กระดังงาห่างไฟ ๔

โดย ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

เพลงประกอบ"หัวหินสิ้นมนต์รัก" ทำนองและคำร้องโดย ไสล  ไกรเลิศ

Hit Counter

 

. ความแตกต่างที่เหมือนกัน

 

                บ่ายวันอาทิตย์อันสดใส…

                ธรรมชาตินั่งหันหลังที่ไม่สวมเสื้อบนม้าเตี้ยๆ เขาผิวปากอย่างอารมณ์ดี แมกไม้ใบบังตรงนอกชานนั่นทำให้รู้สึกสบาย  ร่มเย็นแต่ก็อบอุ่น…

                “ฟื้นแล้วเหรอ ท่านด็อกเตอร์…”  เขาเอี้ยวตัวมาทัก ซึ่งนั่นก็ทำให้รู้ว่ามือของเขากำลังสาละวนอยู่กับการ “ซักผ้า”  ร่างนั้นห่อหุ้มเพียงกางเกงขาสั้นลำลอง รอยยิ้มเหนือเรียวหนวดแบบ “เต็มหน้า” แบบนี้ ดร.ลาภล้น ยอมรับกับตัวเองว่าไม่เคยรับจาก “เพื่อน”คนไหนเลย นอกจาก นายคนที่ชื่อธรรมชาติคนนี้…

                “กาแฟสักถ้วยมั้ยครับ…” เขาทำท่าจะลุกจากม้าเตี้ยๆตรงนั้น

                “ยังไม่ต้องหรอก…ขอบคุณ” ดร.ลาภล้น กดไหล่ให้เขานั่งลงที่เดิม “ มาผมช่วยนะ…”  ว่าพลางก็หยิบจับผ้าในกาละมังขึ้นมาบิดน้ำ เก้ๆกังๆ จนอีกฝ่ายนึกขัน

                “จะทำเป็นเหรอ…ท่านด็อกเตอร์…ไปนั่งเถอะไป…” ธรรมชาติโบกมือห้าม

                “ฮื่อ…ไม่เป็นหรอก…แต่อยากช่วย…”

                “ช่วยนั่งเฉยๆ ผ้าผมจะสะอาดกว่านะครับ…” เจ้าของบ้านว่าไปพลางสะบัดผ้าแล้วหนีบไว้บนราวลวด “ไป…ไปนั่งรอก่อน…เดี๋ยวผมจะชงกาแฟให้…หรือจะต้องถอนด้วยเหล้าอีกสักเป๊กล่ะ…แต่ที่นี่ไม่มีแบล็ค ไม่มีชีวาสหรอกนะคุณ  มีแต่แสงกับใส จะเอามั้ยครับ…”

                ดร.ลาภล้น กวาดสายตาไปถ้วนทั่วบริเวณนั้น  รู้สึกยังปวดหนึบที่ขมับ เนื่องจากแอลกอฮอล์ยังไม่สลายไปจากกระแสเลือดเลย  และทุกครั้งที่เกิดอาการแบบนี้ ก็สาบานกับตัวเองเสียทุกที ว่าจะไม่แตะเหล้าอีกแล้ว…แต่นั่นมันก็แค่คำสาบานที่ไม่มีใครเคยได้ยินนอกจากตัวเอง  ดังนั้น…จะตะบัดสัตย์เสียเมื่อไรก็ย่อมได้…

                บ้านไม้โบราณชั้นเดียว  ที่รกทึบไปด้วยร่มเงาไม้หลังนี้เกือบจะทำให้ลืมความวุ่นวายภายนอกไปเสียสิ้น…

                ห้องโถงตรงกลางเปิดโล่งซึ่งเจ้าของบ้านใช้เป็นสตูดิโอส่วนตัว  ภาพเขียน ภาพถ่าย  เครื่องประดับ ของสะสม ที่ละลานตาอยู่รายรอบ บอกให้รู้ว่าเจ้าของสถานที่นี้ มีความเป็น “อาร์ติส” อยู่เต็มหัวใจจริงๆ

                และความเรียบง่ายที่แฝงอยู่ในที ก็บ่งถึงความ “สมถะ”ของผู้อาศัยด้วย

                “บ้านคุณน่าอยู่จังนะ…”  ผู้มาเยือนกล่าวชื่นชม พลางกวาดสายตาไปรอบๆ

                “ผมเช่าเขาน่ะ…ยังไม่มีปัญญาเป็นของตัวเองหรอกครับ…”  ธรรมชาติชงกาแฟหอมกรุ่นมาวางตรงหน้า   แล้วยกถ้วยของตัวเองขึ้นซด

                “คงจะพาใครมาบ่อย…โดยเฉพาะเด็กๆ”  ดร.ลาภล้นยิ้มกริ่ม ส่งสายตาเย้าแหย่

                “พามาก็เฉพาะคนที่เมาไม่รู้ประสีประสา และหาทางกลับบ้านไม่ได้แบบคุณเมื่อคืนนั่นแหละครับ…” เจ้าของบ้านประชดในน้ำเสียง  “ถ้าเป็นเด็กเอ๊าะๆล่ะก็โดนฟันไปนานแล้ว…แต่นี่มันไม่ใช่น่ะสิ…”

