ลั่-น-ท-ม ๒

โดย    ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม

นวนิยายขนาดสั้นเรื่องแรกของผู้เขียน         ซึ่งได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร   “นีออน”      ฉบับที่ ๒๙ และ ๓๐ เมื่อปี ๒๕๒๙ และได้รับการโหวตจากผู้อ่านในช่วงนั้น ให้เป็น เรื่องสั้นยอดนิยมประจำปี

Hit Counter

 

. ภาคหลัง…ใครคนหนึ่ง ณ ชายน้ำท่าพระจันทร์

      ฤดูร้อนผ่านไปอย่างแห้งระโหย….ธมผ่านชีวิตบนทางสายนี้มาพอสมควร ความใคร่ดูจะเป็นสิ่งยืนหยัดและคงทนถาวรในโลกของคนเหล่านี้…

      ความรักมันคงจะมีอยู่บ้างหรอก แต่มันก็หาได้ตกหล่นอยู่ตามรายทาง สำหรับธมเองก็ไม่เคยคิดหวังถึงปานนั้น แค่คบกันและมีความจริงใจให้กัน มันก็หายากเสียเหลือเกินแล้ว…

            ณ สวนสาธารณะอีกแห่งกลางใจเมืองหลวง…

            ธมเคยคิดเล่นตลกๆกับตัวเองบ่อยๆ มีบางครั้งที่เขาอยากจะกล่าวสดุดีต่อบุคคลที่คิดบุกเบิกสถานที่เหล่านี้  เพราะคนๆนั้นเท่ากับมีส่วนให้ชีวิตของธมโบยบินและโลดแล่นไปในเส้นทางที่ควรจะเป็น…

            ลมโชยมาหวิวๆ ใบไม้เฉาๆกราวเกลื่อนลงสู่พื้นดิน ต้นตาเบบูญ่า หรือชมพูพันธ์ทิพย์ ซึ่งแผ่กิ่งก้านอยู่เบื้องบน ดอกสีหวานๆของมันร่วงระดาระดาษจนดินแดนแถบนี้เกือบจะปูลาดด้วยสีชมพู ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งชวนพิศวง ดอกใบที่โรยราไปตามกาลก็เพื่อจะผลิชีวิตใหม่ๆ ผืนดินที่รกไปด้วยดอกไม้ใบหญ้ากลับดูบริสุทธิ์และสะอาดอะไรเช่นนี้…

            ซ้ำในบางครั้งยังงดงามเต็มไปด้วยคุณค่าทางศิลปะในสายตาของจิตรกรฝีมือเอก ผิดกันอย่างไรกับสิ่งที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์มักง่ายบางคน เช่น เศษกระดาษ ถุงพลาสติก ตลอดจนสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอื่นๆ ดังที่ได้พบเห็นอยู่เนืองๆ

            และถ้าหากว่ามนุษย์ที่เกิดมาจากการสรรค์สร้างโดยธรรมชาติอย่างธมล่ะ…มีใครเคยมองเห็นเป็นงานศิลปะจากธรรมชาติบ้างไหมหนอ…

            ยามเย็น…ธมมักจะเห็นที่นี่เป็นแหล่งพักพิง  พระอาทิตย์ที่ยังไม่พ้นขอบฟ้ามีความหมายสำหรับคนที่ต้องการมองเห็นหน้าค่าตากันชัดๆ มันเหมาะที่จะเป็นสถานพบปะพูดคุยกันมากกว่าที่จะมีอะไรอื่นกันเลยเถิด

            ประตูด้านคลองหลอดมีคนผ่านเข้าออกอยู่เสมอๆ ชีวิตพวกผู้ชายอย่างธมหรือจะมีอะไรดีไปกว่านี้การเวียนวนอยู่ตามสวนสาธารณะเป็นทางเลือกที่ง่ายดายที่สุด แม้ว่าบางครั้งมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลยก็ตามที ยังจะดีเสียกว่านอนรอความเหี่ยวเฉาเปล่าเปลี่ยวตลอดไป…

            ชีวิตผู้ชายพวกนี้ก็คงต้องผูกติดอยู่กับสวนสาธารณะไปจนชั่วนิรันดร์

            เพราะแม้แต่ธมเองก็ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะแกะตัวเองให้หลุดพ้น…

            ตาแก่บางคนยังอุตส่าห์ลากสังขารอันร่วงโรยมาที่นี่ น่าอนาถใจแค่ไหนถ้าจะบอกให้รู้ว่า คุณลุงคุณตาเหล่านั้นก็มาที่นี่เพื่อ “บำบัด”ความต้องการทางเพศเอันผิดแผกหมือนอย่างธมเช่นกัน…

