กระดังงาห่างไฟ ๕

โดย ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

เพลงประกอบ"หัวหินสิ้นมนต์รัก" ทำนองและคำร้องโดย ไสล  ไกรเลิศ

Hit Counter

 

. ทางเลือกที่ไม่มีทางรอด

 

“ผมขอพี่แค่เนี้ย…ทำไมพี่ต้องขัดใจด้วยฮะ…” 

                ปราชญ์ลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย  หนุ่มน้อยที่เคยน่ารักน่าใคร่แสดงอารมณ์ร้อนต่อหน้าธรรมชาติซึ่งเวลานี้ก็ขุ่นเขียวพอๆกัน…

                “ไหนพี่บอกว่ารักผม…แต่ผมไม่เคยได้อะไรจากพี่เลย…” หนุ่มน้อยรำพันปากคอสั่น  ถ้อยคำจากปากนั้นจะเกิดจากความตั้งใจหรือเปล่ามิอาจรู้  แต่มันพลอยทำให้จิตใจของนายธรรมชาติโหวงไปชั่วครู่…

                “นายยังต้องการอะไรจากพี่หรือปราชญ์…” ศิลปินหนุ่มใหญ่กล่าวเนิบนาบพร้อมกับตาแดงๆ “ความรักความจริงใจที่พี่ให้ไปหมดหัวใจ นายยังไม่พอใจอีกหรือ…”

                “ผมรู้…ผมขอโทษ…” ฝ่ายนั้นตีหน้าจืดสำนึกผิดในวาจา แต่ก็ไม่วายยอกย้อนตามประสาเด็กวัยร้อน “ ทีพี่ยังออกเที่ยวได้เกือบทุกคืน  พอผมขอไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างพี่ก็มาห้าม…”

                “พี่ไม่ได้ห้าม…พี่เพียงแต่บอกว่าช่วงนี้เราไม่ค่อยมีเงิน รออีกสักระยะไม่ได้เชียวหรือ…อาทิตย์หน้าเป็นไง…นายจะไปเที่ยวไหน บอกมาเลย เราจะได้ไปด้วยกัน…”

                “ทีพี่ยังเที่ยวกินเหล้าได้เกือบทุกคืน…” หนุ่มหน้าใสไม่ลดละ

                “ถึงพี่เที่ยว ดื่มบ้างมันก็ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไร  วันละไม่กี่บาทแค่นั้น…”

                “ไปทะเลกะพวกเพื่อนผมครั้งนี้ ก็ไม่ได้สิ้นเปลืองอะไรนี่ครับพี่…” ปราชญ์อ้างเหตุผล “พี่ให้ผมไปนะ…ผมอยากไป…ผมสัญญากับเพื่อนไว้แล้วด้วย…”

                “เอ๊ะ…นายนี่พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ…”  อารมณ์ศิลปินของธรรมชาติวาบขึ้นวูบลง พลังงานอันแปรปรวน ผลักดันให้เปล่งเสียงแรงขึ้นอย่างไม่ได้ตั้งใจนัก “ ไป…อยากไปไหนเชิญไปเลย  พูดกันดีๆไม่ฟังกัน ก็ไม่ต้องพูดอีกแล้ว…”

                “ก็ได้…”  หนุ่มน้อยลมออกหูโต้กลับไป สีหน้าของเขาแดงก่ำ“ไปก็ได้…พี่อย่านึกว่าผมไม่มีปัญญาไปนะ  ผมไปแล้วจะไม่กลับมาอีกก็ได้ ถ้าพี่ต้องการอย่างงั้น…”  ปราชญ์ทำเสียงขุ่นมัว พร้อมกับผลุนผลันเข้าไปในห้อง เก็บข้าวของสองสามชิ้นใส่เป้ แล้วคว้าคอกีต้าร์คู่ใจเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมานอกชาน…

                “เดี๋ยว…ปราชญ์…”  ศิลปินหนุ่มใหญ่รี่เข้าไปคว้าข้อมือไว้ เขารู้สึกผิดที่พูดให้เรื่องเล็กๆนั่นลุกลามใหญ่โต “พี่ขอโทษนะครับ…พี่ขอโทษ…พี่ไม่ได้ตั้งใจ…”

                “พี่ก็เป็นแบบนี้ทุกทีเลย…พี่เป็นคนน่ารัก แต่พอพี่โกรธ พี่ก็กลายเป็นบ้าบออะไรก็ไม่รู้  เป็นอีกคนที่ผมไม่อยากรู้จัก  ผมชักจะทนรับอารมณ์ศิลปินของพี่ไม่ไหวอีกแล้ว…ปล่อยผม..” ปราชญ์พ่นความในใจออกมา แล้วพยายามสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุม

                “ก็พี่บอกแล้วไง…ว่าขอโทษ…นายไม่ได้ยินหรือไงเล่า…”  ธรรมชาติเสียงอ่อนลง “ พี่รักและห่วงนายมากนะปราชญ์…เราน่ะโตแล้วหัดมีเหตุผลบ้าง…”

                “แล้วพี่ล่ะ…บางทีพี่ก็ไม่มีเหตุผลกับผมเลย  พี่อย่าพูดเลย…ผมไม่ฟังแล้ว”  ปราชญ์ตะบึงตะบอนสะบัดแขนให้หลุดออกอย่างแรง

                พลัน! เจ้ากีต้าร์ในมือของหนุ่มน้อยก็หลุดกระเด็นไปอย่างแรง  มันลอยเคว้งไปกระทบกับปากโอ่งลายมังกรริมระเบียงส่งเสียงดังสนั่น  !