                “ทำไม…แก่ๆอย่างผมเนี่ย คุณฟันไม่ลงเลยหรือ…ธรรมชาติ”

                “ผมไม่ชอบข่มขืนคนเมานะคุณ  โดยเฉพาะคนแก่ขี้เมา…” เขาว่าอย่างอารมณ์ดี กลั้วหัวเราะเบาๆ  พลางเดินไปตากผ้าต่อ

                “เก่งนะ…ซักผ้ากวาดบ้านก็เป็นด้วย…”

                “อ้าว…ก็คนโสดนี่ครับ  แถมจนอีกตะหาก…” เขาว่าพลางสะบัดละอองน้ำออกจากเสื้อในมือ  ฝอยน้ำฟุ้งทอประกายกับแสงแดด แลเห็นเป็นรุ้งเลื่อม  “ ที่จริง…ผมชอบทำอะไรใช้เอง…นอกจากจะได้คุณภาพถูกใจแล้ว ยังไม่มีใครเหมือนอีกด้วย…”

                ดร.ลาภล้นนั่งฟังไป ก็อดนึกถึงการใช้ชีวิตของตัวเองไม่ได้  ชีวิตที่แตกต่างกับลิบลับกับคนผู้นี้  อย่าว่าแต่นั่งซักผ้าเองเลย  แค่เอากระโถนไปเทก็แทบจะไม่ต้องทำเองด้วยซ้ำไป…

                “มีบ้านสวยๆอย่างเงี้ยก็ไม่บอก…ไม่เห็นเคยชวนผมมาเที่ยวบ้างเลย…เนี่ยถ้าเมื่อคืนผมไม่เมาคงไม่มีโอกาสเลยใช่มั้ย…”

                “ถ้าผมรู้ว่าบ้านด็อกเตอร์อยู่ตรงไหน…ผมก็คงไม่ต้องพามาที่นี่เหมือนกันนะครับ…”   เจ้าของบ้านหนุ่มยอกย้อน  “สงสาร…คนเพื่อนแยะแต่ไฉนโดนเพื่อนทิ้งไปหมด  นี่รู้มั้ยด็อกเตอร์ ถ้าเมื่อคืนผมไม่เจอคุณ  มีหวังคุณนอนอยู่ป้ายรถเมล์ริมสวนลุมแน่…เพราะกลุ่มผู้ดีของคุณน่ะมันหายหัวไปกันหมด    แถมยังต้องทำคุณบูชาโทษ โดนโชเฟอร์แท็กซี่ด่าเสียย่อยยับ  ดันไปอ๊วกใส่รถเขาอีก…รู้มั๊ย…”

                “ขอบคุณนะ…”  ดร.ใจแตก อยากจะพูดหลายอย่าง แต่ก็หลุดออกมาได้แค่นั้น

                “ผมเห็นคุณออกมาเที่ยว และเมาราน้ำได้ทุกคืน  แล้วตอนเช้าจะเอาแรงที่ไหนไปทำงานทำการ…” ธรรมชาติถือโอกาสสั่งสอนไปในตัว “ ลูกศิษย์ลูกหามันเห็นเข้า มันจะหมดความนับถือศรัทธา นะครับคุณด็อกเตอร์ลาภล้น…”

                “ผมลาออกแล้ว…”  ดร.หนุ่มใหญ่ วางถ้วยกาแฟลงบนจาน แล้วกล่าวราบเรียบ  ซึ่งนั่นก็ทำให้ ข่าวลือ ที่ลือกันหนาหูนั่นกระจ่างขึ้น…

                ข่าวซุบซิบที่ “กัด” กันหนาหูว่า…ดร.หนุ่มใหญ่คนนี้ “เจ๊าะแจ๊ะ” กับนักศึกษาหนุ่มๆจน “ฉาวโฉ่”ไปทั่วสถาบัน     บางกระแสก็ว่า    อธิการบดีเชิญให้พิจารณาตัวเอง เนื่องจากประพฤติตัวไม่เหมาะสม…

                ใครจะนินทาว่าร้ายอย่างไรก็ช่าง…ดร.ลาภล้น ก็มิได้ “เดือดร้อน” เลยสักนิด เมื่อไม่ได้สอนในวิทยาลัย  เขาก็มิได้ “อดตาย”แต่อย่างไรเลย…ทั้งกิจการโรงงานผลิตเต้าหู้ยี้ และร้านทองที่เยาวราช  ที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษนั่น  ก็เก็บผลประโยชน์กินไปได้จนตายแล้วยังไม่หมด…

            เมื่อหมดสภาพ “อาจารย์” นั่นก็ราวกับ ดร.ลาภล้น หลุดจาก “บ่วงกรรม” ไปอีกเปราะหนึ่ง   แทนที่จะ “เสียใจ” เขากลับยินดีเป็นล้นพ้น  ยินดีที่จะได้ใช้ชีวิตแบบ “สุดฤทธิ์สุดเดช” โดยที่ไม่ต้องมานั่งกังวลกับคำครหาต่างๆอีกต่อไป…

                “บอกผมมาตามตรงได้มั้ย ท่านด็อกเตอร์  ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น…” ธรรมชาติคาดคั้นถาม    ดร.ลาภล้นรู้สึกเหมือนยืนอยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรม

                “ก็เห็นไม่ใช่หรือ…ว่าผมเมา…”   ดร.คนดัง อ้ำอึ้งแบบไม่เต็มปากนัก

                “ใช่…ผมก็เมา…”  หนุ่มใหญ่หน้าคมยื่นหน้ามาสบตาแบบเจาะลึก “แต่…มันเมาคนละแบบ   ผมเมาแต่เหล้านะครับ…ไม่เคยเมาอย่างอื่น…”

                “คุณก็รู้อยู่แล้ว  จะมาถามทำไม…” เขาหลบสายตาเหมือนเด็กทำความผิดมหันต์

                “ก็คบแต่เพื่อนดีๆทั้งนั้นนี่…”  ธรรมชาติกล่าวลอยๆ  “สักวันเถอะ จะได้กลายไปเป็นด๊อกเตอร์ลาภลอย…”  ศิลปินหนุ่มส่ายหัวก่อนพูดต่อ “เสียแรงเป็นครูบาอาจารย์”

                “ยังไง…”  เจ้าตัวยังนึกกังขา

                “อ้าว…ก็ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งไทยรัฐ  ดร.ลาภล้น  ลาภลอยถูกตำรวจรวบจับร่วมก๊วนนักเสพยา โทษฐานมียาอยู่ในครอบครอง   เผลอๆอาจจะซวยไปกว่านั้น   ถึงขนาดถูกกล่าวหาเป็นนักธุรกิจค้ายารายใหญ่ไปเลยก็ได้ เพราะมาดคุณมันให้อยู่แล้ว…”

                ดร.ลาภล้น นั่งนิ่งคอตก  ไม่มีมาดของอาจารย์มหาวิทยาลัยในเวลานี้  ธรรมชาติเองก็รู้สึกราวกับว่า กำลังนั่งสั่งสอนเด็กใจแตกผู้หนึ่งซึ่งกำลังหลงทางก็ไม่ปาน…

                “คุณทำตัวอย่างงี้เพื่ออะไร…ด็อกเตอร์…คุณมีชีวิตที่ได้เปรียบกว่าคนอื่นๆในสังคมตั้งหลายด้านหลายมุม   คุณมีโอกาสหาทางออกได้ดีกว่าผม หรือดีกว่าใครๆ  แต่ทำไม…ทำไม…ผมเองก็ไม่เข้าใจคุณจริงๆ…”

                “ผมเหงา…”  คำตอบสั้นๆเหมือนเด็กใจแตกที่หลงผิดไปติดยา ยังคงเป็นเหตุผลสั้นๆยอดฮิต  แต่ความหมายในนั้นมันช่างกว้างนัก  กว้างจนยากที่จะตีความให้ลุล่วง

“คุณเป็นคนคนเดียวในโลกที่เหงาซะที่ไหนกัน…ผมเองก็เหงา…ผู้คนตามผับตามบาร์ที่คุณออกไปสังคมกับเขา   มันก็เหงากันทั้งนั้น…ก็ไม่ใช่เพราะคนอย่างเราๆมันเหงาหรอกเหรอด็อกเตอร์ มันถึงต้องออกไปเที่ยวกลางคืน  ดื่มเหล้า  สังสรรค์กับคนอื่นๆบ้างคุณจะมาบอกว่าคุณกินยาแล้วทำให้หายเหงาน่ะ  คุณกำลังคิดอะไรของคุณอยู่ คุณกำลังหลอกตัวเอง คุณขาดความเชื่อมั่น   คุณพอใจที่จะสร้างภาพหลอนให้หายเหงาน่ะสิ…”

 ศิลปินเคราเข้มหยุดอึดใจแล้วเกาหัวแกรก  ก่อนจะระเบิดอารมณ์ขัดเคืองแบบบรรยายไม่ถูกออกมา “โธ่เอ้ย…ผมจะมานั่งสอนสังฆราชอยู่ทำไมวะเนี่ย…คุณเป็นอาจารย์นะ  ผมมันก็ไอ้แค่นักเที่ยวต๊อกต๋อยคนหนึ่ง…”

“คุณด่าผมหายอยากแล้วใช่มั้ย…ธรรมชาติ”  ดร.ลาภล้นเงยหน้าขึ้นมากล่าวราบเรียบราวกับข้อมูลแรงๆที่ป้อนใส่เข้าไปเมื่อครู่ไม่ได้รู้สึกระคายหู “ ถ้ายังไม่พอผมจะได้นั่งฟังต่อ…หรือถ้าพอแล้ว ช่วยพาผมไปเดินชมสวนรอบบ้านคุณหน่อยสิ…”

“เชิญ…”  เจ้าของบ้านกลืนน้ำลายลงคอไปแบบฝืดเคืองพร้อมกับถอนใจใหญ่ เขาเดินนำไปยังลานกว้าง  ซึ่งมีต้นมะม่วง ต้นชมพู่ และต้นขนุนใหญ่ๆหลายต้นแข่งกันแทงกิ่งแผ่ใบให้ร่มเงา พร้อมมีลูกผลให้เห็นบ้างประปราย…

