ลั่-น-ท-ม ๑

โดย    ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

นวนิยายขนาดสั้นเรื่องแรกของผู้เขียน         ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร   “นีออน”    ฉบับที่ ๒๙ และ ๓๐ เมื่อปี ๒๕๒๙ และได้รับการโหวตจากผู้อ่านในช่วงนั้น ให้เป็น เรื่องสั้นยอดนิยมประจำปี  

Hit Counter

 

. ภาคแรก…เมื่อสายลมรักพัดผ่านแถวริมทาง

      เย็นมากแล้ว…เสียงเพลงชาติเพิ่งจะจบลงไปเมื่อตะกี้นี้เอง ขอบฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มจางๆแล้วก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

            ลมร้อนแห่งเดือนเมษายนกลับสดใสและเย็นสบาย ธมเอนกายลงกับเนินหญ้าเขียวภายในสวนสาธารณะแห่งนี้   สายลมพัดรัญจวน…ในขณะที่เขาใช้แขนทั้งสองไขว้กันหนุนหัวต่างหมอน  ธมอยากจะหลับตาลง ฝันถึงความสุข และเหวี่ยงเจ้าความทุกข์ออกไปไกลๆ แต่ท้องฟ้ายามนี้ก็มีสิ่งชวนมองเกินกว่าจะละสายตาไปจากภาพเหล่านั้น…

            นกตัวน้อยๆเป็นร้อยเป็นพันถลาร่อนอยู่บนห้วงนภากาศ  ธมไม่ได้ยินเสียงมันหรอก เพราะมันอยู่สูงจากที่นัก แต่เขาพอจะรู้ดีว่ามันจะไปไหนหลังจากนี้ แล้วไม่กี่นาทีจากนั้นมันก็สลายหายไป  ธมรู้ว่ามันชอบไปเกาะๆอยู่ตามสายไฟที่พาดอยู่เหนือถนนสายหนึ่งซึ่งไม่ห่างจากที่ตรงนี้นัก  ระยะนี้ธมเดินผ่านไปมาแถบนั้นบ่อยๆ และเขาก็ไม่เคยลืมแหงนหน้าขึ้นไปมอง  นกพวกนั้นมาชุมนุมเนืองแน่นกันทุกค่ำคืน เขาเฝ้าแปลกใจว่ามันมาทำอะไรกันนะ…และมันมีจุดประสงค์อันใดที่เจาะจงมาใช้ที่ตรงนั้นพำนักพักพิง แต่จนแล้วจนรอดธมก็ยังหาคำตอบไม่ได้สักที…นับประสาอะไรกับวงจรชีวิตของผู้อื่น ขนาดเขาเองก็ยังหาเหตุผลใส่ตัวไม่สำเร็จเช่นกัน ว่ามาร่อนเร่อยู่ที่นี่เกือบทุกเย็นและค่ำน่ะมันเพื่ออะไรกันแน่…

            ว่าวปักเป้าตัวน้อยกำลังส่ายหางระริกระรี้ระเริงร่าท้าลม โดยไม่ยินดียินร้ายต่อความมือที่กำลังจะอมมันเข้าไปทั้งตัว เจ้ายังคงล้อลมอยู่อย่างโดดเดี่ยว ในขณะที่ว่าวตัวอื่นๆที่เห็นก่อนหน้านี้ถูกชักดึงลงพื้นดินไปกันหมดแล้ว…

            “กลับบ้านเถอะลูก…จะค่ำแล้วนะ…”

            เสียงผู้เป็นแม่กู่เรียกลูกน้อยของเธอ ในขณะที่เด็กสามสี่คนยังคงวิ่งโลดอยู่บนเนินกว้าง ว่าวงูและว่าวผีเสื้อสีสันแสบตาส่ายไปมาเพราะเจ้าหนูน้อยเหล่านั้นจูงสายป่านแล้ววิ่งต้านลม เสียงหัวเราะคละเคล้าเสียงลมหายใจหอบกระเส่าแต่ไม่ปรากฏแววเหนื่อยหน่ายบนดวงหน้าใสไร้เดียงสาเหล่านั้นเลย จะมีก็เพียงแววเสียดายผุดขึ้นในดวงตาของพวกเขาทันทีที่มารดาประกาศหยุดยั้งการเล่น