            เป็นครั้งแรกที่ธมรู้สึกเสียววูบไปถึงอนาคต  มันจะงดงามดุจธรรมชาติสรรค์สร้างหรือว่าน่าสมเพชเวทนาอย่างที่เห็น…

            ฟ้ากระจ่างเมื่อครู่ก่อนถูกกลบเกลื่อนด้วยเมฆฝนสีเทาเข้มแลซึมเศร้า แต่หัวใจของธมกลับรัวระทึก แทบไม่เชื่อสายตายตัวเองต่อภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้านั่น ศรัญ…ทำไมธมจะจำเขาไม่ได้ เสื้อยืดสปอร์ตสีแดงเพลิงเน้นสรีระของเขาให้ชวนสัมผัส เขานั่งลงข้างๆเหมือนเมื่อครั้งแรกรู้จัก แต่นี่มันก็เป็นเพียงครั้งที่สองในระยะห่างกันเกือบสองเดือนมาแล้ว ยังจำศาลาที่พักผู้โดยสารสีสวยในจินตนาการ และ…ครั้งนี้รอบกายเราทั้งสองก็ห้อมล้อมด้วยกลีบชมพูพันธ์ทิพย์ที่บานสะพรั่งและโรยเกลื่อน…

            ธมแปลกใจตนเองอยู่มากที่ไม่ยักรู้สึกโกรธเหมือนดังที่ตั้งใจไว้ ลมหายใจอุ่นๆกระทบปลายจมูกของธมก่อนที่อีกฝ่ายจะกระซิบกระซาบอย่างเว้าวอนระคนยินดี…

            “ไม่คิดเลยว่าจะได้พบกันอีก…” เขาบีบมือธมจนชา “ดีใจจนบอกไม่ถูก…จริงๆนะ…”

            ธมเองก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน ความโกรธที่กักเก็บเอาไว้ตั้งนานนม บัดนี้มันเจือจางไปไหนจนสิ้น สาเหตุใดที่ธมยอมโอนอ่อนผ่อนตามเขาแต่โดยดีอย่างนี้…

            ไม่มีคำถามใดๆที่ธมอยากถามหลุดลอดออกมาจากปากทั้งๆที่ตั้งใจเอาไว้อย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะ แต่ธมก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได…

            “โกรธผมหรือ…” ศรัญตีหน้าฉงนเมื่อธมถอดสร้อยเส้นนั้นออกจากคอแล้ววางลงบนฝ่ามือเจ้าของเดิมของมัน

            “เปล่านี่ครับ…” ธมเสียงกระเส่า “ก็มันไม่ใช่ของผมสักหน่อย เอากลับไปเถอะเดี๋ยวมันจะหาย…”

            ฝนโปรยลงมาบ้างแล้ว…คนทั้งสองไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะกระเจิงไปทางใดกันบ้าง แต่เสื้อผ้าที่เริ่มชื้นเป็นจุดแรกที่เริ่มมองหาที่ทางหลบหลีก พุ่มไม้หนาๆพอประทังละอองน้ำได้บ้าง แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเลยสำหรับพายุฝนที่กระหน่ำตามเป็นลูกต่อๆมา…

            “กลับกันดีกว่านะ…ในสวนนี้ไม่มีที่กำบังเลย เดี๋ยวหวัดจะกินแย่ บ้านผมไม่ไกลหรอกเรือข้ามฟากไปก็ถึง…”

            ธมไม่กล้าบอกกับตนเองอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ทำไมครั้งนี้มันช่างง่ายดายต่อการตัดสินใจเสียเหลือเกิน…

            และแล้วร่างเปียกปอนของทั้งสองหนุ่มก็ลงไปในเรือ ณ ท่าพระจันทร์

            เสียงเครื่องยนตร์ดังตึกๆตักๆ เหมือนแรงบีบของหัวใจที่กระสันสวาท ธมหนาวสั่นหวั่นไหวเนื่องจากความชื้นของเสื้อผ้าบวกับละอองน้ำที่ซัดเข้ามาในลำเรือเป็นระยะๆ แต่อาการสะท้านภายในนั้นมันมากมายกว่าหลายร้อยพันเท่านัก…