                “พี่…”  ปราชญ์ใจหายแว๊บ  ดวงตาที่จ้องหน้าธรรมชาติตึงเขม็ง  เขาปล่อยโฮออกมาเมื่อเห็นว่าเครื่องดนตรีชิ้นโปรดหักกลางลง ใจเขาก็แทบแตกสลายไปพร้อมๆกัน…

                “พี่มันบ้า…พี่ทำมันพัง…เห็นไหม…”  เขาร้องไห้คร่ำครวญ หยิบซากกีต้าร์ขึ้นมาพยายามปะติดปะต่อดังเดิม แต่มันก็สายไปแล้ว

                “ปราชญ์…”  ธรรมชาติกอดร่างนั้นไว้แนบกับอก เขาพยายามปลอบใจ “พี่ขอโทษ…เอาเถอะ…แล้วพี่จะหาให้ใหม่นะครับ…”

                “ไม่เอา…ผมรักตัวนี้…ผมจะเอาตัวนี้ผมคืนมา…” ปราชญ์เวลานี้เขาเหมือนเด็กดื้อโยเย ที่ไม่ยอมรับสภาพว่าเสียของเล่นชิ้นโปรดไป

                “มันคงซ่อมไม่ได้แล้วล่ะ…แล้วพี่จะซื้อให้ปราชญ์ใหม่นะครับ..”

                “พี่น่ะเหรอจะซื้อให้ผมใหม่…” นัยตานั้นมีแววหยามอยู่ลึกๆ

                ถ้าจะแปลความหมายจากตาคู่นั้น  ปราชญ์คงกำลังอยากจะพูดว่า…พี่น่ะเหรอจะมีปัญญาซื้อให้ผมใหม่  ศิลปินไส้แห้งอย่างพี่  แค่ขอเงินไปเที่ยวยังหาให้ไม่ได้เลย…

                “ไม่ต้อง…” หนุ่มน้อยสะบัดเสียงใส่ แล้วผลักไสร่างของศิลปินหนุ่มออกห่าง เขาคว้าซากกีต้าร์ตัวนั้นติดมือ  แล้วปึงปังตึงตังและปั้นปึ่งออกจากบ้านไป โดยไม่หันมามองอีกเลย…

                และธรรมชาติเองจำก็ต้องปล่อยให้สถานะการ “หน้าสิ่วหน้าขวาน” มันผ่านไป  เขาเพียงหวังว่า เวลาที่ล่วงเลยคงจะทำให้อารมณ์ที่เร่าร้อนนั้นดับไปได้เอง…

                แต่…หลายวันที่ผ่านมานี้…บ้านสวนกลางป่าคอนกรีตของนายธรรมชาติ ยังคงปราศจากชีวิตชีวา เพราะขาดความสดใสของหนุ่มน้อยที่ชื่อปราชญ์…

                การอยู่ร่วมกัน มันก็อาจจะกระทบกระทั่งกันได้บ้าง  มันก็เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ แต่ครั้งนี้เขารู้สึกถึงความ “รุนแรง” กว่าคราวก่อนๆ  ฤทธิ์เดชนั้นพอที่จะ “กระชาก” หัวใจดวงนี้ให้หลุดผลอยลอยจากไปกระนั้นเชียวหรือ…

                ถ้าย้อนเวลากลับไปที่เดิมได้  ก็ยินดีทำทุกอย่าง เพื่อมิให้เกิดความรู้สึกเลวร้ายในวันนี้…

                หรือถ้าเขากลับมา…ก็จะโผเข้าไปทำทุกอย่างที่จะได้รับคำอภัยโทษ แล้วกลับมาร่วมกันสร้างโลกใบนี้ให้สดใสเหมือนเดิม…สำหรับคนพิเศษนั้น ไม่อายหรอกที่จะเข้าไปง้องอนเพื่อให้สถานะการณ์มันดีขึ้น…

                แล้วก็ตอนที่มันยังไม่เกิดเหตุการณ์นั้นเล่า…ทำไมแกไม่ยั้งคิดวะเจ้าธรรมชาติคนเก่ง…เขานึกติเตียนตนเองในความว่างเปล่าและเศร้าซึม บนเก้าอี้โยก และกระป๋องเบียร์ในมือ เวลานี้เขารู้สึกอ้างว้าง และกำลังจะสูญเสีย    ภาพแห่งความสุข…ความทรงจำ…หวนกลับมาในภวังค์ทั้งที่มันกำลังจะหายไป…

                “ถึงจะรู้ว่าพี่เจ้าชู้…แต่พี่ก็น่ารักสำหรับผม…” ปราชญ์เคยออดอ้อนรำพัน หลังจากลิ้มรสจุมพิตจากริมฝีปากบางคู่นั้น  ดวงตาเขาเป็นประกายเจิดจ้า…

                กลิ่นกายเด็กหนุ่มและเนียนเนื้อของเขายังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ  รสสัมผัสที่เกิดจากความพึงใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย มันช่างอบอุ่นเป็นกันเอง  หวิวหวั่นซ่านทรวงยากที่จะหารสเสน่หาในรูปแบบอื่นมาเปรียบเปรย…

                “ก็เราน่ะ…น่ารักถึงปานนี้…พี่จะกล้าไปทำสำส่อนที่ไหนได้…จริงมั้ย…” หนุ่มใหญ่จูบตรงหน้าผาก ติ่งหู แล้วเรื่อยลงมาตามซอกคอ ก่อนที่จะซบอยู่กลางทรวงอุ่นของปราชญ์ที่สะท้อนขึ้นลง…

