กระดังงาห่างไฟ ๓    

โดย ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

เพลงประกอบ"หัวหินสิ้นมนต์รัก" ทำนองและคำร้องโดย ไสล  ไกรเลิศ

Hit Counter

 

. ห่างไฟใจหื่นสิเนหา…

 

            “คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณน่ะเป็นผู้ชายมีเสน่ห์…”

                นั่นเป็นคำชม ประจำตัวของ ดร.ลาภล้น  ผู้ซึ่งมองเห็นแต่ “เสน่ห์”ของผู้อื่น แต่ไฉนจึงละเลยการสร้าง “เสน่ห์”ของตนเองไป…

                ชายหนุ่มคนที่มี “เสน่ห์” แต่งกายสุภาพนั่งสนทนาเชิงพาณิชย์อยู่ข้างๆ…ภายในล็อบบี้เล้าจ์ของโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่ง…

ก็คำพูดโต้งๆอย่างนั้นใครเล่าจะไม่ขวยเขิน…  พ่อหนุ่มคนนั้นกล่าวขอบคุณและยิ้มรับเจื่อนๆ  แก้มแดงระเรื่อก็คงไม่ใช่เพราะฤทธิ์วายน์แดงชั้นดีที่เพิ่งจิบเข้าคอไปไม่ทันหมดแก้ว  แต่เพราะคำหวานของ “ลูกค้า”คนนี้   คนที่เขาเองก็ฝากความหวังไว้ว่า เขาคงจะได้ค่า “คอมมิสชั่น”จากการขายรถสปอร์ตรุ่นล่าที่เขากำลังเสนอขายอยู่…

พ่อหนุ่มนักขายแก้เขินด้วยการควัก “แคตตาล็อก”สองสามชิ้นออกจากกระเป๋าหนังมาคลี่ให้ “ว่าที่”ลูกค้าดู พลางบรรยายสรรพคุณสินค้าไปพลางอย่างคล่องแคล่ว…

แต่แทนที่อีกฝ่ายจะใส่ใจกับกระดาษที่แผ่อยู่  สายตาเขากลับเพ่งพินิจมาที่ตัว “นักขาย” อากัปกิริยาของผู้ชายคนนี้  กลับกระตุ้นอารมณ์ให้ “อยากซื้อ”มากกว่ามองดูรูปเป็นไหนๆ…

“เอาไว้อธิบายทีหลังก็ได้น่านะ…”  ว่าที่ลูกค้าโบกมือห้าม  “ตอนนี้น่ะผมอยากจะคุยกะคุณมากกว่า….”  นัยตาเขาเหมือนเห็นขนมโปรดปราน

“ครับ…คือว่า…”  พนักงานหนุ่มจากบริษัทขายรถยนตร์สะดุดกึก กุกๆกักๆ…

“เอาล่ะ…ยังไงผมก็ซื้ออยู่แล้วล่ะน่า…”  หนุ่มใหญ่ตัดบทซึ่งก็ทำให้หนุ่มนักขายอุ่นใจขึ้น  “ผมน่ะตั้งใจอยู่แล้ว…ว่าจะเปลี่ยนรถใหม่…”  เขาว่าพลางพยับเก้าอี้เข้าไปใกล้อีกหน่อย  “เผลอๆก็อาจจะเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรในชีวิตให้หมดไปเลย…”

นอกจากแก้มใสๆที่แดงก่ำแล้ว  ขนตามร่างกายของชายหนุ่มนั่นก็“ลุก”ซู่ซ่าไปทั้งตัว เพราะว่าที่ลูกค้าหนุ่มใหญ่พูดไป…มือก็ลูบไล้ไปตามหน้าขาของเขา…

“ผม…คือ…ผม…อ้า…คือว่า…”  เสียงหนุ่มนักขายรถสะท้าน  นึกอะไรไม่ออกเลยตอนนี้…

“เธอไม่คิดที่จะลอง…อะไรแปลกๆใหม่ๆบ้างเลยรึ…”  หนุ่มใหญ่พูดราบเรียบ

เจ้าหนุ่มค่อยๆหยิบมือที่วางบนหน้าขาเขาออกไป…ตีสีหน้าจะกล้าก็ไม่กล้า จะกลัวก็ไม่เชิง   เป็นช่องทางที่ดี ที่ฝ่ายตรงข้ามจะ “รุก”ต่อไป…