            ปากซอยแคบๆที่ธมถูกพามานั่น เจิ่งนองไปด้วยน้ำ แต่มันก็มิใช่ปัญหาใหญ่ที่คนทั้งสองจะพากันไปสู่จุดหมายปลายทาง ฝนยังสาดซ่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเมื่อถึงห้องเช่าที่ก้นซอย…       

            เสียงน้ำกระทบหลังคาสังกะสีดังระงม ศรัญดึงบานหน้าต่างไม้เข้าหากัน ก่อนที่จะหันมามาเผชิญกับธมซึ่งยืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางห้อง ศรัญเคลื่อนกายเข้าใกล้พลางกระชับร่างของหนุ่มรุ่นน้องเอาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง นัยตาเขาเชื่อมเลื่อมลายเหมือนพบขนมหวานถูกใจวางอยู่ตรงหน้า…

            “ทำไมน่ารักอย่างงี้…หือมม…” จมูกแหลมของเขาซุกอยู่ข้างๆหูธม “หนาวหรือ…เปลี่ยนเสื้อก่อนนะ…มา…ถอดให้…”

            ธมยืนชูแขนขึ้นทั้งสองข้างอย่างเด็กว่าง่ายคนหนึ่ง ปล่อยให้เสื้อยืดสีกรมท่าถูกดึงออกไปแต่โดยดี จากนั้นศรัญก็หันมาจัดการกับตนเอง เรือนร่างอิสระถาโถมเข้าหากัน ริมฝีปากเร่าร้อนประกบเกี่ยวในวินาทีถัดมา สิ่งที่ถ่ายทอดให้แก่กันนั้นชุ่มชื่นดุจสายน้ำที่เทราดรดลงบนร่าง ธมเรียงเรียงไม่ไม่ถูกหรอกว่ามันเริ่มต้นและจบลง ณ ตรงไหน…

            เขาลืมแม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร…และกำลังทำอะไรลงไปบ้าง….

            สิ่งที่ยังหลงเหลือและคงดำเนินไปเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง มันคือความสุข ความต้องการทางธรรมชาติของมวลมนุษย์ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในห้องเหวแห่งตัณหาระคะ…

          ธรรมชาติของผู้ชายสองคน ภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กำลังจะกลายเป็นห้องหลายเหลี่ยมหลายมุม…ซึ่งบางมุมคนส่วนใหญ่ทั่วไปอาจไม่เคยเห็น…

          พายุฝนข้างนอกเกือบจะยุติลงแล้ว…แต่พายุอารมณ์ภายในห้องนี้กำลังโหมกระหน่ำพัดเอาละอองปรารถนาเข้าคลุกเคล้าถาโถม พายุร้ายที่คลุ้มคลั่งนั้นดูน่าเกรงขามก็จริง แต่ธมก็ยินยอมพร้อมใจที่จะกระโจนลงไปตายในนั้นอย่างเต็มอกเต็มใจ…

          มันมิใช่ลีลาการถ่ายทอดพันธุกรรมเฉกเช่นมนุษย์ส่วนใหญ่คู่อื่นๆพึงปฏิบัติต่อกันก็จริง… แต่มันก็เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งซึ่งธรรมชาติได้มอบหมายให้ เสียงครางครวญป่วนปั่นด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ไม่ต่างกันเลยไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หน้าไหนๆบนโลกขรุขระใบนี้…

          แล้วแล้วพายุฝนลูกสุดท้ายก็กระหน่ำเสียจนล้มคว่ำขะมำหงาย แต่ก็โชกโชนไปด้วยหยาดแห่งความสุข ที่แม้ว่าจะเป็นเพียง “สุขชั่ววูบ” ก็ตาม แต่กระนั้นธมก็อยากตะโกนให้ก้องโลกว่า “สะใจ”

            ชายสองคนยังคงคลอเคลียอยู่บนพื้นห้องที่เรียบโล่ง กลิ่นอายดินระคนความชุ่มชื่นที่ยังไม่จางจาก เจ้ากลิ่นหอมแบบนี้ธมชอบเหลือเกินที่จะสูดมันเข้าไปจนเต็มปอด ศรัญยันกายอันหนาแน่นขึ้นมาจุมพิตพ่อยอดชู้  พลางก็แนบใบหน้าชุ่มเหงื่อลงกับอกอุ่นๆของฝ่ายตรงข้าม อายเสน่หายังกรุ่นๆอยู่ในทุกอณูของห้อง กระแสเลือดวิ่งผ่านถึงกันอย่างประหลาดล้ำ เนื้อที่แนบแน่น    แทบจะเป็นหนึ่งเดียวค่อยๆคลายออกจากกัน เสียงนุ่มนวลกระซิบที่ข้างหูของธม…