                “พี่รักผมหรือเปล่าฮะ…”  หนุ่มน้อยคะยั้นคะยอถามแบบนี้บ่อยๆ

                “ถ้าไม่…จะนอนกอดนอนเกยได้ทั้งคืนอย่างไรกัน…” ธรรมชาติเลี่ยงคำตอบไปทุกครั้ง  รักน่ะ มันสื่อกันได้ตั้งหลายทางมิใช่หรือปราชญ์…

                “หมายความว่าพี่รักทุกคน ที่พี่นอนด้วยงั้นหรือครับ…”

                “ไม่จำเป็นต้องรัก…แต่พอใจ…คนที่เราจะมีความสัมพันธ์กัน มันต้องเริ่มที่ความพอใจ  ปราชญ์…นายรู้หรือเปล่า พี่น่ะพอใจนาย และถ้ามันจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นที่พิเศษกว่าก็ปล่อยมันเป็นไปตามธรรมชาติ…” เขาว่าพลางพรมจูบทั่วร่าง กระชับวงแขนอุ่นๆแนบแน่น ด้วยอารมณ์รักอารมณ์ใคร่…

                และ…อารมณ์ศิลปินอีกนั่นแหละที่มันทำให้น้ำตาเจ้ากรรมของธรรมชาติไหลพราก แม้จะหลับตานึกถึงถ้อยคำแต่ภาพนั้นมันช่างชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ในใจ…

                เบียร์หมดไปครึ่งโหล…ยิ่งดื่มเข้าไป ก็ดูราวกับว่าต่อมน้ำตาจะผลิตให้หลั่งออกมาทดแทนมากมายพอๆกัน…

                เสียงเก้าอี้โยกบดพื้นกระดานในความเงียบงัน…นานๆจะมีเสียงเปิดกระป๋องและเทเบียร์แทรกซู่ซ่าเข้ามาบ้าง  แต่เสียงร่ำไห้นั่นน่ะหรือ มันถูกกลืนเก็บไว้ตรงซอกใจของหนุ่มเข้มคนนี้  มีเพียงอีกเสียงของลมหายใจอันล้ำลึกโหยหาของเขา ที่มันกลั้วกลิ่นกรุ่นควันบุหรี่ภายในห้องอันมืดครึ้มเพราะไม่ได้เปิดไฟ…

                โทรศัพท์เครื่องสีดำทรงโบราณๆตรงมุมห้องนิ่งเงียบ…เขาหวังที่จะฟังเสียงจากมันบ้าง  แต่แล้วมันก็นิ่งอยู่อย่างนี้มาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ  ราวกับสายมันถูกตัดขาด  ขาดสิ้นจากโลกภายนอกไปเสียอย่างนั้น…

                เจ็ดวันมันช่างนานราวกับเจ็ดเดือน ที่ต้องร้างราห่างหาย  ฤาจะสิ้นแล้วต่อกัน…

                “พี่ธรรมชาติครับ…พรุ่งนี้ผมไม่มีเรียน คืนนี้ผมจะค้างที่นี่นะครับ…”

                เสียงที่เคยอ้อนฝากมากับกระบอกเสียง วันแล้ววันเล่า  วันนี้มันกำลังจะจางหายไปตลอดกาลเชียวหรืออย่างไร…

                เสียงตีคอร์ดกีต้าร์ตัวเดิมตรงชานบ้าน…เสียงร้องเพลงอย่างมีความสุขของเขา…มันหายไปไหนกันหมด  นี่เราเองเป็นต้นเหตุทั้งหมดทั้งปวงเลยใช่ไหม…กูมันบ้าไปจริงๆ  อารมณ์ชั่ววูบชั่วแว๊บนั่นเทียว ที่ทำให้ต้องมาพบกับความโดดเดี่ยวเช่นนี้…

                …ไม่มีคน…ไม่มีใคร…

                เพลงนั้น…มันหวานแว่วอยู่ในโพลงกะโหลก เพลงที่เราเคยร้องเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข   บัดนี้…ใยมันจึงกลับมาทิ่มแทงหัวใจอีกเล่า…

                …เหลือทิ้งไว้…เพียงแต่ตัวฉัน…

                อยู่กับความฝัน…ที่ต้องพังทลาย…

                ฝันไว้เสียสวยงาม…แต่แล้วมันก็ผ่านไป…

                ผ่านไปเหมือนสายลม…ที่ไร้ร่องรอย…

                                ไม่มีใคร…ไม่เหลือใคร…สิ่งที่คว้าไปมันกลับเลื่อนลอย…

                                ได้แต่รอคอยคนที่จากไป…

                                นั่งมองเงา มองอย่างเหงาใจ ก็ไม่รู้ว่านานอีกเท่าไร…

                                กว่าสิ่งที่เสียไปจะกลับมา…

แล้ว…เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นมาขับไล่เสียงเพลงในภวังค์นั้น…

…กริ๊ง…กริ๊ง…กริ๊ง…

                “ครับผม…”  เจ้าของบ้านรับสายอย่างลิงโลด เขาหวังว่าปลายสายนั่นน่าจะเป็นคนที่เขาเฝ้าคำนึง…