ซุ้มไม้นานาพันธุ์ที่ปลูกแบบไม่เป็นระเบียบ บ้างก็ห้อยย้อยลงจากกิ่งไม้ใหญ่ บ้างก็ปลูกอยู่ในกระถางตั้งวางไว้สูงๆต่ำๆ  ดอกไม้หลายหลากแข่งกันชูก้านบานเบ่ง บ้างก็โชยมาเพียงกลิ่นคละเคล้ากับไอดิน โดยมิรู้ว่ามันเป็นกลิ่นของดอกอะไร และมันส่งกลิ่นอยู่ตรงไหนกันบ้าง…

“ไม่น่าเชื่อเลย…ถัดจากรั้วนี้ไปก็ออกถนนใหญ่แล้ว…”  ดร.ลาภล้นแหวกกอพุทธรักษาแล้วมองไปยังถนนซึ่งมีรถคราคร่ำด้านนอก ซึ่งมันต่างกันราวฟ้ากับดิน

“ตอนกลางวันผมมักจะทำงานอยู่กับบ้าน  เลยสร้างบรรยากาศให้ตัดขาดจากภายนอกหน่อย  ที่จริงบ้านหลังนี้เขาก็มีต้นไม้ครึ้มอยู่แล้วตอนผมมาอยู่ใหม่ๆ  ผมไม่ได้ตัดอะไรทิ้งไปเลย  มีแต่ปลูกเพิ่มขึ้นมาใหม่บ้าง…”

“เลยกลายเป็นบ้านสวนน้อยๆในป่าคอนกรีต…”  อดีตนักวิชาการว่า “เหมาะกับคนที่อยู่แล้วล่ะ   เหมาะกับชื่อคุณ  และก็เหมาะกับการใช้ชีวิตของคุณไง…”

“ผมรักมันนะ…ไอ้บ้านเก่าๆหลังนี้  แต่วันนึงมันคงต้องโดนรื้อ  ทำไงได้มันไม่ใช่บ้านของเราสักหน่อย  ไม่รู้ว่าเจ้าของที่เขาให้เช่า จะรักมันเท่าเราหรือเปล่า…” ในน้ำเสียงธรรมชาติดูเศร้าๆ  กับแววตาที่ห่วงหาอาทร

เพลงเปียโนบรรเลงคลอกับเสียงนกจิ๊บๆจั๊บๆ จากแผ่นซีดีที่เปิดทิ้งไว้  แว่วออกมาจากภายในบ้านหลังน้อย พลอยทำให้บรรยากาศในเวลานี้สมจริงสมจังมากขึ้น…

“คุณชอบเสียงเปียโนหรือ…”  ดร.ลาภล้นถามในขณะที่เดินฝ่าไปตามทางที่รกไปด้วยใบไม้แห้งๆ  ทุกย่างก้าวดังกรอบๆแกรบๆ

“ผมชอบเพลงทุกประเภทนั่นแหละ ไม่เลือกที่รัก มักที่ชังหรอกครับ  มันขึ้นอยู่กับโอกาส และสถานที่  เพลงน่ะถ้าเราใช้มันถูกกับบรรยากาศมันถึงจะมีค่า  ตอนดึกเที่ยวเทคเที่ยวผับฟังแนวแด๊นส์ตึงตังมันก็เร้าใจดี  แต่ใครล่ะจะรู้ว่าคนอย่างนายธรรมชาติคนนี้ก่อนนอนต้องเพลงสุนทราภรณ์ ถึงจะหลับสบาย…”

“นี่ใช่มั้ย…ดอกกระดังงา…”  หนุ่มใหญ่ใจแตกโน้มกิ่งไม้ที่มีดอกเหลืองทองเป็นริ้วๆ ลงมาดอมดม… “ไม่เห็นมันหอมเท่าไหร่เลยนี่…ในชีวิตก็เพิ่งได้ดมชัดๆวันเนี้ย…”

“มันเป็นดอกไม้ประเภทที่หอมตอนค่ำครับ…คุณเคยเห็นดอกสายหยุดมั้ย…”

ดร.ลาภล้นส่ายหัว ตั้งใจฟังต่อไป…

“รูปร่างมันก็คล้ายๆกันนี่แหละ ผมคิดว่ามันคงเป็นสปีชี่ส์ เอ้ยสายพันธุ์เดียวกัน  ผมคิดเอาเองนะเพราะผมไม่ใช่นักเกษตร  แล้วรู้มั้ย…ทำไมมันถึงชื่อสายหยุด” เขาทิ้งไว้ให้เป็นปริศนา

“เพราะมันหอมตอนกลางคืน…” ดร.ลาภล้นทายถูก

ธรรมชาติแสร้งปรบมือให้ “หอมไปทั้งคืน…แต่พอสายๆมันก็จะหยุดหอม…”

“สักกี่โมงล่ะ…มันถึงจะหยุดหอมน่ะ…”

“ก็ประมาณ…ด็อกเตอร์หายเมาเมื่อไหร่มันก็หยุดเมื่อนั้นแหละ…”  ว่าแล้วทั้งสองก็พากันหัวเราะคิกคัก  แล้วก็พากันวกกลับมาที่นอกชานที่มีม้านั่งเล่นสบายๆตัวเดิม