            “ธมครับ…มาอยู่กับผมมั้ย…” เขาเอานิ้วขยี้ปลายจมูกธมเล่นเพลินๆ “รู้เปล่า…ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่กับคุณอย่างงี้…”

            ธมจ้องหน้าศรัญเหมือนจะหยั่งใจลงไปลึกๆ “ชีวิตอย่างเราๆ เดินผ่านไปผ่านมาบนถนนเดียวกัน พอใจกันก็พากันมาสมสู่ เสร็จแล้วก็เสร็จกันไป ผมยังไม่อยากจะแน่ใจกับความสุขที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ…” ธมลดเสียงอ่อนลงนิดหน่อยก่อนจะพูดต่อไป “จริงแล้วผมก็ชอบพี่นะครับ…แล้วผมจะมาที่นี่บ่อยๆ หากพี่มีความสุขจริงอย่างที่พี่ว่า…”

            “เจ้าสำนวนจริงนะเรา…” ศรัญค่อนว่า “จะมาอยู่เลยก็ได้…”

            แม้สายตาของธมจะเต็มไปด้วยคำถาม แต่เขาก็ไม่อยากปฏิเสธข้อเสนอที่ศรัญว่า เมื่อคิดถึงบ้านตัวเองซึ่งแสนจะน่าเบื่อหน่าย…

            สามวันต่อมาธมจึงตัดสินใจหิ้วกระเป๋าใบย่อมๆลงเรือข้ามฟากมาเป็นสมาชิกห้องเช่าสี่เหลี่ยมแห่งนี้ พร้อมกับบอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าจะมาอยู่ในฐานะ “เพื่อนร่วมห้อง”กันเท่านั้น  ทั้งๆที่ธมยังหลอกตัวเองอยู่บ้าง ความจริงแล้วธมก็ชักจะเริ่มมีใจผูกพันธ์กับเจ้าของห้องในทางอื่นบ้างแล้วเหมือนกัน…

            แรกๆนั้นธมคิดว่าตัวเองมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับคนที่เข้าใจ ศรัญเป็นทำตัวเป็นเพื่อนและพี่ชายที่แสนดีเสมอมา ดีจนธมคิดเอาเองว่าเขาสามารถแกะตัวเองออกจากสวนสาธารณะได้สำเร็จแล้ว เพราะถ้าหากชีวิตธมไม่เหงาแล้ว ไอ้สวนบ้าบอนั่นมันจะมีความหมายอะไรอีกเล่า…

            นานๆไป…เมื่อธมมานั่งตรองดูอีกที มันเป็นความคิดที่ถูกหรือผิดกันแน่กับสิ่งที่เขาเคยพูดกับศรัญ  ไม่น้อยครั้งที่ศรัญพาหนุ่มแปลกหน้าคนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องในวิมานสี่เหลี่ยมแห่งนี้ และถ้าคืนไหนเป็นเช่นนั้น ธมเองนั่นแหลที่ต้องพาตัวเองขึ้นไปนอนบนเตียงแคบๆมุมห้องๆ สวนศรัญก็จะนอนเคียงข้างกับ “คู่ขา” คนใหม่ๆเหล่านั้นบนพื้นห้อง พื้นที่ที่ธมและเขาต่างก็เคยทำอะไรต่อมิอะไรกันมาอย่างลึกซึ้ง…

            ธมทำใจแล้ว…แต่มันทำไมช่างทรมานเสียเหลือเกิน ที่ต้องทนให้ภาพบาดใจน้ำทิ่มแทงนัยตา ทั้งๆที่หลับตาสนิท  ธมไม่มีสิทธิ์ที่จะอ้าปากพูดอะไรเมื่อนึกถึงสถานภาพที่มีต่อศรัญ และมันยิ่งเจ็บเจียนบ้าเป็นเท่าทวี เพราะมันคือสิ่งที่ธมกำหนดมันขึ้นมาเอง…

            ในที่สุด…ธมก็ต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาจากวิมานสี่เหลี่ยม…

            ธมไม่ค่อยได้มีเหตุผลสำหรับตัวเองเสมอในการตัดสินใจทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ธมก็บอกเหตุผลกับศรัญว่า…