                “ผมลาภล้นนะ…”  เสียงของฝ่ายนั้นทำให้เจ้าบ้านผู้รับสายสีหน้าเปลี่ยนแต่ก็ทนฟังต่อไป “ธรรมชาติ คุณอย่าลืมเชียวนะ…ผมโทรมาเตือนเรื่องงานวันเกิดผมวันเสาร์ที่จะถึงนี่  ผมจองบังกะโลว์ไว้ที่เดิม…คุณต้องไปให้ได้นะ…ผมเชิญแขกไม่กี่คน กันเองๆทั้งนั้น   เรื่องค่าใช้จ่ายคุณไม่ต้องห่วง…คุณต้องไปนะ ไม่งั้นโกรธตลอดชาติเลย…”

                คำพูดที่เหมือน “คำสั่ง”ของดร.ลาภล้นไม่ได้เปิด “ทางเลือก”อื่นเลย  ก็อย่างว่าแหละ คนมีเงินทำอะไรก็ดูไม่น่าเกลียด   งานวันเกิดครบรอบปีที่ ๔๓ ของเขา ดูจะสลักสำคัญเสียนักหนา เขาคงคิดว่ามันสำคัญเหนือความรู้สึกของคนคนอื่นๆทุกคนที่เขาคบค้าสมาคมด้วยงั้นหรือ…

                “ฮัลโหล…ทำไมเงียบไปล่ะ…ห้ามตอบว่าไม่ว่างนะ   วันเสาร์นี้คุณต้องว่างนะจำไว้…” ฝ่ายนั้นย้ำแล้วย้ำอีก

“อือ…ผมจะไป…” ธรรมชาติรับปากไป ก่อนที่จะวางหู  ทั้งๆที่เวลานี้เขาไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย…

 

 

 

 

บนหาดหัวหิน…

คืนวันที่ ดร.ลาภล้นจะผ่านโลกมาครบ ๔๓ ฝนนั่นเอง…

ฟ้าคนองเปรี้ยงปร้างมาตั้งแต่พลบค่ำ  ทำให้ “งานฉลอง” นั่น “กร่อย”ลงไปถนัดใจ  เสียงคลื่นครวญแข่งกับเสียงคำรามของฟ้าฝนอยู่เนืองๆ

ศิลปินหนุ่มใหญ่เดียวดายอยู่ภายใต้หลังคา ที่มีเม็ดฝนหล่นกระทบดังกรูกราว เสียงเฮฮาจากบังกะโลหลังใหญ่ที่ถัดไปบอกให้รู้ว่า ที่นั่นกำลัง “รื่นเริง” ทั้งๆที่ฝนฟ้ามันไม่เป็นใจเอาเสียเลย…

นึกถึงวันที่ผ่านเลย…ระหว่างเขา นายธรรมชาติคน “ติดดิน”ผู้นี้ กับ ดร.ลาภล้นผู้ “จมไม่ลง”ผู้นั้น

สถานการในวันนี้มันกลับกันอย่างสิ้นเชิง   ในตอนนั้นคนที่ “เดียวดาย” อยู่ใต้หลังคาก็คือ เจ้าของงานวันเกิดในค่ำนี้…

แต่ในตอนนี้…ผู้ครอบครอง “ความเหงา” กลับกลายเป็น “แขก”รับเชิญอย่างเขาเองไปเสียนี่…

มันช่างเหมือนบทบาทบนเวที ที่ตัวละคอนต่างต้องผลัดกันพลิกผันหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา  จากบท “พระเอก” จำต้องตกไปเป็น “พระรอง”เสียบ้างในบางครั้งบางคราว

ก็เพราะ “เวลา” นั่นปะไร  ที่ทำให้ใจของคนไม่หยุดนิ่ง  จากคนที่ “นิ่ง” ราวกับ “น้ำเน่า”ในบ่อลึก  กลับกลายไปเป็น “คลื่นยักษ์”จากมหาสมุทรที่รุนแรงเกินยับยั้งเช่น ดร.ลาภล้น…

“ผมรีบขึ้นรถไฟมากระทันหัน  ไม่ทันได้หาของขวัญมาให้…”  ศิลปินหนุ่มนึกถึงคำพูดเมื่อแรกเดินทางมาถึงหัวหิน เขาก็แก้ตัวไปอย่างงั้น ความจริงน่ะ อยากจะบอกไปตรงๆว่า ซื้อของมาให้ก็เกรงจะไม่ถูกใจ เพราะคนมีตังค์อย่างคุณ ถ้าอยากได้อะไรก็หาเองคงจะได้ไอ้ที่มันถูกใจกว่า…

“แค่พ่อมดเจ้าเสน่ห์อย่างคุณโผล่หน้ามา…ผมก็เป็นปลื้มแล้ว…” เจ้าของวันเกิดว่า  แล้วต่อด้วยข้อความที่ชวนให้สนเท่ห์  “คืนนี้ผมมีเซอร์ไพรส์ สำหรับคุณด้วยนะ ธรรมชาติ…”

ระหว่างนั้นช่างภาพหนุ่มใหญ่หยิบภาพใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นให้

“ผมก็มีเซอร์ไพรส์สำหรับด๊อกเตอร์…นี่ไง…คุณคงจำมันได้…”

                ภาพพื้นทรายที่ถูกสลักข้อความสั้นๆ “กาลเวลาที่ห่างหาย” ภาพนี้เองที่ถูกนายธรรมชาติบันทึกไว้ตอนที่มาเที่ยวหัวหินครั้งก่อน เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมัน ดร.ลาภล้นรู้สึกอายเล็กน้อยเพราะเขาเป็นคนขีดเขียนมันขึ้นมาเอง ทำไมหนอมันช่างเป็นถ้อยคำที่ “ลิเก”อะไรอย่างนั้นนะ…