ว่าที่ลูกค้า แสร้งควักธนบัตรบึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท  พลางตบแล้วกรีดด้วยนิ้วไปบนแผ่นกระดาษอันมีค่า เหมือนกำลัง “ล่อ”สายตา  พลางก็ว่าเป็นนัยๆ ซึ่ง “นักขาย” ชั้นดีอย่างพ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้คงจะอ่านความหมายออก  นอกเสียจากว่าเขาจะแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้…

“เนี่ย…คุณขายรถสักสองคัน  ก็ยังได้คอมไม่มากเท่านี้เลยนะ…”

คำพูดนั้นเหมือนกำลังให้ “ข้อเสนอ”ในแง่บวกกับสินค้าที่พ่อค้าไม่ค่อยอยากจะขายให้…“แถมเธอยังจะขายรถได้อีกตั้งคัน…คอมก็ได้ต่างหาก…ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอะไรเล้ย…เธอน่ะโชคดีแล้วรู้มั้ย…รูปหล่อ…”  ลูกค้าหนุ่มใหญ่ให้เหตุและผลเพิ่ม

 “เศรษฐกิจแย่ๆอย่างงี้  อะไรๆที่มันเป็นเงินขึ้นมาได้ก็น่าจะรีบตักตวงนะ…พ่อหนุ่ม…” ว่าแล้วก็ยกไวน์ซดจนเกลี้ยงแก้ว…

เด็กเวทเตอร์เดินเข้ามาขัดจังหวะ  เขาเก็บภาชนะที่ไม่ต้องการออกไปวางบนถาด ท่าทางนอบน้อม…

“เออ…น้อง…”  ดร.ลาภล้นสะกิดเด็กนั้นด้วยเสียง พลางล้วงหยิบการ์ดสองใบขึ้นมา  “ช่วยไปเช็คอินเปิดห้องให้พี่หนึ่งคืนนะ….เอ้า…นี่บัตรเครดิต และบัตรสมาชิกศูนย์สุขภาพของพี่…”

“ยินดีครับ…”  เด็กเวทเตอร์ทำตามคำเขาขอร้องอย่างว่าง่าย

“เดี๋ยวถึงห้อง…แล้วคุณค่อยเอาแคตตาล็อกของคุณออกมาให้ดูก็แล้วกันนะ…”

ดร.ลาภล้นคนใหม่ พูดจาตัดบทลดขั้นตอน  ซึ่งก็ทำให้เซลล์แมนขายรถไม่มีโอกาสปฏิเสธ แม้แต่คำเดียว  เขาจำต้อง “ตกกะได” และ “พลอยโจน” ไปอย่างช่วยไม่ได้…

 “เงิน” คือสิ่งเดียวที่ดร.ลาภล้น คิดว่า  มันซื้อได้ทุกอย่างให้กลับมาสู่ชีวิตที่เคยแห้งผาก   ซื้อได้แม้กระทั่ง “หน้า”ของตัวเอง  ก็ไม่เพราะเงินดอกรึ…ที่ทำให้ใบหน้าซึ่งเคยย่นยับ กลับมาเต่งตึงได้อีกครั้ง…แล้วก็เงินอีกนั่นแหละที่มันจะเนรมิต ดร.ลาภล้น คนเชยๆให้กลายไปเป็น “นิวลาภล้น” ในวันนี้…

เริ่มเปลี่ยนจากรถยนตร์รูปทรงเทอะทะ  หันมาใช้รถสปอร์ตสองประตูรูปทรงปราดเปรียว  แถมยังได้ “ของชำร่วย”เป็นพนักงานขายหนุ่มเนื้อแน่นคุ้มค่า ไม่ต้องบากหน้าไป “ออฟ”เด็กเน่าๆตามบาร์ ให้เสียศักดิ์ศรีคนอย่างด็อกเตอร์เล้งผู้ทรงเกียรติ…