“คุ๊กกี้นี้อร่อยดีนะ…หอมด้วย…”  ผู้มาเยือน พูดทั้งยังเคี้ยวคาปาก แล้วซดกาแฟตามเข้าไป…

“ขนมกลีบลำดวนไงครับ…แล้วที่หอมน่ะ คือนี่…” เจ้าบ้านเอามือล้วงลงไปในโหลแก้วแล้วหยิบกลีบดอกไม้สีช้ำๆขึ้นมา… “ผมจำวิธีมาจากคุณยาย ขนมไทยๆจะหอมหวานชวนรับประทานมันต้องอย่างงี้  อบด้วยควันเทียนหอม แล้วก็กลีบกระดังงาลนไฟ…”

ดร.ลาภล้นนั่งดื่มกาแฟไปพลาง ฟังคำอธิบายพลาง ใจนึกชื่นชมในความละเอียดอ่อนของศิลปินมาดเข้มคนนี้เสียจริงๆ  เขามีความอ่อนหวานละเมียดละไมที่ฉาบไว้ในคราบสุภาพบุรุษผู้เข้มแข็ง ซึ่งมองจากภายนอกไม่มีทางรู้ว่าเขาเป็น “ชาวดอกไม้”คนหนึ่ง  คุณสมบัติอีกข้อในหลายๆข้อ ที่ ด็อกเตอร์ผู้มากด้วยคุณวุฒิไม่มีเอาเสียเลย…

“กลีบกระดังงาที่จะใช้เนี่ย…มันต้องหาที่สดและบานได้ที่ จากนั้นก็นำไปลนไฟให้กลีบช้ำเสียก่อน มันถึงจะหอมทนหอมนาน…”

“แล้วอย่างกลีบแห้งๆก้นโหลนี่ล่ะ…”  ดร.ลาภล้นหยิบอีกกลีบที่ว่าขึ้นมา มันแห้งสนิทจนกรอบ  “โดนไฟแล้วจะเป็นไง…”

“อยากรู้ก็พิสูจน์สิ…จะยากอะไร…”  ธรรมชาติพูดพร้อมกับจุดไฟแช็คเผากลีบกระดังงาแห้งในมือของอีกฝ่าย  ไฟลุกเป็นเปลวเหมือนจุดไม้ขีด…

อันที่จริงธรรมชาติอยากจะบอกให้อีกฝ่ายน่ะรู้ตัว  ว่ากระดังงาห่างไฟอย่างอาจารย์ลาภล้นคนนี้  มันก็กำลังจะมีสภาพที่ไม่ต่างกัน…

ในวัยขนาดนี้และเพิ่งจะ “ใจแตก” ของ ดร.ลาภล้น เปรียบไปก็เหมือนกับเอากลีบกระดังงาเหี่ยวแหย่เข้าไปในกองไฟ แทนที่จะหอมหวานเหมือนดอกกระดังงาสดๆ  รังแต่จะมอดไหม้เสียเปล่าๆ

“เราแตกต่างกันมาก…” ไม่รู้อะไรทำให้ดร.ลาภล้นโพล่งปากออกไปเช่นนี้

“ในความเป็นจริงเราไม่ต่างกันหรอกด็อกเตอร์”  ธรรมชาติพูดเรื่อยๆ เขายกกระป๋องฝักบัวรดไปตามต้นกล้วยไม้ซึ่งแขวนอยู่ตามชายคา “คุณเหงา ผมก็เหงา คุณอยากมีเพื่อน  ผมก็อยากมีเพื่อน  ในด้านอารมณ์และความปรารถนาเราไม่ต่างกันเลย  แต่ในด้านฐานะสังคม และรสนิยมต่างหาก  ที่ทำให้เราดูเหมือนจะต่างกัน”

“แต่ผมอยากมีใครสักคน…”  ดร.ลาภล้นเสียงละห้อย “ผมหมายถึงคนรัก…”

“แม่ผมเคยสอนไว้ว่า…อยากให้เขารัก ต้องทำตัวให้น่ารัก…เราไม่สามารถไปบังคับใครให้มารักเราได้…”  ธรรมชาติหันมาสบตาเป็นนัยๆ

“หมายความว่าผมมันไม่น่ารัก…ไม่น่าสนใจเลยหรือ…”  ดร.ลาภล้นรู้สึกหดหู่

“ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก…ผมเพียงแต่อยากจะบอกว่า ด๊อกเตอร์น่ะ ใช้วัตถุเป็นเครื่องมือดึงดูดความสนใจจากคนอื่นมากเกินไป…ความจริงการทำตัวให้มีเสน่ห์น่ะมันไม่ต้องลงทุนลงรอนอะไรเล้ย…” 

ถึงตอนนี้ ดร.ลาภล้นอดไม่ได้ที่จะก้มลงมองแหวนเพชรทั้งหกวงบนมือทั้งสองข้าง อีกทั้งสร้อยทองเส้นโตบนลำคอนั่นด้วย…