            แต่นั่นก็คือความห่วงใยของแม่ที่มีต่อสายเลือด ธมฉุกคิดถึงตัวเองอย่างไม่ได้ตั้งใจ หากว่าแม่ได้มารับรู้พฤติกรรมบางอย่างที่ลูกชายของแม่กำลังเสาะแสวง แม่จะคิดอย่างไรหนอ  และแม่จะเป็นห่วงธมสักขนาดไหน…

            “เมื่อไรที่พวกแกมีลูกมีเต้านั่นแหละ ถึงจะรู้ว่าแม่น่ะรักแกแค่ไหน…”

          ธมเองคงไม่มีวันจะรู้เป็นแน่  เพราะชาตินี้ธมคงไม่มีโอกาสได้เป็นพ่อของใครทั้งสิ้น ธมเลือกเส้นทางชีวิตให้ตัวเองเสียแล้ว หลังจากที่ธรรมชาติเป็นผู้ขานชื่อเขามานานนัก เขาไม่ได้ทำตัวเองให้เป็นไปอย่างนี้ แต่เขาเลือกที่จะเดินไปตามแนวทางที่ธรรมชาติปูลาดไว้ให้ 

            พวกผู้ชายอย่างธม ฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างที่เขาว่ากันจริงหรือ…

            ทั้งๆที่ธรรมชาตินั่นต่างหากที่สรรค์สร้างเขาขึ้นมาเอง…

            ท้องฟ้ามืดสนิทในเวลาถัดมา…นิยายรัก “น้ำเน่า” ของ “ชาวเรา” กำลังจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง ธมอยากจะบอกกับใครๆว่านี่คือเรื่องราว “รักใคร่” ระหว่าง “ผู้ชายกับผู้ชาย” แต่มันก็ช่างน่ากระดากปากกระดากใจเสียเหลือเกิน…

            ภายในสนามเด็กเล่น…ชื่อมันก็บอกกระจ่างอยู่แล้ว แต่ในยามนี้ ยามที่ท้องฟ้าเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ที่นี่ก็แปรสภาพไปเป็นอีกโลก  ม้าหมุน ชิงช้า ไม้ลื่น กระดานหกล้วนเงียบหงอยและแน่นิ่งไม่ไหวติง  ไม่มีเสียงเด็กๆร้องเจี๊ยวจ๊าวกระจองงองแงเหมือนเมื่อตอนบ่ายแก่ๆ…

            ธมหย่อนก้นลงบนชิงช้า สองมือจบสายโซ่แล้วเริ่มโล้ให้มันไกว…เสียงเอี๊ยดๆอ๊าดๆของเหล็กที่ว่างเว้นจากการหยอดน้ำมันดังขับไล่ความสงบไปทันที  เมื่อเบื่อนักธมก็ย้ายขึ้นไปนั่งบนราวปีนป่าย  เขามักจะชอบเหม่อลอยอยู่ที่นั่นนานๆ  นอกจากจะเย็นสบายและให้ความรู้สึกปลอดภัยแล้ว มันยังให้ธมหวนคำนึงไปถึงวัยเด็กที่มันผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดาย…

            กลิ่นกรุ่นลั่นทมรำเพยแผ่ว…ธมแอบชื่นใจอยู่เงียบๆ ต้นของมันอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้นัก แม้ว่ามุมนั้นค่อนข้างมืดมัวอยู่สักหน่อย แต่ก็ไม่ลำบากที่ธมจะมองเห็นดอกสีขาวนวลเป็นช่อช้อย…