พุงที่เริ่มย้อยก็กลับไปฟิตเปรี๊ยะได้อีกครั้งด้วยบริการจากฟิตเนสเซ็นเตอร์  ซึ่ง “ของแถม”ก็คงไม่พ้น “ครูฝึก”หุ่นงาม ในสถานดังกล่าวอีกเช่นเคย…

ผมที่เคยหงอกจนเกือบเต็ม “กบาล”ก็กลับมามี “ชีวิตชีวา”อีกครั้งด้วยการโกรกสีออกโทนแดง แข่งกับเด็กวัยจ๊าบ…

“อาเล้งแว่น”  แม้มันจะเป็น “ฉายา”ที่เพื่อนๆมันชอบล้อ มาเกือบทั้งชีวิต บัดนี้เขาไม่ได้ยินมันอีกแล้ว  ด้วยระบบผ่าตัดรักษาสายตาแผนใหม่ทันสมัยใหม่ล่าสุด…

แล้วเสื้อผ้าอาภรณ์แบบ “จืดๆ”นั่นก็โดนสลัดทิ้งไป  เปลี่ยนมาสวมเสื้อจาก “บูติก”ชั้นนำ ในยามที่ออกมา “ท่องราตรี”ตามผับตามบาร์

อันนี้ก็ไม่ทราบว่า…ท่านด็อกเตอร์ได้ “ฟัน”ช่างโกรกผม   เด็กร้านเสื้อผ้าแถวสยามฯ  เด็กเสริฟตามผับตามบาร์  รวมทั้งจักษุแพทย์นั่นด้วยหรือเปล่า  แต่…ที่แน่ๆ  เขาคิดว่าเขาได้ความเป็นหนุ่มของเขากลับมา…

กลับมา “ชดเชย” ใน “สิ่งที่ขาดหาย” ไปตลอดสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา…

ใครบอกว่า…มันสายไป…ดร.ลาภล้นนึกทะนงตัวขึ้นมา… 

เขาจึงปรากฏตัวในสังคม “ชาวดอกไม้”บ่อยขึ้น จนผิดวิสัย…และที่ผิดวิสัยไปมากกว่านั้น  ก็คือพฤติกรรม “แปลกๆ”ก็เป็นที่สังเกตของคนเคย “รู้จัก”

                จากนักวิชาการผู้ใหญ่มาดขรึมคนเก่า  ค่อยๆ “กลายพันธุ์”ไปเป็น “นางพญาเศียรอสรพิษ” หรือเป็น “ฟางแห้ง”ที่พยายามยั่วเย้าให้ “โคอ่อน”อยากเคี้ยว…แต่โคอ่อนมันก็มิค่อยปรารถนาเสียสักเท่าไหร่ เนื่องจากฟางกองนี้มัน “เหนียว”ซะเหลือคณานับ…

                จากดอกกระดังงากลีบแห้งห่างไฟ กลายมาเป็น “กระดังงาดองเหล้า”แทน…

                ดูเขา “พยายาม”ทำตนให้ “ทันสมัย” ทั้งๆที่เขาเองก็ยัง “ตีความ”ไม่แตกเสียด้วยซ้ำกับคำๆนั้น…ดังนั้นคนมีเงินแต่ “ไม่มีหัว”อย่าง ดร.หนุ่มใหญ่จึงต้อง “พึ่ง”ปัญญาของเหล่า “ดีไซเนอร์”ชั้นนำ  หรือสินค้า “แบรนด์ เนม”ทั้งหลายแหล่เป็นหลักในการแต่งตัว

                บนถนนสายดอกไม้แห่งนี้…เต็มไปด้วยผู้คน “ร้อยพ่อพันแม่”  มันก็เป็นการยากอยู่เหมือนกันกับการที่จะเลือก “คบคน”  โดยเฉพาะ “นักเที่ยว”หน้าใหม่ และ “ใจแตก”อย่าง ดร.ลาภล้น