                “ผมให้ด็อกเตอร์ไว้เป็นอนุสรณ์นะ  เพราะเวลาเวลาของคุณมันไม่ได้หนีหายไปไหน คุณกอบกู้เวลาที่คุณคิดว่ามันหายไปกลับมาจนครบแล้ว อาจจะมากเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ…”

                ดร.ลาภล้น พิจารณาภาพถ่ายใบนั้นแล้วครุ่นคิดตามไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

                “รู้สึกปวดหัวนิดหน่อย…ผมขอตัวไปพักผ่อนในห้องก่อนนะ  ดึกๆจะออกมาจอยน์ด้วย…” ธรรมชาติอ้างในสิ่งที่ไม่ตรงกับใจอีกครั้ง เพราะความจริงในเวลานี้เขาเองอยากจะอยู่เงียบๆคนเดียวในห้อง  ที่ต้องเดินทางมาในครั้งนี้ ก็มาอย่างเสียไม่ได้อยู่แล้ว…

เขาทักทายเหล่า “สหาย” ข อง ดร.ลาภล้น ซึ่งมีอยู่ในห้องนั้นประมาณสิบกว่าคนตามมารยาทโดยมิทันได้ “ใส่ใจ” เสียด้วยซ้ำว่ามีใครต่อใครกันบ้าง ก่อนจะปลีกตัวมายังบังกะโลส่วนตัว ซึ่งมันไม่ห่างกันนัก…

งานปาร์ตี้ริมหาดตามที่เจ้าภาพคาดหวังไว้อวดศักดา  จำต้องย้ายไปบนบังกะโลหลังใหญ่อย่างช่วยไม่ได้  มันช่วยไม่ได้จริงๆที่เจ้าภาพก็ “ดัน” มามีฤกษ์ตกฟากเอาอีตอนหน้าฝนชุกชุม ประกอบกับมรสุมอันเลวร้ายอย่างนี้…

ถึงจะไม่แน่ใจว่าใครจะคิดอย่างไรกันบ้าง แต่อย่างน้อยก็นายธรรมชาติคนนี้คนหนึ่งล่ะที่ไม่เข้าใจเหลือเกินว่า “ทำไม”ท่านด๊อกเตอร์ถึงต้อง “เว่อร์”มาจัดงานประกาศความแก่ให้ตัวเองไกลถึงหาดหัวหินแห่งนี้ด้วย สู้เอาเงินไปทำอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า ดีกว่าจะเอามา “ผลาญ”แบบไร้คุณค่าแบบนี้…

เสียงเพลงเต้นรำตึงตังมาจากบังกะโลหลังใหญ่ซึ่งเวลานี้เป็นที่จัดงาน มันดังแข่งกับสายฝนที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ  เสียงเพลงฝรั่งดังๆที่น่าจะเปิด “ดิ้น”กันเฉพาะตามเทคตามผับตะเบ็งเซ็งแซ่ กลบลบเสียงธรรมชาติซึ่งน่าฟังกว่าเป็นไหนๆ

คิดๆไป   มนุษย์เรานี่มันก็แปลกอยู่  ออกมาเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ แทนที่จะมานอนฟังเสียงคลื่นลมหริ่งหรีดเรไร ดันผ่าหอบหิ้วเอาเสียงอิเลคทรอนิคที่เสพสมกันจนเอียนจากในกรุง บุกบั่นตามมาสร้างความวุ่นวายให้กับสมองของตัวเองถึงที่นี่  นอกจากจะเสียแรงแบกมาหนักๆแล้ว ยังเสียความสุนทรีย์ไปอย่างน่าเสียดาย…

“คุณจะนอนอยู่แต่ในห้อง เป็นเจ้าชายในฮาเร็มเหรอ ธรรมชาติ…” เสียงดร.ลาภล้นอ้อแอ้มาตามสายโทรศัพท์ “แต่งตัวเท่ๆแล้วรีบออกมาสนุกกันหน่อยซี…เพื่อนผมที่นี่เขาอยากสนุกกับคุณ…”

“แต่ผมไม่มีอารมณ์สนุกเลยนะด็อกเตอร์  เดี๋ยววงจะแตกเสียเปล่าๆ…” ธรรมชาติว่าไปตามประสาศิลปินผู้ไม่เคยระงับอารมณ์ไว้

“คุณเป็นอะไรของคุณน่ะธรรมชาติ…ดูแปลกๆไปนะวันนี้  น่า…วันนี้วันมงคลของผมนะครับ อย่าให้เสียฤกษ์…”

“ใกล้ตายไปอีกปีนะรึวันมงคล…ท่านด็อกเตอร์”  ศิลปินหนุ่มใหญ่ทีเล่นทีจริง แต่ฝ่ายนั้นกลับหัวร่อร่า  เสียงกรี๊ดกร๊าดในห้องจัดงานแทรกเข้ามาตามสายด้วย

“ท่าทางคุณยังอารมณ์ดีอยู่นี่นา…” เจ้าของงานวันเกิดกลั้วหัวเราะ “มา…ออกมาซะดีๆ ออกมาฉลองความแก่ให้กระดังงาห่างไฟหน่อย…พ่อกระดังงากลีบทองของผม”

“อืมม…เออๆ” ธรรมชาติตัดบท “เดี๋ยวสักพักจะออกไป รอฝนซาสักหน่อยนะ”