            “แม่ขอร้องให้ผมกลับไปช่วยงานที่บ้านบ้าง…” เสียงธมขาดหายไปเป็นช่วงๆ และดูเหมือนว่าน้ำตาอยากจะซึมออกมาพร้อมกับน้ำเสียงแกมประชด “อีกอย่าง…ผมไม่อยากจะให้พี่ต้องมาลำบากใจเพราะผม…”

            “โชคดีนะธม…” เขาจับหัวธมเหมือนทุกครั้ง ธมดูคนๆนี้ไม่ออกเลยจริงๆ เขาไม่นึกระคายเคือง หรือ อาวรณ์อะไรสักนิดเลยหรือ…

            ท่าพระจันทร์คืนนี้ไม่ชื่นฉ่ำเหมือนเมื่อครั้งฝนโปรย สองฝั่งชลอ้างว้างระคนขมขื่นเสียงตึกๆ ตักๆของเครื่องยนต์ดุจดังเสียงสะอื้นที่กลืนอยู่ภายใน  ธมยันกายขึ้นไปนั่งอยู่บนราวเหล็กท้ายเรือข้ามฟาก ผิวน้ำระยิบระยับอันเกิดจากแรงสะเทือนของเรือน้อยใหญ่ในแม่น้ำ เดือนเสี้ยวสะบัดพรายไปมาอยู่ในกระแสเจ้าพระยาที่รินไหลคล้ายกับใครกำลังโบกมือลา…

            “ลาก่อนพระจันทร์ดวงนี้…ลาก่อนท่าพระจันทร์…ฉันขอกลับไปมองดวงเดิมที่ลานลั่นทมนั่นยังดีกว่า…”

 

 

            ธมไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าจะมีความทุกข์ทรมานใจอย่างเช่นเดี๋ยวนี้…

            เสียงเรียกร้องจากหัวใจอันแสนดื้อของเขาเองเป็นผู้กระทำ  ความรู้สึกชนิดนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิตของเขา  และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายชื่อศรัญจึงยังถูกบันทึกไว้ในความคำนึงอย่างแน่นเหนียวอย่างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คือศรัญยังคงเวียนวนและตราตรึงอยู่ที่ในหัวใจของธม ยิ่งพยายามสลัดมันออกไปแต่ก็ดูเหมือนว่ามันยิ่งพันกันอีนุงตุงนังไปหมดแล้ว…

            คิดถึง…ธมมีความรู้สึกอย่างนี้จริงๆ ให้ตายสิ มันไม่ใช่ความต้องการธรรมดาๆอย่างที่เขาเคยเป็น แต่มันบริสุทธิ์ มั่นคง ซื่อตรง และแน่วแน่เกินกว่าจะบรรยาย ธมกล้าพูดอย่างลูกผู้ชายเลยว่า สิ่งดังกล่าวมันเดินออกมาจากจิตสำนึกของเขาจริงๆ ธมไม่ตะขิดตะขวงใจหรอกที่เรียกตัวเองว่า “ลูกผู้ชาย” เพราะครั้งหนึ่งครูเคยสอนไว้ว่า…

          “ความเป็นลูกผู้ชายไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเหนิด แต่ลูกผู้ชายคือคนที่มีความรับผิดชอบชั่วดี และรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าได้กระทำอะไรลงไปบ้าง…”

            คืนนี้ลั่นทมร่อยหรอลงไปจนน่าใจหาย…

            ดอกเพียงไม่กี่ดอกที่ติดอยู่กับกิ่งลุ่นๆของมันดูหดหู่ซึมเซาสิ้นดี ธมอยากจะร้องไห้ออกมาดังๆให้สาแก่ใจนัก  ตั้งแต่หันหลังให้กับท่าพระจันทร์คราวนั้น ธมมีความรู้สึกเหมือนกับโยนของแสนรักแสนหวงลงแม่น้ำไป แต่ครั้นพอมันจมหายไป ก็ดันอยากได้มันกลับคืนมาอย่างหน้าด้านๆ…

            “หรือว่าเราจะกลับไปหาเขา สารภาพความรู้สึกอันนี้ให้สิ้นเรื่องไปจะดีมั้ย…” ธมตั้งคำถามให้ตัวเองหลังจากที่ทนว้าวุ่นในอารมณ์อยู่เป็นนานสองนาน

            ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถลบล้างทิฐิในใจออกจนหมดแล้วก็ตาม แต่มันก็มิใช่เรื่องหมูๆอย่างที่คิดหรอก ธมยังหวั่นไหวอยู่มากกับสิ่งที่กำลังจะเจอะเจอต่อไป…

