ละคอนเงา

“พิสิฐภูวดล”  เขียน  

Hit Counter

 

. เพลิงพระจันทร์

                เขา…ชายหนุ่ม ณ ชายหาด ยามพลบค่ำ

                สุดปลายสายตาที่เขาแลเห็น…มีเพียงน้ำจรดฟ้าคราม  คลื่นลมคร่ำครวญแผ่วหวานยามสนธยา แดดที่กำลังจะลาโลกไปอีกวาระหนึ่งกระทบกับผิวน้ำเป็นเปลวทองระยับระยิบสะเทือนไหว เจ้าปลาตัวนิดๆที่กระโดดโลดระเริงอยู่เหนือผิวน้ำนั้นเกล็ดทองของมันสะท้อนเป็นประกาย…

                ฝ่าเท้าที่สัมผัสกับพื้นทรายรู้สึกสบาย สัมผัสอันเปลือยเปล่าหยาบระคายนี้ซุกซ่อนความบริสุทธิ์จริงใจไว้อย่างยากที่จะบรรยาย สายลมโอนอ่อนระเรื่อย พลอยทำให้เขาเคลิ้มและผล็อยหลับไป ร่างที่เกือบเปลือยถูกปล่อยให้นอนสบายอยู่บนเก้าอี้ชายหาดแห่งนั้น…

                ภาพในภวังค์นั้นพร่าเลือนและชัดเจนสลับกันไป ชายหนุ่มชักไม่มั่นใจว่าว่านี่คือความฝันหรืออย่างไรกันแน่…

                ในเวิ้งน้ำและเวิ้งฟ้าอันดำสนิท เขาแลเห็นหมู่ดาวพราวพร่างกับพระจันทร์เสี้ยวสุดขอบฟ้า ครั้นเมื่อเหลียวไปรอบๆมันช่างเวิ้งว้างว่างเปล่าไปสิ้นราวกับล่องลอยเข้าไปในห้วงอวกาศอันไพศาล…          

                ชายหนุ่มพยายามที่จะขยับเขยื้อนแขนทั้งสอง แต่ดูเหมือนว่ามันสมองไม่สามารถสั่งการได้ดังนึก เขาโดนตรึงอยู่กับที่จนเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมารำไร…เขารู้สึกหวีดหวิวเมื่อพบว่าร่างกำยำล่ำสันของเขาขณะนี้ไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆปกปิดแม้แต่ชิ้นเดียว…

                อยากจะร้องตะโกนออกไปดังๆด้วยความอึดอัด  เขาพยายามแล้ว แต่เปล่าเลย ..ไม่มีสำเนียงใดๆสะท้อนกลับมาแม้แต่น้อย  หรือไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงตะโกนจากเขา…นี่มันที่ไหนบนโลกกันแน่…

                จันทร์เสี้ยวทีสะท้อนอยู่ในเวิ้งน้ำนั้นแจ่มจรัสขึ้น มันใสดุจดวงจริงบนผืนฟ้าจนชายหนุ่มชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่า โลกสีฟ้าดวงนี้มีดวงบริวารกี่ดวงกันแน่…

                และในทันใดนั้น…เงาพระจันทร์ที่ทอแสงอร่ามนั้นก็ผันแปรไปทีละน้อย..ทีละนิด… จากรูปทรงเสี้ยวกลายไปเป็นรูปจันทร์เพ็ญเด่นอะคร้าว สะบัดไหวตามกระแสคลื่นที่สาดซัดเข้าหาฝั่ง สิ่งนั้นจมดิ่งในทันทีสู่เบื้องลึก และผุดโผล่พ้นน้ำขึ้นมาในครู่ถัดไป เขานึกฉงนสนเท่ห์ในสิ่งที่เกิดขึ้น…

               