“โอ้ย…ถึงผมพูดไป  ด็อกเตอร์ก็คงไม่ฟังหรอก  เลิกพูดดีกว่า…” ธรรมชาติใส่อารมณ์อ่อนระอา “ คุณจะจัดการอย่างไรกับชีวิตคุณก็เอาเลย  มันเป็นเรื่องของคุณ ผมขี้เกียจมานั่งดัดไม้แก่ๆเปราะๆอีกแล้ว…”

“มองตาก็รู้…ว่าปากกับใจคุณน่ะไม่ตรงกันเลย…” ดร.ลาภล้นวินิจฉัย “ความจริงน่ะผมยอมให้คุณคนเดียว…ผมหมายถึง คุณดัดผมได้  แต่ผมจะงอไปตามที่คุณดัดหรือไม่นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง…” 

ดร.หนุ่มใหญ่รั้งข้อมือศิลปินหนุ่มเข้ม ให้นั่งลงข้างๆ  เขายื่นปลายจมูกไปชนกับอีกฝ่ายจนลมหายใจอุ่นๆประสานกัน เสียงกระซิบนั้นสั่นพร่า…

“ผมยอมคุณมาตลอด…คุณรู้มั้ยว่าเพราะอะไร…คุณธรรมชาติ…”

ช่างภาพหนุ่มรู้สึกแปลกๆ  หน้าคมเข้มชาวูบๆขึ้นมาทันใด…

“ผมรักคุณ…รักตั้งแต่แรกเห็นแล้ว…แต่ผมไม่กล้า…ผมกล้าบ้าบิ่นแต่กับคนอื่นๆแต่สำหรับคุณ…ทำไมก็ไม่รู้…” 

อาจเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ยังเวียนวนอยู่ในกระแสเลือดทำให้ ดร.ลาภล้นกล้าพูดออกมาเช่นนี้  ดอกสายหยุดที่ว่าสายแล้วจะหยุดหอมนั่น  ก็ยังต้องพ่ายแพ้ต่ออาการเมาค้างหนนี้…

นี่แหละที่เขาว่ากันว่า…ความจริงใจน่ะมันยากที่จะกล่าวออกมา มันต้องสัมผัสกันที่ความรู้สึก ที่จิตใจ   ในยามที่จะรักใครจริงๆจังๆขึ้นมาสักคนมันก็ช่างยากเย็นเสียเหลือเกินที่จะสื่อสารกัน  ผิดกับในทางกลับกัน หากจะแค่ จีบเพื่อ“หลอกฟัน”เป็นการชั่วครุ่ ชั่วยาม นั้นมันช่างง่ายดายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก…

ธรรมชาตินั่งตัวแข็งทื่อ…คิดไม่ถึงในสิ่งที่เกิดขึ้น…ดร.ลาภล้น จึงพล่ามต่อ…

“คุณคงไม่มีใจให้ผมหรอก…ผมรู้…” น้ำเสียงนั้นหยอดความน้อยอกน้อยใจไว้ นิดๆ “แต่ผมพูดจริงนะ ขอให้คุณเชื่อสักครั้ง  ผมทั้งรักและริษยาในตัวคุณ มันปะปนกันจนผมแยกแยะมันไม่ออกจริงๆ…”

“ขอบคุณนะครับ…ที่ยังอุตส่าห์รักผม…”  ธรรมชาติไม่รู้จะพูดอะไรที่ดีไปกว่านี้  เขาเขยิบร่างและลุกขึ้นมาจากตรงนั้น  ในใจนั้นเต็มไปด้วยความขวยเขิน ทั้งที่ความงุนงงยังไม่จางหาย  ต้องแก้เก้อด้วยการหยิบฝักบัวขึ้นมารดน้ำกล้วยไม้ไปพลางๆ

“บ้านหลังนี้คุณอยู่คนเดียวหรือ…”  ดร.ลาภล้นถาม สายตาสอดเข้าไปตามห้องด้านใน

“วันนี้อยู่คนเดียว…” ธรรมชาติตอบโดยไม่หันหน้ามามอง เขาสาดน้ำในฝักบัวต่อไป  ช่วงไหล่อันกว้าง และกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังกระทบแสงแดดเป็นมัน

เขาช่างเข้าใจใช้คำ “วันนี้”  ที่จริง ดร.ลาภล้นก็แกล้งถามไปอย่างงั้นแหละ…ก็รูปถ่ายที่แขวนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลางห้องมันฟ้องอยู่จะแจ้ง  ฝีมือน่ะของช่างภาพแน่ๆ แต่นายแบบหนุ่มหน้ามลคนนั้นสิหน้าตามันคุ้นๆอยู่นี่หว่า  แต่พอมองไปที่กีต้าร์ตัวเก่งที่วางพาดอยู่ใกล้ๆกันนั่นก็แทบไม่ต้องเดาอีกเลย…

ปราชญ์…หนุ่มน้อยนักกีต้าร์น่ารักบนหาดหัวหิน… จะให้ ดร.ลาภล้น คนนี้ลืมลงได้อย่างไรกัน…

จากวันนั้น…ที่หัวหิน…ก็ไม่เคยเห็นเขาทั้งสองด้วยกัน ตามแหล่งท่องราตรีเลย เขามีอะไรลึกซึ้งกันหรือเปล่า…ทำไม ดร.ลาภล้น ไม่เคยรู้เลยวะเนี่ย…