            เวลาผ่านไปพร้อมกับลมหายใจอ้อยอิ่งและเดียวดายของธม  เสียงฝีเท้าของคน เสียงกระซิบกระซาบ เริ่มเกิดขึ้นรอบข้างนั่นก็เป็นสัญญาณบอกว่า สวนแห่งนี้ไม่ถูกปล่อยให้หงอยเหมือนเมื่อหัวค่ำอีกแล้ว  แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ที่นี่มักไม่ค่อยชอบ็นแสงสว่างกันนัก ตามหลืบมุมสุมทุมพุ่มไม้มักเป็นที่หลบเร้นของคน “หน้าบาง”  แต่ก็มีบ้างที่ไม่ใยดีกับแสงไฟนิดๆหน่อยๆเช่นคนจำพวกหนึ่งตรงโคนดอกเห็ดริมบึง อีกทั้งม้าหินข้างกอพุทธรักษาตัวที่ธมชอบนั่งเป็นประจำนั่น บัดนี้ดูเหมือนว่าใครสองคนแอบไปนั่ง “จู๋จี๋” กันเสียแล้ว…

            เกือบจะเป็นสภาพเคยชินสำหรับคนอย่างธม ชีวิตที่เวียนว่ายอยู่ตามสถานที่เช่นนี้ หากมีใครตั้งคำถามให้พวกเขา ก็คงไม่มีใครตอบว่าชอบความเมื่อยล้าจาการเที่ยวเดินตะลอนๆ  อีกทั้งคันคะเยอจากการโดนยุงกัด ตลอดจนเสี่ยงต่อการถูกจี้หรือชิงทรัพย์เป็นแน่แท้…

            แต่มันน่า “อดสู”สักเพียงไหน  ใครจะรู้บ้าง ว่าคนเหล่านั้น ยอมแลกสิ่งที่กล่าวมาเพื่อการ “บำบัด” ตัณหาเพียงวูบเดียว แค่นั้น…

            “ฉันเองก็คงจะเหมือนๆกัน…”  ธมแค่นหัวเราะอยู่ในหัวอก  เย้ยหยันให้กับความน่าขันของงชีวิตตัวเอง “ก็ฉันพยายามแล้ว…แต่ในที่สุดก็หนีแกไม่พ้น เจ้าสวนสาธารณะเอ๋ย…”

            จะว่าไป…พวกผู้ชายอย่างธมก็มีสภาพไม่ต่างจาก “ผีดิบ” สักเท่าไรนักหรอก  ชีวิตที่ต้องคอยหลบๆซ่อนๆในมุมสลัว แถมยังต้องออกล่า “เหยื่อ” ในยามวิกาลเป็นกิจวัตร…

          ทำไมสังคมถึงช่างอยุติธรรมกับคนอย่างธมเสียจริงๆ  เขายังเป็นมนุษย์อยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว หาได้มีส่วนใดผิดแผกพิศดารไปจากคนเดินดินอื่นเลย…

            “ฉันมีความต้องการเพื่อน…ความสุข…ความเข้าใจ…ตลอดจนกามารมณ์ที่ใครๆต่างก็ปรารถนากันทั้งนั้น   ฉันผิด…เพียงเพราะรสนิยมที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่แค่นั้นหรือ…”

            ธมรำพันกับตนเองด้วยความช้ำชอกในชะตากรรม เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอทั้งๆที่พยายามทำใจ และสร้างโลกส่วนตัวให้โสภาน่าอยู่ แต่แล้วธมก็ต้องท้อใจอยู่บ่อยๆ เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะเปลี่ยนค่านิยมที่มีอยู่อย่างเหนียวแน่นให้ไปเป็นอื่น…

            “หากมีใครสักคนมารักฉัน…และฉันก็รักเขาก็จะดีหรอกนะ  แล้วเมื่อนั้นฉันก็จะเลิกแคร์เสียที ชีวิตที่เราเป็นเจ้าของ ฉันย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับมันอย่างไรก็ได้นี่นา…”