            แต่มันจะแปลกอะไรเล่า ธมจะต้องไปแยแสกับสิ่งอื่นๆอีกทำไมกัน  ในเมื่อธมกำลังจะเดินเข้าไปเผชิญกับความจริงข้างหน้า  ความจริงที่ออกมาจากใจที่ใสสะอาดของเขามิใช่หรือ…

            และครั้งนี้หากธมได้พบกับเขา…ศรัญ…ธมจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา สิ่งที่ธมไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริงในโลกของ “ชาวดอกไม้” คำว่า “คิดถึง” นั่นมันน้อยนิดเกินไปเสียแล้ว…

 

           

            แล้ว…ธมก็ลิงโลดใจอยู่บนเรือข้ามฟากอีกครั้ง…

            เสียงเครื่องยนต์ดังเหมือนทุกๆครั้ง ที่ผ่านมา  แต่มันให้ความรู้สึกคละเคล้ากันอย่างบอกไม่ถูกในครั้งนี้  เหมือนเสียงหัวใจหยิ่งผยองผนวกกับความไหวหวั่นในส่วนลึก เรือเลื่อนจากท่าพระจันทร์สู่ท่าวังหลังอย่างเอื่อยเฉื่อย  มันไม่ทันใจธมเอาเสียเลย…

            ผู้โดยสารในช่วงบ่ายก็มากหน่อย เลยทำให้การเดินทางเที่ยวนี้ดูอบอุ่นพอประมาณ กอผักตบชวาเขียวๆที่ล่องลอยอยู่ตามลำน้ำนั้นผลิดอกออกชูช่อสีม่วงอ่อนๆงามจับตา คล้ายๆกับมันจะต้อนรับการหวนคืนของธม…

            แม้ว่าใจจะโหวงเหวงไปบ้าง แต่ธมก็หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้พบแววตาที่ยินดีบนใบหน้าของศรัญในการมาเยือนครั้งนี้…

 

            ประตูห้องของศรัญเปิดอยู่ ธมไม่รีรออะไรอีกแล้ว เขาพรวดพราดเข้าไปในทันที ธมดีใจที่พบเขาเหมือนที่คาดไว้ แต่ก็ต้องเก้อระคนผิดหวังนิดๆ ศรัญไม่ได้อยู่เพียงลำพัง หนุ่มแปลกหน้าที่ธมไม่เคยพบหรือรู้จักมาก่อนเลยคนนั้นเป็นใครกัน  เขานอนเอาหัวเกยลำตัวของพ่อยอดดวงใจของธม เขาคงจะคุยกันสนุกและเพิ่งจะหยุดหัวเราะไปก่อนหน้าที่ธมจะโผล่หน้าเข้ามานี่เอง…

            “อ้าว…ว่าไงธม…หายหน้าหายตาไปเลย  มา…เข้ามาสิ…”

            ศรัญลุกขึ้นนั่ง สีหน้าเขาราบเรียบจนธมแอบกล้ำกลืนความผิดหวังไว้ภายใน ในขณะเดียวกันธมก็ปลื้มจนเนื้อเต้นที่ได้พบเขา ใจอยากจะโผเข้าหาและซบทรวงอุ่นให้สมอยาก แต่ก็ทำได้แต่คิดเท่านั้น…

            ธมยิ้มแห้งๆพลางเดินไปนั่งลงบนเตียงอย่างคุ้นเคย หนุ่มแปลกหน้าคนนั้นจ้องมองเขาอย่างงงๆ พลางก็ดึงหนังสือเล่มบนชั้นลงมาอ่านเงียบๆ บุคคลที่สามในห้องนี้หน้าตาท่าทางไม่เลวเลย เขาคงจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับธมเป็นแน่ เส้นผมหยักศกของเขาคล้ายธม แต่จมูกที่โด่งเป็นสันและริมฝีปากบางเฉียบทำให้ธมนึกอิจฉาอยู่ครามครัน..