สิ่งๆนั้นกลายสภาพคล้ายสรีระของมนุษย์ผู้ชาย เกลียวกล้ามและผิวเนื้อนั้นมันวาวดุจรูปปั้นทอง มันค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ จนชายหนุ่มรู้สึกหวั่นไหว ลมหายใจของเขาหอบถี่ด้วยความตระหนก และทวีความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านอยู่ในเรือนกาย ดุจอาการใกล้จุดสุดยอดของการร่วมสังวาส…

                วัตถุนั้นมันคืออะไรกันแน่…ชายหนุ่มพยายามถามตนเอง เขาพยายามเพ่งพิศ แต่เขาก็รับรู้แต่เพียงว่ามันเป็นโครงสร้างของบุรุษเพศ ซึ่งงดงามราวกับประติมากรรมอันวิจิตรพิศดาร…

                ร่างของมนุษย์ตนนั้นกำลังเคลื่อนกายเข้ามา..มันประกอบด้วยยอดอกบึกบึนกว้างสง่าอันอบอุ่น ลอนท้องแสดงถึงพละกำลังอันหนักหน่วงพอๆกันกับท่อนแขนแกร่งกล้าม ปลีน่องงามดุจอาชาไนยคะนองศึก และที่ปลายธนูรักระหว่างขานั้นชี้ชูชันบ่งถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์สุดที่จะหาสิ่งใดมาปานเปรียบ…

                ร่างนิรนามจากเงาพระจันทร์นั้นลอยเขามาใกล้ที่สุด ชายหนุ่มจึงได้รับรู้ว่าร่างนี้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ มันใช้อำนาจอันลึกลับถาโถมโรมรันเขา ด้วยแรงกอด… รสสัมผัสอันประหลาดล้ำ มันเต็มไปด้วยไฟกามาซึ่งกำลังพรั่งพรูออกมาแผดผลาญฝ่ายตรงข้ามให้เป็นจุล...

                ชายหนุ่มนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงเหมือนโดนมนต์สะกด เขาหลับตาลงสู่ห้วงแห่งความมืดดำ  แต่กระนั้นก็ยังรับรู้ถึงรสจุมพิตอันหนักหน่วง อายอุ่นจากเรือนกายอันแน่นทมึน  เวลานี้เขารู้แต่เพียงว่ามันเป็นรสสัมผัสอันแปลกใหม่…

                เขารู้แต่เพียงว่า…เขาปรารถนา

                เขารู้แต่เพียงว่า…เขารอคอยความรู้สึกเช่นนี้

                และเขา…ก็ได้สัมผัสมันเดี๋ยวนี้แล้ว…

                อารมณ์ของเขากระเจิงไปไกลเกินกว่าที่จะหาตัวตนเองพบเสียแล้ว…ความตื่นตระหนกหรือสะพึงกลัวมิได้มีอำนาจเพียงพอที่จะมากลบลบความกระสันซ่านซ่า  สองร่างเกี่ยวกระหวัดรัดโรมรันจนแทบจะเป็นหนึ่งอณูเดียว กองเพลิงที่สุมอยู่ในจิตใต้ภวังค์ ถูกเติมเชื้อเร่งอุณหภูมิ แล้วค่อยๆมลายคลายไปเป็นความอบอุ่น ก่อนที่มันจะกลายไปเป็นความเย็นชุ่มฉ่ำลื่นละไมละมุน…

                และ…สุดท้ายมันก็จบลงตรงที่ความอิ่มเอมเกษมสำราญ…

                ชายหนุ่มรู้สึกร่างกายเขาเบาหวิว ดุจปุยนุ่นนี่ปลิดปลิวไปตามแรงลมกระพือพัด  และ..เขารู้สึกราวกับมีน้ำทิพย์จากสวรรค์ชั้นเจ็ดหลั่งรดมาชโลมร่างให้ชุ่มโชก…