แต่…ฝนเจ้ากรรมก็ไม่มีทีท่าว่าจะซาเอาเสียเลย กลับแรงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป เดี๋ยวแรงเดี๋ยวซา ไม่ต่างจากอารมณ์ของผู้ที่อยู่คนเดียวในห้องนี้เลย

และ…ช่วงที่ฝนซา  เสียงกรีดสายกีต้าก็แว่วมาตามลม…

ท่วงทำนองนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี  เพราะมันคือเพลงโปรดของเจ้าภาพนั่นเอง

 

…หัวหิน…เป็นถิ่นสัญญา…

            จากไป…กลับมาผิดหวัง…

            ความหลังยังเวียนวน…

 

                                    …คลื่นสวาทมันแรง…มันแกล้งมาดล…ร้อนจนใจสั่น…

                                    เคยพลอดชู้สู่สวรรค์…รักกันมั่น…ใจฉันมันปลื้ม…

                                    มันซาบมันซึม…มันปลื้มไม่นาน…วิมานทลาย…

           

            คนทั้งห้องนั้นต่าง “แหกปาก” ร้องกันดังขรม  จนบทเพลงที่แสนจะโรแมนติกนั้นหาสุนทรียรสไม่ได้เลย  เสียงปรบมือดังลั่น แล้วพวกขี้เหล้าเหล่านั้นก็ต่อด้วย เพลง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู”อันเป็นประเพณีของงานวันเกิดทั่วไป…

                แต่…สิ่งที่คนในห้องนี้กำลังฉงนนั่นก็คือ ฝีมือดีดกีต้าร์  ด้วยความคุ้นเคย แม้มันจะไม่ใช่จากกีต้าร์ตัวเดิม แต่รสฝีมือที่ได้ยินนี้  ทำไมหรือที่เขาจะจำมันไม่ได้…

                ปราชญ์…นี่นายอยู่ที่นี่ด้วยหรือ…จริงอย่างที่สังหรใจ…เขามากับดร.ลาภล้น ศิลปินหนุ่มรำพันกับตัวเอง แล้วผลุนผลันฝ่าสายฝนออกไปทันที…

                แทบทุกคนในห้องจัดงานหันไปหน้าประตู  ตรงระเบียงนอกชาน ร่างที่เปียกปอนของศิลปินผมยาวยืนโชกฉ่ำอยู่ตรงนั้น…

                “นี่ใช่มั้ย…เซอร์ไพรส์ของคุณ…ด็อกเตอร์ลาภล้น…”  เสียงที่คำรามนั้นแข็งกร้าวพอๆกับแววตาของเขา ที่เหมือนเสือโดนแย่งเนื้อไป

                ปราชญ์ถอยกรูดไปด้านใน หนุ่มน้อยหน้าซีดเซียว เขาไม่กล้าแม้จะสบตากับธรรมชาติ ซึ่งเวลานี้ใครก็ไม่กล้าคาดคะเนอะไรทั้งนั้น

                คนในห้องนั้นเงียบกริบเหมือนถูกปิดวอลลุ่ม ในขณะที่ดร.ลาภล้นถูกธรรมชาติลากแขนออกมาด้านนอกท่ามกลางสายฝนหยาดเป็นสาย ดร.หนุ่มใหญ่สั่นเทิ้ม แต่คงไม่ใช่เพราะสภาวะอากาศ แต่เป็นเพราะสภาวะจิตใจของคู่กรณีที่เขาเองก็ไม่อาจจะคาดเดา

                “คุณเป็นอะไรของคุณ…”  ดร.ลาภล้นปากสั่น แต่ยังตีสีหน้าแบบใจดีสู้เสือ

                “ก็…เป็นเหมือนอย่างคุณนั่นแหละ…” หนุ่มผมยาวสะบัดเสียงใส่ “เป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันไง…แต่สิ่งที่ผมไม่มีทางเหมือนคุณก็คือผมไม่เคยคิดเอาชนะใคร…”

                “ก็…” ด็อกเตอร์ใจแตกตอนแก่อ้ำๆอึ้งๆ กล้าๆกลัวๆ “ก็..เห็นว่าคุณเลิกกันแล้วไม่ใช่หรือ…นี่…คุณ…ปล่อยแขนผมก่อนได้มั้ยมันเจ็บนะ…”

                ธรรมชาติคลายมือปานคีมเหล็กจากแขนของฝ่ายตรงข้าม

                “คุณทำแบบนี้ได้ไง…ด็อกเตอร์…คุณทำได้ไง  คุณก็รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร…คุณมีหัวใจหรือเปล่าครับ…” ธรรมชาติหันหลังกลับไปยืนเกาะลูกกรง  ร่างเขาเปียกปอนจนไม่อาจสังเกตุได้ว่าเวลานี้น้ำตาของหนุ่มแกร่งผู้นี้เนืองนองเต็มหน้า…

                “ผมไม่รู้…”  อดีตนักวิชาการรุ่นใหญ่ทำเสียงเหมือนเด็กอมมือ

                “ไม่รู้รึ…”  ศิลปินหนุ่มหันมาตวาดแหว จนเรือนผมที่เปียกปอนสะบัดไหว “คนอย่างคุณเคยรับรู้อะไรบ้าง  คุณเรียนรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะใช้อำนาจเงินของคุณซื้อใครได้บ้าง  คุณน่ะมันพวกวัตถุนิยมจะไปรับรู้ถึงจิตใจใคร  เสียดายนะที่ผมยอมรับคุณเป็นเพื่อนทั้งๆที่เราน่ะไม่มีอะไรเข้ากันได้เลย…”

