ไอ้พวกกระต่ายน้อยเอ๋ย…พวกมึงอย่านึกนะ ว่าวิ่งเร็ววิ่งไกล  แล้วจะมาข่มเต่าล้านปีที่เพิ่งจะคืบคลานมาช้าๆอย่างกู…

กูจะต้องหาทาง “ติดปีก”เพื่อบินไปให้ทันพวกมึง  คอยดู…