                ดังนั้น…ดร.ลาภล้น จึง “เจาะจง”คบหาแต่บรรดา “ดอกไม้ไฮโซ”   หรือกลุ่มคนซึ่งล้วนทำตัว “จมไม่ลง” ไม่ว่าเศรษฐกิจจะลอยตัวหรือทรุดตัว  พวกเขาเหล่านั้นก็ยังต้องดื่มไวน์ชั้นดี วิสกี้รสเลิศ  นั่งลอยหน้าตามภัตตาคารหรู และสรรหาข้าวของเครื่องใช้แบบ “เริ่ดๆ”  พวกที่ทำทุกอย่างเพื่อ “ประกาศ”ให้ผู้พบเห็นรู้ว่าพวกเขาเป็น มนุษย์ที่ที่มี “สปีชี่ส์” เหนือกว่าคนอื่น …”

นั่นก็ทำให้มีผู้วิจารณ์กันหนาหูว่า  ท่านด๊อกเตอร์ใจแตกคนนี้    จะได้ “สหาย”  หรือ “สหายนะ” กันแน่…

ดร.ลาภล้นคนใหม่ไม่เคยใส่ใจ  ขอให้มีเพื่อนร่วม “วงการ” ไว้เพื่อ “ประดับบารมี” หรือเพียงเพื่อหาเพื่อนไว้“ดื่มเหล้าเข้าบาร์ “เหมือนอย่างคนอื่นๆกับเขาบ้างเป็นพอใจ…

และ…ธรรมชาติก็ได้ตระหนักอยู่เสมอ…ว่าเขาเป็น “เพื่อน”เพียงคนเดียว ของ ดร.ลาภล้น ที่อยู่“คนละชั้น”กัน …

ส่วนใครจะอยู่ “ชั้นบน” หรือ “ชั้นล่าง” มันมิได้ขึ้นอยู่กับ “ฐานะ” แต่อย่างไรเลย ทว่ามันอยู่ใน “จิตสำนึก” และ “มุมมอง”ของแต่ละคนนั่นต่างหาก…

ศิลปินหนุ่มใหญ่ ไม่เคยลืมภาพเดิมของ อาจารย์ลาภล้น คนเก่า   และใคร่ค้นหา“ปริศนา”บนหาดหัวหิน… 

สถานที่ ซึ่งทำไมหนอ…ถึงได้ทำให้คนๆหนึ่งแปรเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้…

คิดแล้ว…อดโทษตัวเองไม่ได้  ที่เป็นผู้ “ชักนำ” ดร.ลาภล้น มาสู่ “ดงดอกไม้ไฟ”แห่งนี้…

“ก็คุณเคยสอนผมเองไม่ใช่หรือธรรมชาติ…คุณเป็นไกด์นำทางคนแรกของผม”  คำพูดนี้ยังติดหูนายธรรมชาติอยู่ทุกวัน

แต่ถึงไม่มีใคร “ชัก”หรือ “นำ”  กระแสน้ำที่ทะลักล้นเขื่อนสายนี้  วันหนึ่งมันก็พังทลายลงมาแน่ๆ พังด้วยพลังกักกันอันมหาศาล…ของมันเอง…

 

 

ค่ำคืนหนึ่ง…ในผับแถวสีลม…

 “อยากได้ใครก็เอาเงินฟาดหัวมันไป…เสร็จแล้วก็เสร็จกัน…ไม่ต้องมาอ้อยสร้อยก่ายกอดให้เสียเวร่ำเวลา…” 

อาจารย์มหาวิทยาลัยลอยหน้าพูดหน้าตาเฉย…หลังจากกลับมาจากการ “เสพสุข”กับเด็กหนุ่มที่ตน “จิก”ไว้แต่หัวค่ำ   ซึ่งเขาใช้เวลาเพื่อการ“เวิร์ค”นี้ พอๆกับที่ธรรมชาติกระดกเหล้าไปเพียงสามแก้วเท่านั้นเอง…

“ทำไมด๊อกเตอร์ถึงคิดอย่างงี้ครับ….”  ธรรมชาติทอดถอนใจ  เขาเปลี่ยนสรรพนามจาก “อาจารย์” มาเรียก “ด๊อกเตอร์” แทนตั้งแต่เริ่มรู้สึกคุ้นเคยกันมาพอสมควร…