                เหนื่อยอ่อน…หยาดเหงื่อซึมออกมาโซมกายเมื่อเขาหลุดพ้นจากห้วงภวังค์อันเร้นลับ

แต่ในสำนึกส่วนลึกมันแอบแฝงความ  “สะใจ”เอาไว้ครบครัน…

                เขาเหลียวมองไปรอบตัวตนอันแท้จริง…

                บนหาดทรายอันเงียบงัน ยามค่ำคืนนี้ มีเพียงเขากับ  “เขา” และเงาจันทร์เสี้ยวข้างแรมที่ทอแสงอยู่ฟากฟ้า ละอองดาวพราวเกลื่อนทั่วท้องนภาอันมืดมน เสียงท้องทะเลครางเป็นระยะๆ

                ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองจันทร์เสี้ยวดวงที่ยวบยาบอยู่ในน้ำ…

                และ…ทบทวน

สัมผัสอันชุ่มโชกใต้บิกีนี่สีดำ…

                ทำให้เขารู้สึกได้…ว่านี่คือการถูกปลดปล่อยจากพันธนาการ…

 

 

. ประติมากรรมบนเรือนกาย

                คราบไคลที่รินลงมาอาบใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม หลังจากที่เขาวางดรัมเบลอันหนักอึ้งลงบนพรมกำมะหยี่ แดดทออร่ามสาดเข้ามาในห้องเฉียงๆผ่านบานกระจกใส กระทบผิวกายอันตึงเต็มเป็นประกายวาววับ กล้ามเนื้อที่ต้นแขนนั้นเต้นระริกจนรู้สึกได้ ลมหายใจอุ่นๆทำให้เกิดเสียงครางเบาๆในลำคอ มันดูเหมือนการเหนื่อยอ่อน แต่เปล่าเลย…สำหรับเขานั้นมันเปรียบเหมือนการขับไล่ความอ่อนแอออกจากร่างและสูดเอาความเข้มแข็งเข้าไปเต็มพิกัด…

                ชายหนุ่มเอนกายราบลงกับม้ายาวอีกครั้ง…คราวนี้เขายกบาร์เบลอันหนักแกร่งขึ้นไปเหนือยอดอก เขาผ่อนมันลงมาแล้วก็ผลักมันขึ้นไปจนสุดลำแขนกำยำ  เขาทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนดูเหมือนว่าไม่มีความอ่อนล้าอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

                เขาเป็นชายหนุ่มในหลายหนุ่ม จากกลุ่มนักเพาะกายซึ่งยอมเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับก้อนเหล็กหนักๆ แวดล้อมด้วยกลิ่นน้ำมันนวดกล้าม กลิ่นคราบไคลชายหนุ่ม และความภาคภูมิ

                บนหนทางของชายชาตรี…กับการสร้างประติมากรรมบนเรือนร่าง วันหนึ่งๆก็กินเวลาไปมิใช่น้อย จนดูราวกับว่าหากยุติกิจกรรมนี้ไป พวกเขาจะดำรงชีพอยู่มิได้กระนั้น…

                “รูปร่างหน้าตาดีๆอย่างมึงเนี่ย น่าจะหัดเล่นกล้ามให้ล่ำบึ๊กเข้าไว้…หาเงินคล่องกว่าไปแบกข้าวสารหรือชกมวยเป็นไหนๆ..” เขายังจำคำที่เพื่อนมันเคยบอกและชักชวน

                บัดนี้..เขาได้กลายมาเป็นหนุ่มหุ่นงามและเต็มไปด้วยเสน่ห์ร้อนลึกที่สุดของวงการเพาะกายไปเสียแล้ว…

                เขาละทิ้งหน้าที่การงาน ทิ้งสังเวียนมวยที่เคยสร้างรายได้ในแบบลูกผู้ชาย มาใช้เรือนกายอันสมบูรณ์เป็นสินค้า..การโพสต์ท่าโชว์บนเวที…ท่ามกลางแสงไฟสาดส่องยามราตรี…

                ความภาคภูมิบังเกิดในจิตใจอันลึกๆ ยามที่ได้ยินเสียงปรบมือจากผู้ชม..