            ธมชอบคิดเรื่อยเปื่อยอย่างนั้น แต่ความจริงมันน่าจะเป็นข้อความปลอบใจตัวเองซะมากกว่า เพราะเขาเคยบอกตัวเองอยู่เสมอว่ามันเป็นไปไม่ได้  เพราะจุดที่ธมยืนอยู่มันปราศจากซึ่งความรักจริง  ความใคร่ต่างหากที่คนที่นี่มองหา ธมเองก็เช่นกันมิใช่ดอกหรือ…

            เพราะเจ้า “ความใคร่” นั่นแหละหนาที่มันจูงมือธมมาที่นี่…

            ความเหงานั่นก็เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่ง  ไม่น้อยครั้งที่เขาต้องการ “เพื่อน” การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดกับคนใน “วงการ” เดียวกัน มันทำให้ธมคลายกังวลในสิ่งที่กักเก็บมาแสนนาน  อย่างๆน้อยๆก็กไม่จำเป็นต้อง “สวมหน้ากาก” รัดกุมดังเช่นแต่ก่อน  ธมไม่รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนโลกนี้เพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว เพราะที่นี่มีเพื่อนร่วม “ชะตากรรม”เดียวกับเขามากมาย…

            ณ โคนลั่นทมดอกสะพรั่งและกลิ่นพราว ร่างของใครคนหนึ่งตะคุ่มๆและลอบมองมาทางธมอย่างเงียบกริบ รอยยิ้มจากคนๆนั้นแม้จะอยู่ในความสลัวลางแต่ธมก็รับรู้ถึง “ไมตรี” ที่เขาส่งผ่านมา…

            หนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ำแต่ซ่อนเสน่หาอย่างลึกลับ ธมยอมรับกับตัวเองว่าถูกใจในเรือนร่างสันทัดนั้น เขาสวมเสื้อเชิ๊ตลายๆพับแขน กับกางเกงยีนส์ธรรมดาๆ ธมชอบมองคนในลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว  เรียบๆง่ายๆแต่สะอาดตา และออกจะมีรสนิยมคล้ายๆกับตัวธมเอง…

            พระจันทร์ในค่ำคืนวั้นนี้ค่อนข้างกระจ่าง…ดวงตาคู่ที่มองเห็นทอประกายโดดเด่นจนธมแอบเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อไปซะแล้ว…

            อาจเป็นเพราะธม “เหินห่าง” เรื่องพรรค์อย่างว่า มานานพอดู  ที่ทำให้ธมรู้สึกอุ่นวาบซาบทรวงถึงเพียงนี้  หลายต่อหลายคืนมาแล้วสินะที่ธมต้องนอนเปลี่ยวเปล่าร้าวใจ ถึงแม้จะรู้ว่าการะบายความเครียดออกไปด้วยตัวเองมันไม่ยากเย็นอะไร แต่หลายคืนที่ธมยังกระวนกระวายหารสสัมผัสจริงจัง  รอยจูบที่ชื่นฉ่ำรัญจวน ไซ้ซุกอกอุ่นกว้างละมุนละไม  สุขกระสันในแรงรัดฟัดเหวี่ยงจากหนั่นเนื้อแน่นหนาและเร่าร่อน…

            แต่บางครั้งธมนึกโกรธตัวเอง ที่ไม่สามารถทำตัวให้คล้อยไปดั่งใจคิด ภายในจิตใจของธมว้าวุ่นสิ้นดี  และหากได้ยินเสียงของหัวใจเวลานี้ มันคงจะโต้เถียงแตกแยกเป็นฝักฝ่าย…