“ผมมันไม่ใช่คุณนี่…ใครจะหอมหวานเสน่ห์แรงอย่างคุณได้…”  ดร.ลาภล้นคนใหม่ทำเสียงประชดเล็กๆ  กับธรรมชาติ  “ต่อให้นอนอยู่บ้านเฉยๆ เด็กๆก็กรูเกรียวกันมาให้กินถึงที่แล้ว…” เขาว่าพลางคีบบุหรีในมือกวัดแกว่ง ควันลอยกรุ่น  เขานั่งไขว่ห้างเชิดคอราวกับ “ราชินี”ในฮาเร็ม ที่จะชี้นิ้ว “จิก”ใครไปนอนก็ได้ทุกเมื่อ…

“เสน่ห์ที่คุณว่าน่ะ…ใครๆก็มีได้…ถ้ารู้จักวิธีสร้างมัน”  ศิลปินหนุ่มใหญ่ยืนยัน เขาวางแก้วลงบนโต๊ะค่อนข้างแรง แล้วตบที่ตรงหัวใจของเขาเอง  “มันสร้างจากข้างในจิตใจ  ไม่ใช่ด้วยเงิน…อย่างที่คุณคิด ” เขากล้าสอนสั่งนักวิชาการชั้นสูง เพราะทนไม่ไหวจริงๆ…

ธรรมชาติ ไม่เข้าใจจริงๆว่า บุคคลที่อุตส่าห์เล่าเรียนจน “สูงส่ง”ระดับปริญญาเอกอย่าง ดร.ลาภล้น ทำไมถึงได้มีความคิดที่ “ต่ำ”ถึงเพียงนี้…

ความรู้แค่ปวช.อย่างเขาซะอีก ยังมองโลกนี้ได้ “สวยงาม”กว่า 

ดร.ลาภล้นชอบพูดนักพูดหนาถึงเสน่ห์ของคนโน้นคนนี้  แต่ไม่ยักตระหนักเอาเสียเลยว่าเสน่ห์น่ะ มันอยู่ที่ความพอดี…ความพอใจ…ความจริงใจ…ความมั่นใจในตัวเอง และความเป็นธรรมชาติที่แสดงออกมา

“ผมไม่เชื่อหรอกนะ…ว่าสังคมแบบนี้มันจะมีความรัก…” ดร.ลาภล้นลั่นวาจาแข่งกับเสียงดนตรีตึงตังในผับ…

นั่นเป็นคำพูดอีกหนึ่งประโยคที่ได้ยินบ่อยๆ จากปากนักวิชาการรุ่นใหญ่ระดับ ดร.ลาภล้น

สิ่งที่เขาไม่เชื่อ…ก็อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยพบเห็น…เหมือนคนไม่เคยเจอผี ก็จะเห็นเรื่องแบบนี้เป็นสิ่ง “งมงาย”อยู่ตลอดเวลา…

แต่…อะไรที่ไม่เคยได้พบเห็น   ก็มิได้แปลว่า มันไม่มีในโลกนี้ ไม่ใช่หรือ…

“คุณแน่ใจเหรอ คุณด๊อกเตอร์ คุณกล้าสาบานมั้ย…” ธรรมชาติโต้ น้ำเสียงนี้มั่นคงนัก “อย่างน้อยๆ คุณก็เคยมีความรักไม่ใช่หรือ…”

“…เขาไม่ได้รักผม…”  ดร.ลาภล้นกัดฟันค้าน อัดบุหรี่เข้าปอดเหมือนคนเครียดหนัก  แต่นัยตานั้นบอกถึงสิ่งตรงข้าม

“นั่นมันไม่สำคัญ  สำคัญที่ตัวคุณ  คุณเคยมีรัก…”  ช่างภาพหนุ่มชี้ที่ตัวคู่สนทนา

 ใช่…รักครั้งแรก…และครั้งเดียวในรอบสี่สิบปี  มันผ่านไปแล้ว นานจนใจดวงนี้มัน “ฝ่อ”กับอารมณ์รักที่ห่างหาย  ตอนนี้เขามองเห็นเพียงอารมณ์ “อยาก” ในจิตใจ  เหตุเพราะ “เก็บกด”มาเนิ่นนาน…

และ…ถึงเวลาที่มันจะได้ “ปลดปล่อย”เสียที…

ผิดหรือ…ที่คนพลาดโอกาส อย่าง ดร.ลาภล้น จะคิดอย่างนี้…?