                และ…ผู้นิยมชมชอบก็เป็นบุรุษเพศเฉกเช่นเดียวกับเขานั่นเอง…

                ถึงวันนี้…เขาได้กลายไปเป็นเสมือนประติมากรรมทางเพศอันงดงามไปแล้วกระนั้นหรือ…

                ใช่…ในบรรยากาศของสถานเริงรมย์ ซึ่งอบอวลไปด้วยควันบุหรี่และกลิ่นอัลกอฮอล์..มันไม่น่าจะเหมาะกับนักกีฬาเลยแม้แต่น้อย  แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อวงการเพาะกายยุคใหม่ต่างยอมรับความจริงในอาชีพนี้เสียแล้ว…

                ก็แค่ขายเรือนร่าง…ให้ผู้ชมแทะโลมทางสายตามันจะเสียหายตรงไหน…เขาคิด

                แต่กระนั้น…เขาก็แอบปลื้มในขณะที่มีสายตาหลายคู่จับจ้องโลมเลียเขาด้วยอารมณ์เสน่หาและอดที่จะเป็นสุขมิได้ เขายอมรับว่าเริ่มมีอารมณ์ตอบสนองกับสายตาผู้ชมมากขึ้นทุกวันมันเริ่มเป็นงานที่สนุก และเบิกบานใจกับงานแบบนี้…และนับว่ามันเป็นกิจวัตรของชีวิตไปเสียแล้ว

                เหนื่อยจากการสร้างเรือนกาย เขาโปรดที่จะนั่งพักในมุมสงบ บรรจงเทน้ำมันนวดที่มีกลิ่นเฉพาะลงบนฝ่ามือก่อนที่จะละเลงชะโลมมันลงไปบนโนมเนื้อหนั่นหนาที่เขาบรรจงสร้างมันขึ้นมากับมือ…

                เขาคลึงมันช้าๆ จากปลีน่องอันอวบแกร่งปานม้าศึก เขาบีบเคล้นบดขยี้หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ พลางปล่อยอารมณ์ให้ละล่องลอยไปอย่างลืมตัว อา…มันช่างมีอานุภาพพาเอาความร้อนรุ่มชำแรกแทรกผ่านสู่แก่นกายชายชาตรีดีจริงๆ…

                ความรู้สึกนั้น..มันไม่เพียงแต่บำบัดอาการปวดล้า แต่มันยังทำให้เขาพลอยหลุดจากโลกแห่งความเป็นจริง เข้าไปสิงสู่กับโลกอันพิเศษลึกล้ำน่าพิศวง ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่สามารถอธิบายได้…

                มันเป็นความผ่อนคลาย…เบาโหวงเหวงไปทั้งร่าง อานุภาพของมันซึมซ่านเข้าไปกระตุ้นต่อมภูมิใจ และสมสุขอย่างรำพันไม่ถูก..

                กลิ่นน้ำมันนวดกล้ามเคยเป็นกลิ่นที่เขารู้สึกแปลกๆเมื่อแรกสัมผัส …แต่วันนี้…มันเหมือนกลิ่นมหาเสน่ห์ประจำกาย  มันตราตรึง…ให้เขารักการสร้างกล้ามเนื้ออย่างไม่ย่อท้อเหนื่อยหน่าย มันสามารถเติมเต็มอารมณ์หนุ่มให้แก่เขาได้อย่างมหัศจรรย์พันลึก…

                และ…ที่หน้ากระจกเงาบานนั้น…

                ชายหนุ่มจึงจะได้มีโอกาสพบกับ “เขา”

                บุรุษซึ่งมีเรือนร่างและใบหน้าเช่นเขา…  “เรา”จะมาพบกันทุกครั้งที่ต้องการตรวจตราความสมบูรณ์เพียบพร้อมของเรือนร่างที่บรรจงสร้างมาทั้งวัน