            “ทำไมไม่ยิ้มตอบเขาล่ะเจ้าโง่…อย่าโกหกนะว่าแกไม่ชอบเขา…ต้องการเขาไม่ใช่หรือ…ไม่…ฉันไม่ชอบ…ที่จริงฉันไม่กล้าต่างหากเล่า…แต่ฉันก็ไม่เคยเป็นอย่างนี้นี่นา..ก็ใช่…อาจเป็นเพราะเขาตัวโตและดูเป็นผู้ใหญ่กว่าฉันมั้ง…ให้ตายซิ…ฉันไม่เคยจีบรุ่นพี่มาก่อนเลย มันคงจะแปลกพิลึกล่ะหากฉันทำได้อย่างงั้น…กล้าสิ…แกต้องกล้า…ไม่เอา…ฉันไม่กล้าหรอก…โธ่…ไอ้งั่งเอ้ย ไม่เช่นนั้นคืนเอ็งต้องชวดแหงๆ…ไม่…ไม่…ไม่ดีกว่า…อดเป็นอด นอนคนเดียวมาตั้งหลายคืนแล้วไม่เห็นจะตายเลย…”

            และแล้วสิ่งหนึ่งก็มาหยุดอารมณ์กระเจิดกระเจิงของธมไว้…

            นั่นคือเสียงนกหวีดของ รปภ.  สัญญาณหมดเวลาดังกู่ก้องตลบไปทั่วทุกมุมสวน หากว่าเสียงนั้นมันเป็นภาษาคน  ก็คงจะร้องว่า “หมดเวลาแล้วโว้ย  สามทุ่มแล้วนะ อยากทำอะไรกันต่อก็เชิญข้างนอกได้แล้วโว้ย…”  เสียงปี๊ดๆแหลมสูงของมันไม่เคยก่อความรู้สึกเลวร้ายให้กับธมเท่าครั้งนี้เลย  มันเหมือนมารร้ายที่มายื้อแย่งเอา “ฝันหวาน”ของธมไปอย่างกระทันหันทันด่วน…

            จะว่าเป็นความผิดหวังก็คงจะไม่ผิด  หลังจากที่ธมหันไปก็พบกับความว่างเปล่า  ลั่นทมต้นนั้นยังยืนชูช่ออยู่ที่เดิม มันทิ้งดอกพราวอยู่ตามพื้นดิน ทว่าไม่มีแม้เงาของใครคนนั้นตกหล่นอยู่เลย…

            ธมเดินมาหยุดยืนอยู่ใต้ร่มไม้อันมีสมญาแสนเศร้า…

            เพื่อทบทวนความฝันอันน่าเสียดายที่เพิ่งจะจางจาก  กลิ่นหอมเย็นผ่านมากระทบปลายจมูกอีกครา พร้อมๆกับกลิ่นอายเสน่หาในห้วงคำนึง…

            ธมไม่เคยชอบช่วงเวลาหลังสัญญาณนกหวีดเลย แม้ว่าภายในสวนจะไม่น่าอภิรมย์ในบางครั้ง แต่มันก็ยังจะดีกว่ากลับไปพบกับความน่าเบื่อหน่ายร้อยแปดพันประการที่บ้าน…

            ปัญหาเรื่องเงินเรื่องทองดูจะเป็น “ตัวเอก”ประจำวัน ซึ่งมีผลกระทบต่ออารมณ์ของคนในบ้าน  เรื่องราวบู๊ล้างผลาญระหว่างพี่สาวกับพี่เขยมีให้ชมแทบทุกวี่วัน หรือไม่ก็เพลินเพลงลูกทุ่งยอกฮิตจากฝีปากพ่อเลี้ยงคอทองแดง ที่สำคัญก็คือไม่ว่าพ่อเลี้ยง พี่ชาย ตลอดจนพี่เขยต่างก็เป็นนักร่ำสุราระดับชาติกันทั้งน้าน…

            ถ้าเป็นไปได้ธมมักจะหาทางออกไปจากสวนก่อนถึงเวลาปิด  เขาไม่ชอบเดินนวยนาดออกไปหลังจากที่ยามเป่านกหวีดไล่ดังๆ เพราะนอกจากจะถูกมองอย่างไม่สบอารมณ์ของยามหน้าประตูแล้ว  ยังทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนโดน “ตะเพิด”ออกมาอย่างกับหมูกับหมาอีกด้วย…