            เขาคนนั้นจะเป็นใครมาจากไหนธมยังไม่อยากจะใส่ใจ เวลานี้ธมอยากจะออเซาะฉอเลาะกับศรัญเพียงผู้เดียวเท่านั้น แต่รายนั้นดูไม่ใคร่จะใยดีกับการมาของธมสักเท่าไรเลย  จริงอยู่หรอกว่าศรัญไม่ได้โกรธอย่างที่ธมเคยคิดเอาเอง แต่เขาก็ทำท่าจืดจางหมางเมินจนธมแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่…

            เจ้าของห้องเชื้อเชิญธมเข้ามาเสียอย่างดิบดี แต่หลังจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อยืดมาสวมพลางเดินไปหยุดที่หน้ากระจก คว้าแปลงมาปัดๆเรือนผมให้เข้าที่ เขาพูดกับธมโดยไม่ได้หันหน้ามาเลย…

            “สบายดีหรือเราน่ะ…แล้วนี่ลมอะไรหอมมาจนถึงนี่ล่ะ…”

            “คิดถึง…” ธมทำเสียงอ้อยสร้อย

            “ยังเจ้าคารมเหมือนเดิมซินะ…” ศรัญสัพยอกเหน็บแนม แต่ครั้งนี้ธมไม่ยักขำ “แล้วนี่ไม่สบายไปหรือเปล่า..เห็นหน้าตาเซียวๆ…”

            โดยปกติศรัญเป็นคนขี้เล่นอยู่แล้ว ธมไม่เคยถือสาเขาเลยไม่ว่าจะหยอกกันหนักหน่วงแค่ไหน แต่หนนี้ธมแทบจะทนฟังไม่ได้ เขาทิ้งตัวลงบนฟูกเอาใบหน้าเกลือกกับหมอนเพื่อจะซ่อนเร้นอาการบางอย่างไว้  ธมไม่ได้หันไปมองเขาอีก แต่เสียงที่เขาพูดกับหนุ่มคนนั้นทำให้ธมรู้ว่า เขากำลังจะออกไป…

            “จะไปเล่นไพ่…จะออกไปก็ล็อคประตูห้องด้วยก็แล้วกัน…”

            วงไพ่ที่พูดถึงก็อยู่ข้างๆห้องนี่เอง ศรัญเป็นเซียนพนันตัวฉกาจประจำบ้านนี้คนหนึ่ง เรื่องนี้ธมรู้จักเขาดีพอแต่ธมไม่ต้องการขัดความสุขเล็กๆน้อยๆของเขา ก็เพราะธมยกให้เขาเป็น “บุคคลพิเศษ” ไปเสียแล้ว…

            อันที่จริง “วงไพ่” นั้นก็ยังดีกว่า “วงเหล้า” ก็ตรงที่ไม่ค่อยมีเสียงเอะอะให้เป็นที่รำคาญใจ…

          อีกอย่าง…ใช่ว่าการเล่นไพ่นั่นจะนั่นจะไร้ประโยชน์เสมอไป มันเป็นเกมซึ่งต้องอาศัยทักษะผสมโชค  มีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้  ทว่า…วงไพ่จะสมบูรณ์ไม่ได้เลยหากขาด “คนขี้โกง” เข้ามาเพิ่มรสชาติ…

            ธมลุกชขึ้นกวาดสายตาไปทั่วทั้งห้องอีกครั้ง คราวนี้เขารู้สึกโดดเดี่ยวเพราะบัดนี้เขาได้ถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง ไม่มีแม้บุคคลที่สามคนนั้นด้วยซ้ำไป เขาแหงนมองหลอดไฟที่ห้อยอยู่บนเพดานอย่างเพ้อฝัน ธมตั้งใจเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องระบายความนัยที่กักเก็บออกไปเสียที  ไม่ว่าจะต้องรอนานกี่ชั่วโมงก็เถอะ…

            ลมที่โกรกกรูเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ธมเคลิบเคลิ้มและม่อยหลับไปในที่สุด…

            ตื่นขึ้นมา…เขาเดาไม่ถูกว่ามันเป็นเวลาเท่าไรแล้ว แต่แดดที่เหือดหายไปเหลือไว้เพียงความสลัว บอกให้รู้ว่ามันเย็นมากแล้ว…

            บ้านทั้งหลังเงียบสงัดเหมือนปราศจากผู้คน ห้องข้างเคียงไม่มีเสียงอะไรกระดุกกระดิก ธมไม่ชอบบรรยากาศพลบค่ำแบบนี้เลย มันให้ความรู้สึกหดหู่อย่างไรพิกล เสียงเคาะ            ประตูทำให้ธมรีบดีดตัวลุกไปเปิดหวังจะได้พบหน้าเขาคนนั้นของธม และเริ่มความหวังอันแสนบรรเจิด…

            ธมหุบรอยยิ้มแทบไม่ทันเมื่อพบว่าไม่ใช่คนที่เขาอยากเจอ…

            แต่…เขาคนที่ยืนอยู่หน้าประตู กลับกลายเป็นผู้ชายข้างๆห้องนี่เอง 

“หลับไปนานเลยซินะหนุ่มน้อย…หิวหรือยังล่ะ…เห็นว่าค่ำแล้วพี่ก็เลยแวะมาชวนไปกินข้าว…”