“คุณไม่ผิดหรอก…”  ธรรมชาติพยายามบอกให้อีกฝ่ายสำนึก “ถ้าคุณจะค่อยๆเปลี่ยนไป…ไม่ใช่เปลี่ยนจากหน้ามือไปเป็นหลังเท้าอย่างงี้…”

“ก็คุณเคยบอกผมเอง จำไม่ได้แล้วเหรอ…คุณธรรมชาติ…ว่าการใช้ชีวิตแบบนักล่าบนถนนสายนี้น่ะ มันต้องใจกล้า ขืนมัวแต่กลัว หดหัวอยู่แต่ในถ้ำ ไฉนเลยเหยื่อมันจะตกมาให้กินถึงถ้ำ…”  ด๊อกเตอร์ใจแตกยกสำนวนขึ้นอ้าง

“ก็ใช่…” ธรรมชาติถอนใจยาว “แต่…นั่นผมแค่เปรียบเทียบสนุกๆให้เห็นภาพเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าด็อกเตอร์จะจริงจัง ตะกรุมตะกราม เหมือนไม่เคยเห็นผู้ชายมาก่อนอย่างงี้เล่าครับ…” เขาถอนใจอีกเป็นคำรบที่สอง “ พูดก็พูดเถอะนะอาจารย์ลาภล้น…ผมเองถึงแม้จะสมบุกสมบันโชกโชนมากับสังคมแบบนี้มานาน  ยังไม่กล้าทำตัวอย่างคุณเลย…จะจีบใครได้สักคนต้องลุ้นกันเป็นเดือนเป็นปีก็มี…”

“…ผมมันสายแล้ว…”  ดร.ลาภล้นว่าสั้นๆเน้นความหมายชัดเจน

“ก็เลยต้องเร่งฝีเท้า…ว่างั้นเถอะ…” ธรรมชาติประชด “นี่มันชีวิตคนนะครับ…

ด๊อกเตอร์…ไม่ใช่รถแข่ง   ถึงใช่ก็เถอะ…คุณออกสตาร์ทช้ากว่าคนอื่น คุณก็ถึงเส้นชัยเหมือนกัน  ถึงแม้คุณจะแพ้แต่คุณก็ถึงเส้นชัยอย่างปลอดภัย…ถ้าคุณขับไม่เร็วเกินไป…”

ดร.ลาภล้น หยุดฟัง แต่ท่าทางเหมือนกำลังนั่งฟังนิทานสอนเด็ก…

“ชีวิต…เราไม่จำเป็นต้องไปแข่งกับใครนี่ครับ…ด๊อกเตอร์…”  ธรรมชาติกระซิบย้ำในตอนท้าย…

แข่งขัน…ก็แข่งกับนายไง  นายธรรมชาติ…ดร.ลาภล้นคิด…ฉันยอมรับว่าฉันทั้งอิจฉาและริษยานายนัก   นายน่ะเหนือกว่าฉันทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลิกท่าทางที่น่าสนใจ  ความมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนรอบข้างทั้งๆที่นายไม่ได้ปรุงแต่งอะไรเลย  นายดูดีทั้งๆที่สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ทำตัวติดดิน   นายเป็นขวัญใจของบรรดาเด็กๆ มีบุคคลิกโดดเด่นในหมู่เพื่อนฝูง  แต่…ทำไมฉันถึงทำอย่างนายไม่ได้ก็ไม่รู้… 