            แต่…คืนนี้ธมก็ต้องรับความรู้สึกดังว่าเข้าให้อีกจนได้…

            หลังจากนั้น…ที่ป้ายรถประจำทาง ธมรู้สึกอ่อนเปลี้ยและเมื่อยล้า  แต่ภายในใจนั้นยิ่งไปกว่าไหนๆ  โดยปรกติแล้วไม่ใช่คนฝัน “ลมๆแล้งๆ” แต่คราวนี้เขารู้สึกแห้งเหี่ยวดุจลมร้อนเป่า เมื่อมองออกไปยังท้องถนนเบื้องหน้า แสงไฟหน้ารถพุ่งไปมาชวนปวดหัว ช่อพลับพลึงหลากหลายบนเกาะกลางถนนเฉาโรยราเหมือนหัวใจของเขาในขณะนี้ ช่อที่ผุดขึ้นมาใหม่ๆก็ใช่ว่าจะงามงดสดสวย แรงลมโบกสะบัดกอรปกับหมอกควันไอพิษคอยสัมผัสให้มัวหมองอยู่ร่ำไป…

            “สวัสดีครับ…ว่าไง..จะกลับซะแล้วหรือ…ขอคุยด้วยคนนะ ผมชื่อศรัญ…”

            หัวใจธมรัวระทึกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินคำทักทายซึ่งลอยมาพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย เลือดหนุ่มภายในกายสูบฉีดในจังหวะเร่าร้อนเมื่อธมเงยหน้าขึ้นมามองสบตากับฝ่ายตรงข้าม 

ธมหวนคนึงถึงต้นลั่นทมและเขาคนนี้อีกครั้ง แน่นอนมันจะเป็นความฝันไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อเขาคนนั้นยืนอยู่แค่เอื้อมนี้จริงๆ…

ยิ้มของเขาซ่อนไว้ด้วยความหมายที่ธมไขว่คว้า…ในขณะที่ธมเองก็มีรอยยิ้มที่บานสะพรั่งแลกกลับไป  เขารู้สึกด้วยจิตสำนึกว่า ไม่มีมายาเสแสร้งแทรกเข้ามาในครั้งนี้เลย  ศรัญทรุดกายลงตรงที่นั่งว่างข้างๆ ฝ่ามืออันร้อนผ่าวแปะลงตรงหลังมือของธม ใบหน้าของธมร้อนวูบๆ  พลัน…ศาลาที่พักผู้โดยสารเก่าๆแห่งนี้ก็กลายเป็นสีชมพูอ่อนหวานเช่นดอกยี่โถที่บานชูช่ออยู่ฟากกระโน้น…

รถประจำทางสายสิบสี่แล่นเข้ามาเทียบป้าย สายตาหลายคู่บนนั้นทำให้ธมและเขานึกขึ้นได้ว่ามันมิใช่วิมานดั่งวาดเอาไว้ และแล้วมืออุ่นๆของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกธมยกออกไปแต่โดยดี…

“สร้อยของคุณสวยจังครับ…ผมขอดูหน่อยได้ไหม…”

ธมหาคำอะไรขึ้นมาพูดเสียหน่อยเพื่อขจัดความเคอะเขิน สร้อยคอเส้นนั้นเป็นเงินลายสวยก็จริงอยู่ แต่ธมอยากจะสัมผัสเนื้อแน่นบริเวณแผงอกนั่นมากกว่า…

“เอาสิ…” ฝ่ายนั้นว่าพร้อมกับถอดมันออกจากลำคอ จากนั้นก็จัดแจงสวมมันลงไปบนผมหยักศกของธม

“ไม่…” ธมปัดป้อง “ผมขอดูนิดเดียว ไม่อยากได้หรอก…”