                เขาเรียกชายหนุ่มในกระจกเงาด้วยนามเร่าร้อนว่า “เพลิง”

                เพลิงนั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้าม เขาบรรจงใช้นิ้วทั้งห้าชะโลมน้ำมันไปตามแผ่นอกอันตึงเต็มงามสง่า ก็ผืนอกอันหนั่นนูนหนากว้างนี้มิใช่ดอกหรือที่ใครๆต่างพากันอิจฉา บ้างก็ชื่นชมกันนักหนาว่ามันช่างสวยงามสมชาย เกลียวกล้างตรงนั้นกระตุกตุ๊บๆเป็นจังหวะในยามที่เขาเกร็งมันเพื่อทดสอบสมรรถนะ ช่วงขาอันล่ำสันนี้เองมิใช่หรอกหรือที่เขาใช้ความพยายามสั่งสมมาเกือบสามปี…

                ชายหนุ่มเหลือบเห็น “เพลิง”ยิ้มให้ มันเป็นรอยยิ้มที่ทรงเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เขาเคยพบพานบนใบหน้ามนุษย์ผู้ชายด้วยกัน…

                บุรุษนาม “เพลิง”นั้น เขาช่างงดงามราวภาพสลักหินซึ่งบรรจงสร้างโดยศิลปินชั้นยอดของโลก…           

                นัยตาสีเหล็กคู่นั้นทอประกายปรารถนา…เขาช่างเป็นมนุษย์ผู้ชายที่เย้ายวนเสียจริงๆ อาการที่ส่อให้เห็นในยามนี้มันเปี่ยมล้นไปด้วยเปลวเพลิง 

                เพลิงซึ่งร้อนแรงพอที่จะทำให้หัวใจลูกผู้ชายอีกฝั่งหลอมละลายไปในบัดดล…

ชายหนุ่มในกระจกโลมลูบเนื้อตัวอยู่นานเท่าที่เขาจะพีงใจ  นาน…เท่าที่เขาจะตักตวงความร้อนของแรงปรารถนา  อารมณ์ของของชายหนุ่มทั้งสองด้านของกระจกกระเจิงไปไกลเกินกว่าจะระงับไว้ได้อีกแล้ว  ทั้งสองขยับร่างเข้ามาชิดกัน..

                “ขอจุมพิตอันศักดิ์สิทธิ์ให้ผมสักครั้งเถอะ…”เสียงของ  “เพลิง”กระซิบกระซาบอยู่ผะแผ่ว

                ร่างทั้งสองแนบชิดกันถึงที่สุดในเวลานี้…เขาได้ปลดเปลื้องอาภรณ์ซึ่งมีอยู่เพียงชิ้นเดียวแล้วเหวี่ยงมันออกไป สรีระอันเปล่าเปลือยล่อนจ้อน ทำให้เขาเห็นเพลิงมีผิวพรรณงามอย่างไร้ข้อตำหนิ ไหล่กว้างรับกับอกอวบน่าซบและขบเคี้ยวด้วยอารมณ์รัญจวน หน้าท้องแบราบเกร็งเป็นลอนสวยรับกับสะโพกอันกลมกลึงเต็มไม้เต็มมือ โคนขาและปลีน่องเปี่ยมไปด้วยพละกำลังของชายชาญ  อวัยวะแห่งความเป็นชายนั้นเล่าก็ลำพองอยู่ท่ามกลางเนินไหมสีดำ มันช่างเป็นแหล่งรวมอำนาจของบุรุษเพศเสียจริงๆ

                “เข้ามาใกล้ๆผมเถอะ…ที่รัก” เสียงเพลิงกระซิบวิงวอน “เชื่อเถอะ…ไม่มีใครจะมารักคุณเท่าผม…”