ธมกวาดสายตาลอดบานประตูผ่านตัวเขาคนนั้นออกไปทั่วๆอย่างผิดหวัง โดยไม่ใส่ใจต่อคำพูดนั้นๆ

“พี่ศรัญล่ะครับ…” ธมถามอย่างเลื่อนลอยไร้ที่พึ่ง

“โอ้ย…ไปเอาน้ำมนต์อาไร้กับไอ้หมอนั่น  มันก็เที่ยวมั่วไปวันๆ วงไพ่เลิกไปตั้งนานแล้ว เสร็จแล้วก็เห็นมันออกไปกะไอ้เด็กนั่น พักนี้เห็นคลอเคลียกันทั้งวัน…”

ธมยืนงงจนเขาคนนั้นต้องจารไนต่อ…

“ธมไม่รู้หรอกเหรอว่าไอ้ศรัญมันมีคนใหม่…อ้าว…ไหนมันบอกว่าธมรู้จักกันแล้วไง…”

ธมสั่นหัวเนือยๆ พลันก็รู้สึกถึงฝ่ามือของฝ่ายนั้นโยงมาโอบหลังไหล่ของธมเหมือนพยายามปลอบ แต่สัมผัสนั้นมันส่อถึงว่าเขาพยายามเร้าความรู้สึก แต่ธมเองก็ยังเมินชาจนกระทั่งลมหายใจของฝ่ายนั้นพ่นใส่ใบหูนั่นแหละ

“ตัดๆใจซะเถอะนะไอ้น้อง…ไอ้โลกของพวกเรามันก็เงี๊ยะล่ะ…ผละจากคนนี้มันก็โผเข้าหาคนนั้น ล่อกันให้เขอะไปหมด ไปเอาอะไรแน่นอนเล่า…” เขาเงียบไปอึดใจก่อนจะพล่ามต่อ คราวนี้ทำเสียงกระซิบกระซาบ “ว่าแต่เราตอนนี้เถอะ…มาหาอะไรเล่นกันหนุกๆดีมั้ยครับ…”

ธมมองหน้าผู้พูดอย่างพิจารณา สีหน้าของผู้ชายคนนี้มันเป็นพ่อพระหรือหมาจิ้งจอกกันแน่ แต่ธมคิดว่ามันเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า  สายตาอีแบบนี้ใช่ว่าธมจะเคยเห็นเป็นครั้งแรกเสียที่ไหน  นายคนนี้ลอบมองธมด้วยแววตาแบบนี้มาหลายหนแล้ว

ที่ผ่านมาธมมีศรัญคอยเป็นผู้คุ้มครองปกป้อง แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงได้ทิ้งธมไว้ได้ลงคอ…

หรือว่ามันเป็นความเห็นชอบของนายศรัญเอง…

คิดเท่านั้นหูสองข้างก็ดูจะอื้ออึงไปหมด หัวใจช้ำเหมือนโดนหนีบด้วยของแข็ง ธมสลัดตัวออกจากการเหนี่ยวรั้งแล้วพาตัวเองออกมาจาก “วิมานสี่เหลี่ยม”นั่นโดยพลัน ใจจริงน่ะธมอยากจะหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว แต่คนอย่างธมมันก็หาได้หนีพ้นจาก “ลานลั่นทม”ไม่  มันเสมือนอาณาจักรแห่งความเหงาไปเสียแล้ว…

คืนนี้มืดสนิท จันทร์แรมไม่เด่นดวง ลั่นทมที่เคยชูช่อล้อลมไสว ร่วงโรยไปไม่เหลือแม้ใบเดียว ปราศจากกลิ่นเย้ายวน หากเป็นไปได้ธมก็อยากจะหนีไปจากไอ้ชีวิตอาภัพนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ยังไม่กล้าสักที…

ลั่นทมที่ยืนชูก้านเปล่าๆคล้ายกับว่ามันหมดชีวิตจิตใจ แต่ไม่หรอกนะ…มันเตรียมที่จะแตกดอกออกใบใหม่ๆอีกคราว

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะผลิออกมากี่ร้อยกี่พันฤดู…

มันก็ไม่แคล้วโดนกล่าวหาอยู่ร่ำไป  ว่าเป็นดอกไม้ “อัปมงคล”

                                                                                                 จบ…