“เถอะ…เอาไปดูเล่นสักวัน…พรุ่งนี้ค่อยคืนก็ได้…” ศรัญขยับร่างเข้ามาใกล้ที่สุดแล้วก็สวมมันลงไปจนเรียบร้อย

“ขโมยใครมาหรือเปล่า ถึงได้ให้ง่ายดายอย่างงี้…”

“หน้าอย่างงี้เป็นโจรได้มั้ยเล่า…”  หนุ่มผู้มีเสน่ห์ลึกชี้หน้าตัวเองพร้อมกับย่นจมูกและแยกเขี้ยวอย่างขี้เล่น

รถสายสิบห้าติดไฟแดงอยู่ที่สี่แยก มันพร้อมที่จะหลุดเลื่อนมายังป้ายนี้ ส่วนศรัญก็ชะแง้มองอย่างใจจดจ่อ ธมไม่อยากได้ยินถ้อยคำที่จะออกมาจากปากเขาเลย แต่มันก็ต้องเป็นไป เมื่อรถคันนั้นแล่นใกล้เข้ามา…

“พบกันพรุ่งนี้ที่เก่านะ  อย่าลืมเสียล่ะคนดี…”

มืออุ่นของเขาบีบมือธมเหมือนจะย้ำวลีนั้นให้แน่นหนัก รถเข้ามาเทียบป้าย ผู้โดยสารอื่นๆพากันขึ้นไปจนเกือบหมดแล้ว แต่ศรัญยังคงละล้าละลัง เขาวิ่งไปยังรถซึ่งเข้าเกียร์พร้อมออกอยู่ทุกขณะ ถึงกระนั้นก็ยังไม่วายหวนกลับมาที่ธมอีกรอบ พร้อมกับร้องถามอย่างรีบเร่งและร้อนรน…

“ชื่ออะไร…ยังไม่บอกผมเลย…”

“ธม…”

มือใหญ่หนาของเขาตบศีรษะของธมอย่างเอ็นดูเบาๆ และเมื่อหันกลับไปเขาก็เกือบพราดไม่ได้เป็นผู้โดยสารของรถเมล์คันนั้นเสียแล้ว  เพียงแค่มือเกาะราวประตูและขาเหยียบลงตรงบันได    ชั่ววูบเดียวมันก็พาเอาร่างนั้นของเขาหายไปจากที่ตรงนี้…

และ…มิหนาซ้ำใจของธมมันก็พลันหายไปด้วย…

 

 

คืนถัดมา…ธมสวมเสื้อเชิ๊ตลายสวยตัวใหม่ เพื่อที่ว่าจะได้ดูหล่อกว่าวันก่อนๆ เขาไม่อยากจะแต่งตัวให้มันเลอเลิศเกินความจำเป็นไปกว่านี้หรอก  กางเกงยีนส์น่าจะเหมาะกับรรยากาศในสวนสาธารณะอยู่แล้ว…

น้ำในสระดำเป็นมันในยามค่ำคืน  จันทร์แจ่มสะท้อนอยู่ในนั้น  นานๆทีถึงจะมีใบไม้แห้งร่วงหล่นลงไปทำให้จันทร์เพ็ญไหวยวบยาบ…เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะแหงนมองดวงจริงบนผืนฟ้ากว้าง สำรวจว่ามันยังคงที่อยู่หรือเปล่า  ช่อชวนชมเป็นทิวในกระถาง ผกากรองงามระยับตลอดแนวที่ผันผ่านไป สีของมันหวานจับใจแต่กลิ่นชวนวิงเวียนติดมือยามจับต้อง…

สายลมกราวกรู…ต้นประดู่ทิ้งดอกกราวเกลื่อนบนพื้นหญ้า กลิ่นหอมแบบพิเศษเตะจมูกแต่เพียงบางเบา  เสียงปลาตัวโตๆฮุบเหยื่ออยู่ในหนองน้ำนั่น แม้ห้วงชลอันนิ่งสนิทก็มีการเข่นฆ่าซ่อนเร้นอยู่นั่นเอง…