                “ไม่…” ชายหนุ่มขัดขืน  แต่ในขณะเดียวกันเขากลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกโน้มคอลงไป   เขารู้สึกตระหนกและละอาย  แต่ความกระหายในมนต์กามาก็มากมายพอๆกัน ไฟปรารถนาและอ้อมแขนอันแกร่งกล้าดุจพญางูของฝ่ายตรงข้ามฉุดให้เขาถลาเข้าไปพันพัวอย่างไม่มีทางเลี่ยง

                รสจุมพิตอันเผ็ดร้อนจากจิตใต้สำนึก กลับเป็นความจืดชืดและเย็นชาเกินกว่าเขาจะรับไหว

                ชายหนุ่มถอนริมฝีปากจากเพลิงในทันที  เขาดูเพลิงซึ่งยืนมองเขา ณ ฝั่งตรงข้าม ร่างนั้นยังเต็มไปด้วย “ไฟ” เขามีชีวิต  แต่…ทำไมจึงสัมผัสเขาไม่ได้ แม้เราจะห่างกันแค่ปลายจมูก…

                แสงจันทร์นวลส่องมาทางบานหน้าต่าง  ราตรีแวะมาเยือนอีกวาระหนึ่งแล้ว เงาจันทร์ซึ่งสะท้อนบนบานกระจกเงาบอกให้รู้ว่ามันเป็นคืนเพ็ญ…

เขามองดูดวงจันทร์ดวงจริงบนผืนฟ้านั้น…เมฆฝนสีแดงเรืองกระจายอยู่รายรอบรัศมีเสียงฟ้าครางครวญเป็นระยะๆสลับกับสายอัศนีบาตครืนๆ…               

                ชายหนุ่มสะดุ้ง…เมื่อหันขวับมาประสพกับภาพภายในกระจกเงาข้างหน้านั่น  วัตถุวาววับจับตามีสรีระเหมือนรูปปั้นทอง รูปเดียวกับที่เขาเคยเห็นในนิมิต ณ ชายทะเลแห่งนั้น  ร่างนิรนามซึ่งแปลงจากเงาพระจันทร์ เขายังจดจำได้ไม่มีวันลืม…จนถึงเดี๋ยวนี้…

                ร่างคล้ายมนุษย์ผู้ชายรูปนั้นตรงเข้าคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น มันฉุดร่างเขาเข้าไปโอบกอด พลางลูบตระโบมรัด  ร่างกายแน่นทมึนดุจควายเปลี่ยวของทั้งสองแทบจะหลอมเข้าด้วยกันเป็นอณูเดียว…

                ชายหนุ่มหอบกระเส่ากระเสือกกระสน เขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้แล้ว  เขาไม่สามารถตอบตัวเองได้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่มันน่าขยะแขยงหรือน่ารื่นรมย์กันแน่….

                เขารู้แต่เพียงว่า…เขาปรารถนา

                เขารู้แต่เพียงว่า…เขารอคอยความรู้สึกนี้

                และเขา…ก็ได้สัมผัสกับมันอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว…

                “ไม่…ปล่อย…ปล่อย…” ชายหนุ่มเกิดความละอายในเฮือกสุดท้ายก่อนบรรลุเกมกาม   เขาดิ้น  เขาพยายามหนี…เขากำลังปฏิเสธ…

                เขาปฏิเสธการกระทำของตนเอง  ทั้งๆที่ความปรารถนายังแรงกล้า…

                “ผมเป็นผู้ชาย….ผมเป็นผู้ชาย…ปล่อยผม…”   ชายหนุ่มร้องตะโกนบอกกับตัวเอง…

“ได้ยินไหม…ผมเป็นผู้ชาย…เรารักกันไม่ได้…เราไม่มีสิทธิ์”

                “………………….”