                เป็นครั้งแรกที่ดร.ลาภล้น เห็นนายธรรมชาติศิลปินอารมณ์ดีระเบิดอารมณ์ออกมา เขายืนงงกลางสายฝน สำนึกบางอย่างผุดเข้ามากลางจิตใจแต่มันก็สายไปเสียแล้ว…

                “คุณมันเล่นเกมอยู่ตลอดเวลา…”  ธรรมชาติกราดเสียงต่อไปเหมือนรัวกระสุนใส่ “ คุณคอยแต่จะเอาชนะทุกคน  ไม่เว้นแม้แต่ผมซึ่งจริงใจกับคุณมาโดยตลอด…

                คนโดน “ด่า” ส่างเมาในทันที  ถ้อยคำที่ยิงกราดทะลุเข้ามาในจิตใจจนพลุนทำให้เขามองเห็นตัวเองชัดขึ้นอีกโข  ใช่…ฉันริษยานาย…แต่ฉันก็รักนายมากนะ นายธรรมชาติ  ฉันไม่รู้จริงๆว่าจะบรรยายอย่างไร มันสับสนไปหมด…

                “ผมเสียอีกสิ…ที่น่าจะอยากเอาชนะคุณ…คุณเหนือกว่าผมตั้งมากมายทั้งการศึกษาและก็ฐานะ…ใช่…สะใจคุณแล้วใช่มะคุณด็อกเตอร์  คุณคือผู้ชนะ…ผมขอยอมแพ้

ก็แล้วกัน…พอกันที…อะไรที่แล้วๆมาน่ะ ผมยกให้เป็นของขวัญวันเกิดก็แล้วกัน…”

                เมื่อหมดกระสุนคารมที่สาดใส่ ธรรมชาติก็สะบัดหน้าจากไปในความมืดและสายฝน เสียงครวญของอากาศที่แปรปรวนยังน้อยกว่าภายในจิตใจของคนทั้งคู่…

                หลายคำพูดที่ด็อกเตอร์ใจแตกอมพะนำเอาไว้  หลายสิ่งที่อยากเอ่ยเพื่อปรับความเข้าใจแต่มันถูกกลืนเก็บไว้ด้วยใจหยิ่งผยอง โดยที่เขาเองก็ไม่อาจเข้าใจตัวเองเหมือนกัน

                เพื่อน…เขาเสียเพื่อนไปหนึ่งคนแล้วหรือนี่  แต่ในห้องนั้นก็ยังมีอีกตั้งหลายคนที่รอเป็นเพื่อนกับเขาอยู่  ตราบใดที่ ดร.ลาภล้นคนนี้ยังมีเงิน มีหน้ากากสังคม ใครๆก็อยากเป็นเพื่อนกับเขา แต่คงเรียกนายธรรมชาติคนนั้นกลับมาเป็นเพื่อนไม่ได้อีกแล้ว…

                เพื่อน…กลุ่มที่รอให้เขาเข้าไป “เลี้ยงดู”ให้ดื่มกินกันอย่างสุขีปรีด์เปรม

                เพื่อน…กลุ่มที่รอให้เขาจ่ายค่าที่พัก ค่ารถ ค่าอาหาร สำหรับปาร์ตี้มื้อนี้ หรือมื้อไหนๆที่เขาเอ่ยปากชวน

                “งานวันเกิด” นี้เพื่อใครกัน…เพื่อฉัน…หรือเพื่อเพื่อนกินพวกนั้น…

                เพราะเพื่อนมันสนุก แต่ กูต้องมาทนทุกข์อยู่เพียงคนเดียวกระนั้นหรือ

                ตอนหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้…เพื่อนพวกนั้นมันหดหัวไปไหนกันหมด ด้านในเงียบกริบเหมือนทุกชีวิตกำลังสนใจฟังและวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ “แตกแยก”ที่ด้านนอกนี่ กันอย่างสนุกปาก

แต่ไม่มีใครสักคนใส่ใจที่จะเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษา “ปัญหา”ของ ดร.ลาภล้นคนนี้เลย  ด้านในนั้นมี “เพื่อน”รออยู่มากมาย  แต่ทำไมนะ เวลานี้เขาเหมือนยืนอยู่คนเดียวบนหาดร้างเช่นนี้…

                “พี่ธรรมชาติล่ะฮะอาจารย์…”  หนุ่มปราชญ์ผลักบานประตูออกมาถามหา

                “เขาไปแล้ว…”  ดร.ลาภล้นตอบสั้นๆ นัยตาเลื่อนลอยไร้เป้าหมาย “ออกมาทำไม…กลับเข้าไปซะ  เขายกนายให้เป็นของขวัญฉันแล้ว…” หางเสียงนั้นมีแววประชดประชัน “ชั้นลงทุนกะนายไปมากแล้ว อย่าให้ชั้นต้องขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำอีก…”

                “ผมไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของอาจารย์นะฮะ…”

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยยืนหน้าชา ที่เด็กหนุ่มรุ่นูกศิษย์ตวาดใส่เข้าให้อีกคน

“ผมยอมมากับอาจารย์ก็เพราะผมอยากเที่ยว  แล้วที่ผมยอมนอนกับอาจารย์ก็ไม่ใช่เพราะเงินของอาจารย์ ผมพอใจทำและทำด้วยความบริสุทธิใจไม่ใช่เพราะอยากได้กีต้าร์ตัวใหม่  อาจารย์คิดว่าเสียเงินแล้วจะได้ทุกอย่างงั้นหรือฮะ  ไอ้งานวันเกิดบ้าบอนี่ก็เหมือนกันมีแต่พวกดัดจริตดีดดิ้นจมไม่ลงทั้งนั้น บอกตรงๆผมรำคาญ   หัดเอาหัวใจไป