ธมหยุดยืนอยู่หน้าสนามเด็กเล่นเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจก้าวเข้าไปภายในเป็นคำรบที่สองของค่ำคืนวันนี้ ไม่ปรากฏกายของผู้นัดหมายแม้เงา  และยิ่งเวลาผ่านไปดูเหมือนใจของธมก็หวั่นไหวไปเรื่อยๆ

ณ โคนลั่นทมต้นเดิม ธมยืนพิงด้วยหมดอาลัย ดอกยังบรนไสวเหมือนเมื่อคืนที่ผ่านไป แม้จะโรยหล่นไปบ้างตามกาล แต่ดอกใหม่ๆก็เบ่งบานขึ้นแทนที่  กลิ่นของมันหอมประหลาดล้ำจริงๆ  ธมไม่สามารถบรรยายแก่ใครๆถูกว่ามันหอมแบบไหนอย่างไร

ยังจำได้ดี…ธมเองเคยหลงใหลเจ้าดอกไม้ชนิดนี้มากเมื่อตอนที่เป็นเด็ก นานมาแล้วที่ลานวัดข้างบ้านปลูกมันเรียงรายหลายต้น  ธมมักจะเก็บดอกที่ร่วงๆมาร้อยกับเชือกเป็นพวก และแอบเชยชมมันอยู่เพียงคนเดียว  ลั่นทมมีเสน่ห์ที่รูปลักษณ์ง่ายๆ กลิ่นอุ่นๆและกลีบนุ่มนวลละมุน…

เขาว่ากันว่าผู้ชายอย่างธมเป็นเช่น “ชาวดอกไม้” และหากว่ามันเป็นดังที่เปรียบไว้ล่ะก็ ธมคิดว่ามันต้องเป็นเจ้าดอกลั่นทมนี่เสียมากกว่าเป็นดอกอื่น  เพราะทุกคราที่เขานำเอามันเข้าไปในบ้าน แม่ก็ต้องว่าอย่างงี้เสียทุกครั้งไป…

“ดอกไม้อัปมงคลพวกนี้เอาเข้ามาทำไม  ไป๊…เอาไปทิ้งเดี๋ยวนี้นะ เขาปลูกเอาไว้ตามวัดนั่น…”

ธมอดที่จะถอนใจมิได้เมื่อนึกถึง…เจ้าดอกไม้สีขาวแกมเหลืองเหล่านี้มันคงจะมีกรรมเหมือนคนอย่างธมกระมัง  และจวบจนวันนี้ธมเองก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่ามันอัปมงคลที่ตรงไหน…

เพียงเพราะ “ชื่อ” ของมัน ที่มนุษย์ตั้งให้น่ะหรือ…

มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย…

ลายเสื้อเชิ๊ตที่ดูสดใสเมื่อตอนเริ่มสวม บัดนี้มันดูไขว้เขวระคนหม่นหมอง ค่ำคืนนี้ ไม่ว่าพระจันทร์จะลอยโด่งไปสูงสักแค่ไหน ธมยังคงรอคอยอยู่ที่ตรงนี้…

ผู้ที่เข้ามาทักทายใหม่ๆ ดูจะไร้ความหมายไปเสียสิ้น  เข็มสั้นของนาฬิกาบนข้อมือเคลื่อนเข้าใกล้เลขเก้าเต็มที…

ลานลั่นทมแห่งนี้ก็ยังมีเพียงธม ไม่มีวี่แววของร่างหรือดวงตาลึกเล้นคู่ที่เขาเผ้าคอย…

“เขาคงแค่จะหลอกเราเล่นๆ…”

“………………..”

“ไม่น่า…เขาอาจมีธุระอื่นก็ได้น่นา…”

ธมรำพันกับตัวเองพลงยกมือขึ้นคลำสายสร้ายเงินบนคอ  ความคิดอันสับสนแล่นเข้ามาวุ่นวายในจิตใจอีกครั้ง…

 

…………………………………………………………………………………..