หรือจะมีอะไรกันเพียงแค่ผิวเผิน…อาจจะแค่เป็นแบบให้ถ่ายภาพ…อาจเพียงแค่เป็นเพื่อนสนิทต่างวัย…ดร.ใจแตกลองคิดเข้าข้างตัวเองสารพัด อีกด้านหนึ่งของใจเขาก็เหมือนแมวที่คอยเฝ้า “ตะครุบ” ปลาย่างเมื่อยามเจ้าของเขาเผลอ แต่การจ้องตะครุบปลาย่างตัวนี้ไม่ใช่เพราะโหยหิว แต่อยากเล่นเกมเพื่อเอาชนะนายธรรมชาตินี่ต่างหาก…

“อย่างไรซะ…คุณก็คงไม่เหงาเท่าผมหรอก..ใช่มั้ยเล่า…”  ดร.ลาภล้นกระแนะกระแหน “คงมีหนุ่มๆแวะเวียนมาให้ถ่ายรูปอยู่เนืองๆ คงจะกระชุ่มกระชวยเสียไม่มี…”

“นั่นมันงานของผม…ทำงานน่ะ มันไม่เหงาอยู่แล้วครับ…”

“น่าอิจฉานะ…ทำงานไป สดชื่นไป ไม่ยักเหมือนอย่างผม แห้งเหี่ยวไปวันๆ” 

“ด็อกเตอร์น่ะเหรอแห้งเหี่ยว…” ธรรมชาติเลิกคิ้วฉงน “วันๆผมเห็นมีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลัง  ถ้าจะแห้งก็เห็นจะเป็นเพราะโดนสูบเลือดสูบเนื้อนั่นแหละน่า…แต่…คนอย่างด็อกเตอร์น่ะคงจะหมดตัวยาก เพราะท้องพระคลังยังเต็มไปด้วยสมบัติซึ่งพอให้พวกกาฝากเจาะดูดไปอีกนาน…”   เจ้าของบ้านค่อนขอด

“กาฝาก…คุณหมายถึงใคร…”  ท่านด็อกเตอร์ใจแตกขมวดคิ้ว

“คุณเห็นต้นไม้ที่มันเกาะอยู่บนกิ่งมะม่วงนั่นมั้ยด็อกเตอร์…”  ธรรมชาติชี้ไปบนกิ่งไม้ที่กล่าวถึง ซึ่งมีพืชชนิดหนึ่งเกาะอยู่ดกหนา  “นั่นแหละเขาเรียกต้นกาฝาก…พวกนี้น่ะมันจะจับยึดไม้ใหญ่เป็นที่พึ่ง รากก็จะซอนไชไปในเนื้อไม้ที่มันเกาะอยู่แน่น  แล้วดูดเอาธาตุอาหารจากที่นั่น  มันหากินเองไม่เป็นหรอก…”

“หมายความว่าผมคือต้นมะม่วง  แล้วเด็กหนุ่มๆที่มาตีซี้  มาห้อมล้อมเอาใจ มาคอยรินเหล้าแล้วผสมโรงกินด้วย  หรือมานอนด้วยเพื่อเงินพวกนั้นคือกาฝากงั้นสิ…”

“ฮื่อ…จะว่างั้นก็ได้มั้ง…”  ธรรมชาติยักไหล่ “ก็แล้วแต่จะคิดนะ…”

“แล้วคุณล่ะ…เป็นต้นอะไร…ธรรมชาติ”   ดร.ลาภล้นย้อน “แล้วเด็กหนุ่มๆของคุณล่ะมันเป็นพวกวัชพืชประเภทไหน…”

วาจาและแววตาเย้ยหยันนั้นทำให้ธรรมชาติระคายเคืองยุบยิบ  ดร.ผู้ทรงคุณวุฒิผู้นี้กำลังคิด “อุบาทว์”อะไรอยู่ก็สุดที่เขาจะคาดเดา

“ถ้าผมเป็นต้นมะม่วงเหมือนคุณ  ผมก็คงเป็นต้นที่ไม่มีธาตุอาหารอะไรให้พวกกาฝากมาสูบฉีดหรอกท่านด็อกเตอร์”  ศิลปินหนุ่มรู้สึกร้อนวูบในใจ คิดแค้นเล่นสำนวนต่อไป “ไอ้ผมน่ะ…มีแต่กล้วยไม้สวยๆเท่านั้นที่มาเกาะอยู่ได้ และที่มันพอใจมาเกาะเองก็เพราะกิ่งผมแข็งแรงน่าเกาะมั้ง   คงไม่ใช่เพราะมีอาหารเหลือเฟือเหมือนต้นของคุณหรอก  กล้วยไม้น่ะมันหาอาหารเองได้ครับ ไม่ต้องเบียดเบียนคนอื่นๆ”

อดีตอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย นั่งนิ่งฟังสำนวนเหล่านั้น และค่อยๆตีความตามไป เขารู้สึกเหมือนอ่านบทกวี ที่ต้องทวนซ้ำทวนซากหลายทบกว่าจะกระจ่างใจ…