ซื้อคนซะบ้างสิครับ ไม่ใช่เอะอะอะไรก็เงิน เงิน เงิน เสียเงินจัดงานแ้วยังต้องมานั่งเสียใจอีก  ถ้าจะคิดว่าทุกอย่างที่อาจารย์เสียให้ผมเป็นการซื้อตัวผมล่ะก็ผมจะกลับไปแต่ตัว  เชิญอาจารย์เฉลิมฉลองกับพวกเพื่อนที่อาจารย์ซื้อมาให้เต็มที่  ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผมก็โดนหลอกใช้เป็นเครื่องมือเอาชนะของอาจารย์   ผมลาล่ะ…แฮปปี้เบิร์ทเดย์ครับ…”

                เด็กเมื่อวานซืนกราดเสียงใส่แล้วเขาก็จากไปอีกคน  ปราชญ์…ของขวัญวันเกิดที่ได้มาง่ายๆ เลือนหายไปง่ายๆในความมืดเช่นเดียวกับนายธรรมชาติ เพื่อนที่เขาเพิ่งสำนึกอยู่เดี๋ยวนี้เองว่า เขาเป็น “เพื่อนแท้”ที่เพิ่งหลุดลอยไป…

                นั่นสินะ…ฉันทำกับนายไปได้อย่างไร  ฉันเองก็ตอบตัวเองไม่ถูกเหมือนกัน…

                ฉันชนะนายแล้วหรือนี่…นายธรรมชาติ   ชัยชนะในวันนี้ไม่ได้ทำให้ฉันเป็นสุขเลยสักนิดเดียว…

                แล้วอันที่จริง…ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ฉันจะเอาชนะนายไปเพื่ออะไรกัน…

                เพียงเพราะความริษยาที่เห็นนายเป็นคนเรียบง่ายมีเสน่ห์ มีคนรักมากกว่าฉันงั้นหรือ…

                “กูมันบ้า…กูมันบ้าไปแล้ว…”  คำสบถที่เปล่งออกมา     สลับกับการกรอกเหล้าลงลำคอไปแบบเพียวๆ  “กูเลือกของกูเอง…เพื่อน…ชีวิต…เหล้า…แต่มันผิดทั้งหมด..ทำไม…ทำไม…ฝน…ฟ้า…ทราย…ทะเล…ตอบให้กูเข้าใจทีสิ…”

                ดร.ลาภล้นเปียกปอน…เดียวดาย…บนหาดทรายขาว…คลุกเคล้ากับความมืด…พายุฝนและพายุในใจยังไม่ยอมสงบลงง่ายๆ

                 ณ หัวหิน…หาดที่เคยทำให้ชีวิตที่ “เพียบพร้อม”ของเขาเปลี่ยนไปหลายฉาก

                “มีเหล้าเหลือมั่งมั้ย….ขอสักขวดซิ…” เขาบอกกับเหล่าสหายด้วยตาที่แดงก่ำ “แล้วใครอย่าตามมา ฉันจะไปสงบอารมณ์ที่ชายหาดคนเดียว…”

                “แบล็คหมดแล้ว…เหลือแต่ไอ้นี่…” เพื่อนคนหนึ่งส่งเหล้าไทยราคาถูกๆมาให้หนึ่งกลม

                จริงของนายนะ…ธรรมชาติ…นายเคยบอกฉันว่า เหล้ายี่ห้อไหนๆมันก็ทำให้มนุษย์เราเมาได้ทั้งนั้น จะสนใจใยเล่า ในเมื่อคืนนี้ฉันอยากเมาให้มันลืมโลก สาสมกับที่ทำกับนาย…ฉันทำลงไปได้อย่างไร…

                หาดทรายที่ที่เคยพบรัก…และ…พลัดพราก…ดูราวกับต้องคำสาปมาตลอดชีวิต                ฉันอยากเป็นดอกกระดังงาที่หอมหวาน แต่ฉันก็ทำไม่สำเร็จ  กลีบแห้งๆของมันกำลังจะมอดไหม้ไปด้วยความร้อนรุ่มในใจของฉันเองอยู่นี่แล้ว…

                ที่สุดก็ไม่มีใคร…เขา…ดร.ลาภล้น…กับเหล้า…และยาเม็ดซึ่งเพิ่มเติมจิตนการอันไร้ขอบเขตของจิตประสาท

                ยาเม็ดนิดๆแต่ทำให้จิตของเขาฟุ้งกระจายไปไหนต่อไหน ชนิดกู่ไม่กลับ…

                “ยาเม็ด” ที่เขาเองเคย “เทศนา”ให้เหล่าูกศิษย์ฟัง ถึงฤทธิ์ร้ายมหัตภัยของมัน

                จะด้วยความไร้สติสัมปชัญญะ หรือ เจตนาก็มิทราบได้  เขา…เดินลงทะเลไป…และเลือนหายไปกับเกลียวคลื่นสีดำ…

            และกลับเข้าฝั่งในวันรุ่งขึ้น…

            แต่…เขาก็กลับมาเพียงร่าง

            เพราะทางที่เขาเลือก…มันไม่มีทางที่จะรอดอีกแล้ว…

จบบริบูรณ์     

๒๔  ตุลาคม ๒๕๔๒