“คุณเคยรักใครมาก…แล้วอกหักมั้ย…” ดร.ลาภล้นทำเสียงเหมือนอยากรู้มานาน

“เคยทุกอย่าง…คุณไม่เคยได้ยินเหรอ เขาว่า ถ้าจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจน่ะ  ผมไม่เห็นมีใครมันจะสมบูรณ์พูนสุขกะอีเรื่องแบบนี้…”  ช่างภาพหนุ่มใหญ่พูดเรื่อยๆแต่จริงจัง “ผมไม่ใช่เด็กๆแล้วนะด๊อกเตอร์   แก่ผมก็แก่เท่าๆคุณ  แม้วุฒิภาวะของคุณจะสูงกว่าผมมาก   ประสพการณ์ที่คุณมีในสังคมมันก็พอๆกับที่ผมมี     ต่างกันก็เพียงแต่ว่ามันคนละสังคม   คนละมุมกัน  ผมไม่ได้คุยว่าผมแก่ประสพการณ์หรอกนะครับ…คุณโชคดีกว่าผมที่คุณได้มีโอกาสอยู่ในสังคมคนปรกติทั่วไป แม้มันจะไม่ใช่สังคมที่คุณอยากเป็นก็เถอะ   ส่วนผมโชคดีกว่าคุณก็เพียงแค่ ผมมาถึงก่อนและรู้ทางหนีทีไล่  รู้ทางปรับตัวให้มีความสุขกับชีวิต…ก็เท่านั้นเอง…”

                “เวลาคุณอกหัก…คุณทำยังไง…”  ดร.ลาภล้นเจาะลึกต่อ

                “ก็…เข้าห้อง…ปิดประตู…แล้วอยากทำอะไรก็ทำ…” เขาหยุดคิดนิดนึง “…ยกเว้น..ฆ่าตัวตายนะ…” เขาเว้นเพื่อหัวเราะเบาๆก่อนต่อ “…ร้องไห้…ร้องให้พอใจเลยนะ ร้องทั้งคืน…พอเหนื่อยก็หยุด…ก็เสือกไปรักเขาเองนี่หว่า  วันรุ่งขึ้นก็คิดเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น…แล้วไม่ต้องร้องอีกเลย…เจอกันก็ทักกัน…เรายังเป็นเพื่อนกันได้นี่นา จะโกรธกันไปหาหอกอะไร…”

                “ผมอยากเป็นอย่างคุณ…ธรรรมชาติ…”  นักวิชาการใจแตกรำพันด้วยความจริงใจ พร้อมกับสบตามาทาง ศิลปินหนุ่มผมยาวอย่างเห็นคุณค่า

                “ก็ไม่ยากนี่ครับ…เป็นอย่างผมง่ายจะตาย…ไม่ต้องเสแสร้งอะไรเลย…”

                “ทำไมจะไม่ยาก…”

                “ทำไม…”

                “อย่าลืมสิ…ว่าผมเป็นครูบาอาจารย์…ผมย่อมรู้ดีกว่าใครว่าไม้แก่ๆน่ะมันดัดยากเสียแล้ว…โดยเฉพาะไม้แก่ๆที่พยามยามดัดตัวเองอย่างผม…”

                “ด๊อกเตอร์…นี่หมายความว่าที่ผมพล่ามให้ฟังมาทั้งหมด คุณไม่ได้ใส่ใจเลยรึ…”

                ธรรมชาติทอดถอนใจ…เขาสะกดอารมณ์อะไรบางอย่างด้วยการกระดกแก้วเหล้าที่ถืออยู่ในมือจนหมดแก้ว…แววตาอ่อนระอา…และนิ่งเฉย…

                “ฟังผมนะ…ธรรมชาติ” ดร.ลาภล้นกระซิบที่กกหู “ผมไม่มีเวลามานั่งเสวนาธรรมกะคุณ  จะให้ผมบอกเป็นหนที่เท่าไหร่ว่ามันสายไปแล้ว…”

                ศิลปินหนุ่มใหญ่มองหน้าฝ่ายนั้น แต่รู้สึกเสมือนว่ามองผ่านวัตถุโปร่งใสไป…คิดไม่ถึงว่า อาจารย์ระดับมหาวิทยาลัยคนนี้ จะทำตัวเป็น “ควาย”นั่งให้เขา “สีซอ”ให้ฟังอยู่ตั้งนานนม…

                “คุณจะไปมณเฑียรกะผมไหม…” อาจารย์ลาภล้นชวน เขาหมายถึงล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้  ที่นั่นเป็นแหล่งชุมนุมผองเพื่อน “ไฮโซ”ของเขา…