 

 

.มนตราพิศวาท

                กลางดึกคืนนั้น…

                เสียงลมพายุจากภายนอกอาคาร ปลุกให้เขาตื่นจากหลับไหล…

                ผ้าม่านตรงหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ปลิวกระจัดกระจายตามแรงกระพือของลมที่กำลังบ้าคลั่ง ชายหนุ่มยันกายครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียงกลางห้องพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆซึ่งบุด้วยกระจกเงาเป็นระยะๆ ไม่เว้นแม้แต่บนเพดาน…

                โคมไฟกระเบื้องที่ห้อยย้อยอยู่เหนือเตียงกวัดแกว่งไปมา  แม้มันจะถูกเปิดทิ้งไว้แต่อาการไม่อยู่นิ่งนั้นทำให้เขาเห็นสรรพสิ่งภายในห้องของตนเองดูวูบวาบไม่ชัดเจนเช่นในยามปกติ

ปลายเตียงนั้นเล่าก็เกลื่อนกลาดไปด้วยภาพอันงดงามของสรีระตนเองในท่วงท่าต่างๆ

ภาพบางภาพผะเยิบผะยาบเนื่องจากแรงลม บ้างก็ร่วงหล่นลงบนพื้นห้องซึ่งเต็มไปด้วยอุปกรณ์สร้างกล้ามต่างๆ ก้อนเหล็ก แผ่นเหล็กหนักๆ กลิ่นน้ำมันนวดกล้ามและกลิ่นกายชายหนุ่มคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง…

                ชายหนุ่มผู้ลำพอง…กับความลำพัง….

                รูปกายอันเปลือยเปล่าของเขาซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าแพรพริ้วผืนโต…เขาทอดสายตาไปข้างกาย หวนนึกถึงร่างหญิงสาวอวบอัดท่าทางคมคายที่เคยร่วมอภิรมย์กัน “เธอ” ผู้มีสภาพเป็น  “ผู้หญิงของเขา”  และมันคงจะเป็นภาพเดียวที่จะประกาศความเป็น“ผู้ชาย”ของตัวเอง

                กับรสรักที่เพิ่งจะผ่านไประหว่าง  “เขา”กับ  “เธอ” ดำเนินไปตามร่องรอยของ”กฏธรรมชาติที่มนุษย์  “ส่วนใหญ่”เขาพึงกระทำกัน มนุษย์ที่ต้องสร้าง “หน้ากากกามา”ให้สังคมยอมรับ

                “ผู้ชาย” ย่อมถูกสร้างมาเพื่อ “ผู้หญิง”

                อย่างไรก็ตาม…แม้เขาจะรับไม่ได้กับความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย  แต่ในก้นบึ้งของจิตเขาสำนึกได้เสมอว่า ผู้ชายที่สมบูรณ์พร้อมในคุณลักษณ์อย่างเขาเกิดมาเพื่อ  “ตัวเอง”อย่างแท้จริง

                ภาพการเสพสังวาสที่เพิ่งผ่านพ้นไประหว่าเขาและเธอผุดเข้ามาในความทรงจำอีกครั้ง…  

ร่างกำยำของชายหนุ่มที่กำลังทาบทับไปบนร่างบอบบางของสตรีเพศ เขาบดขยี้เธอด้วยพละกำลังที่กลั่นจากเลือดหนุ่ม เธอครางด้วยแรงราคะอันร่านร้อน เธอพอใจและยินดีปรีเปรมที่ได้ร่วมอภิรมย์สมสู่กับชายผู้มีความเป็นชายไปทั้งเนื้อตัว เขาได้ป้อนความเป็น  “ผู้ชาย”ไปในเธอ  “ทั้งแท่ง”อย่างถึงพริกถึงขิง และเธอก็ได้ตักตวงความเป็นผู้ชายของเขาเข้ามาอย่างสุดขั้วเต็มอารมณ์สาว…      