“ถึงจะมีกาฝากหลงมาเกาะบ้าง  มันก็คงเกาะอยู่ไม่นานนักหรอก เพราะผมน่ะมันเป็นกิ่งไม้ที่ไม่มีอะไรจะให้สูบฉีดหรอกครับด็อกเตอร์…” ธรรมชาติขยายความต่อ เขาหยิบกระเช้ากล้วยไม้หย่อนลงในถังน้ำทีละต้น  “เนี่ย…คุณดูดอกกล้วยไม้นี่สิ…กว่ามันจะออกดอกได้ต้องรอเป็นปี  ประคบประหงมกันมาตั้งนาน  แต่พอถึงเวลามันก็ออกมาสวยงามและคงทนคุ้มค่ากับการรอคอยเชียวล่ะ…”

“…เหมือนดอกที่ชื่อปราชญ์ใช่มั้ย…”  ดร.ลาภล้นเย้ายั่วในน้ำเสียง “คุณนี่ใจเย็นจริงๆ  เป็นผมนะเหรอ…ไม่มัวมานั่งรอดอกไม้บานอยู่หรอก  อยากเด็ดอยากดมดอกไหนก็เด็ดเลย    อย่าลืมสิคุณ…ผมน่ะมันเดินมามือเปล่าจวนจะสุดปลายสวนแล้ว ขืนรอช้ามีหวังต้องคว้าชบาข้างรั้วไปเชยชมแหงๆ…”

ธรรมชาติรดน้ำกล้วยไม้ตามชายคาต่อไป  เขาไม่ใคร่จะแยแส “วาทะ”ของคู่สนทนานัก   คนที่มีความรู้ระดับสูงส่ง และมี “ทางเลือก”เป็นของตัวเองเช่นดร.ลาภล้นคนนี้  ต่อปากต่อคำไปก็เท่านั้น  เพราะเขาคงไม่เชื่อฟังใครนอกจากตนเอง   เบื่อที่จะ “เคี่ยว” และ “เข็น” ครกหินเก่าๆใบนี้ขึ้นดอยอินทนนท์เต็มทีแล้ว…

คนคู่นี้จึงเหมือน “เส้นขนาน”ไม่มีวันมาบรรจบกัน ทั้งที่ยังต้องลากเส้นเคียงกันไปเรื่อยๆ ลากไปสู่ “จุดหมาย”  จุดหมายแห่งชีวิตที่ไม่มีบรรทัดฐานใดๆกำหนดไว้ ว่าใครผิด หรือใครถูกกันแน่…

“ท่าทางคุณเองก็ดูเจ้าชู้ไม่ใช่เล่น…คุณอย่าบอกนะว่าหนุ่มๆแต่ละคนที่คุณจีบๆสีๆอยู่น่ะคุณประคบประหงมรอคอย  เหมือนรอดอกกล้วยไม้บานแล้วค่อยเด็ดดม…ก็พอดีแหละ กว่าจะบานได้ที่ก็ ม....เสียก่อน..”  ดร.ลาภล้นไม่ลดละในเรื่องเดิมๆ

“เจ้าชู้ กับสำส่อนน่ะมันคนละเรื่องกัน…ท่านอาจารย์ครับ…กรุณาแยกแยะให้มันเด็ดขาดหน่อยนะท่าน…” ธรรมชาติเตือน

“หมายความว่าผมสำส่อน…”  ดร.ลาภล้นร้อนตนไปเอง  “แล้วคนที่โชกโชนเจนจัดในเรื่องทางเพศมายาวนานอย่างคุณล่ะ…จะเรียกว่าไร…”

“ผมไม่เคยตั้งนิยามความหมายสำหรับตัวเอง…”  นายธรรมชาติยักไหล่ พลางจุดบุหรี่สูบควันคลุ้ง  แล้วยืนพิงราวลูกกรงตรงนอกชาน   “ผมใช้ชีวิตรัก ชีวิตใคร่แบบสบายๆ ไม่รีบร้อน ไม่ผลีผลาม  ผมปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี หลักของการใช้ชีวิตของผมบนถนนสายนี้คือมีความจริงใจให้กับทุกคนก็พอแล้ว…”

เขาเลี่ยงคำว่า “เจ้าชู้”ไป   การที่ใครสักคน จะรักง่าย ชอบง่าย ชื่นชมกับรูปลักษณ์ของคนแต่ภายนอกนั่น มันจะเรียกว่า “เจ้าชู้”หรือไม่  และการที่มีเพียงจิตอภิรมย์เสน่หาในผู้อื่นโดยมิได้อาจเอื้อมคาดหวังว่าจะได้ “สมสู่”กัน  มันมีความหมายว่ากระไรหรือ…

ธรรมชาติยอมรับตัวเองว่า“เจ้าชู้”อยู่บ้าง  แต่การที่เขา “โชกโชน”ในเรื่องทางเพศมายาววนานนั่น ก็ไม่อาจเรียกได้ว่า “สำส่อน” ได้สักหน่อย    เพราะกามารมณ์ที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ร่วมอันเพริศแพร้ว สวยงาม พอใจ ปลอดภัย และไร้ซึ่งเงินตราเป็นสิ่งจูงใจนั่น มันเป็น “ศิลปกามา” อย่างแท้จริง ในความคิดของเขา…

 

………………………………………………………………………….