                อีกฝ่ายส่ายหัวช้าๆ “…ผมคงเข้ากับบรรดาพวกผู้ดีแปดสาแหรกเพื่อนคุณไม่ได้หรอกนะด็อกเตอร์…” เขาทำหน้าหน่ายแหนง “ขี้เกียจชูคอเย่อหยิ่งเป็นงูเห่า…ผมมันคนเดินดิน  กินข้าวแกง  ดื่ม…ก็ดื่มเหล้าธรรมดาๆเนี่ยไม่ต้องวิเศษวิเสโส แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว…” ว่าแล้วเขาก็ยกแก้วเหล้ากรอกลงลำคอไป  “อันที่จริง เหล้ายี่ห้อไหนๆกินแล้วมันก็เมาเหมือนกันทั้งนั้น…”

                “แต่เรายังเป็นเพื่อนกันนะ…ธรรมชาติ…” ดร.ลาภล้นเสียงอ่อนลง อย่างไรซะเขาก็ระลึกอยู่เสมอว่า คนๆนี้มอบความจริงใจต่อเขาเสมอมา…

                “..แน่นอนอยู่แล้ว…” ธรรมชาติยักไหล่  ที่จริงคำว่า “เพื่อน” มันไม่เกี่ยวกับรสนิยมในการดื่มหรือ การคบเพื่อนเลยแม้แต่น้อย  แต่ทำไมคนเราถึงได้ชอบเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็น “กำแพง”แบ่งกั้นกันนักก็ไม่รู้…       

ดร.ลาภล้น เดินจากไป…ตอนนี้เขาเหมือนนกที่เคยโดนขังอยู่ในกรงเป็นเวลานานๆ นานจนไม่รู้จักวิธีบิน  เมื่อได้โอกาสบิน จึงโผผินตามตัวอื่นๆไป โดยไม่ต้องหยุดคิดว่าไอ้ตัวที่บินตามไปน่ะ  มันจะพาไปสวรรค์ชั้นเจ็ด หรืออเวจีสีชมพูกันแน่…

                ดูเขาไม่แคร์กับอะไรทั้งสิ้น  นกอิสระตัวนี้ไม่มีพันธะใดๆแล้ว ลูกก็ไม่มีให้ต้องห่วง เมียรึก็หย่าร้างกันไป  สมบัติพัสถานที่ติดตัวมาก็ออกเหลือเฟือพอที่จะเจือจานหนุ่มๆหล่อๆที่ “จิก”ไว้ปรนเปรอ  ต่อให้เปิดเหล้าชั้นดีเลี้ยงเด็กวันละสามกลม ก็มิได้ทำให้ “ขนหน้าแข้ง” ของท่านด็อกเตอร์ ร่วงโรยลงไปแม้แต่เส้นเดียว…

                หากจะร่วงสักสองสามเส้น ก็คงไม่ใช่ที่หน้าแข้งดอกกระมัง แต่คงเป็นบน “กบาล”นั่นต่างหาก เพราะในวันดีคืนดีท่านก็อาจโดนไอ้พวกเด็กหนุ่มๆที่ล้อมหน้าล้อมหลังนั่น “ถอนหงอก” เอาก็ได้…

                เด็กวัยรุ่นที่ใจแตกก็พอจะมีให้เห็นอยู่เนืองๆ…แต่ “เฒ่าใจแตก”เช่น ดร.ลาภล้น คนนี้  นานทีปีหนจะได้ยลสักครั้ง…

            คิดไปแล้วก็น่าเป็นห่วง เสียยิ่งกว่า “เด็กใจแตก”เป็นหลายเท่า…

            เพราะความใจแตกของเด็ก ก็เหมือน “บทเรียน”อย่างหนึ่ง   บทเรียนที่พลาดไปบ้าง ก็ยังพอมีเวลาให้ “สอบซ่อม”ใหม่ได้ 

            แต่ไม้แก่ๆที่โดน “ฟ้าผ่า”หักกลาง มันคงหมดเวลาที่จะมาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออีกแล้ว…