                สิ่งที่เธอได้จากเขา…คือรสกำหนัดอันหนักหน่วงจากมนุษย์ผู้ชาย…

                แต่…สิ่งที่เขาได้จากเธอน่ะหรือ…แค่ไหนกัน…

                สิ่งแรก…เขาได้สิ่งรองรับอารมณ์กามตามธรรมชาติของสัตว์ตัวผู้ พร้อมประกาศความเป็นผู้ชายชาตรีอย่างสมบูรณ์ในแบบสังคม ตราบใดที่เขายังสามารถสมสู่กับสตรีเพศได้อย่างเผ็ดร้อน คำครหาใดๆในสังคมย่อมไม่ปรากฏ…

                แต่สิ่งที่สองนั้นเล่า...เขาต้องค้นหาคำตอบจากเพื่อนแท้ที่ชื่อ “เพลิง”

ระหว่างที่การร่วมรสสิเนหาของชายหนุ่มและหญิงสาวดำเนินไปอย่างเร่าร้อน เขาชอบเหลือเกินที่จะจ้องมองไปที่  “เพลิง”ซึ่งกำลังปฏิบัติการเช่นเดียวกันกับเขา…

                แขนกำยำของเพลิงโอบกระชับและเคล้าคลึงเรือนร่างนิ่มนวลของเธออยู่ ให้ความรู้สึก  “สะใจ” กรงเล็บของหญิงสาวที่จิกลงตรงหัวไหล่และแผ่นหลังอันแน่นหนาสง่างามชวนให้เขาเกิดอารมณ์รัญจวนป่วนใจอย่างบอกไม่ถูก…

                อกกว้างของชายหนุ่มที่ทาบทับไปบนอกอวบนุ่มนิ่มนั้น ช่างให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นทวีคูณ

ช่วงสะโพกและเอวคอดกิ่วรับกับโคนขาอันล่ำสันของเพลิง เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาจะเพ่งพิศเป็นพิเศษในยามที่กามกรีฑากำลังดำเนินไป…แบบดุเด็ดเผ็ดมันขณะที่เธอกำลังสุขสมจากแรงกระทั้นกระแทก…เธอครางอย่างไม่ได้ศัพท์

แต่…เขากับโปรดที่จะมองดูบั้นท้ายกลมกลึงแข็งแกร่งของ”เพลิง”ที่กระดกกระเด้าขยับขึ้นขยับลงจากเนิบนาบ จนกลายเป็นความป่าเถื่อนของพายุอารมณ์ที่ถาโถม เท่าที่มนุษย์ผู้ชายจะพึงมีกัน…

                “ผมรักความเป็นผู้ชายของตัวเอง”  เขารำพันกับตนเอง…

                พายุเบื้องนอกนั้นเริ่มอ่อนกำลังลงไปแล้ว…เหลือไว้เพียงพายุในใจของเขาที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ…              

                เข้าก้าวลงจากเตียงอย่างเลื่อนลอย…เดินมาหยุดอยู่ที่ห่อของขวัญตรงมุมห้อง มันห่อหุ้มด้วยกระดาษลายสวยพร้อมกับผูกโบว์สีแดง   เขาพิจารณาแล้วค่อยๆคลี่สิ่งห่อหุ้มออกอย่างช้าๆ…

                สิ่งนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เขาโปรดปรานเป็นนักหนา จะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งสะสมประจำห้องก็ว่าได้

มันคือกระจกเงาบานใหญ่ยาวพอที่จะมองเห็นผู้ส่องได้ทั้งตัว เนื้อกระจกชั้นดีเจียรไนขอบดูมีราคา

                มุมกระจกสลักลวดลายพระจันทร์เสี้ยวงามวิจิตร   รอยลิปติกสีแดงจารึกไว้แต่เพียงว่า…

                “รู้นะว่าคุณจะต้องรักมัน  ยินดีกับตำแหน่งชายงามคนใหม่ด้วยค่ะ…”

                ชายหนุ่มยิ้มกริ่มบนใบหน้า พลางคว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศที่เพิ่งได้ครองมาเมื่อไม่นาน เขาลูบคลำมันด้วยหัวใจลำพองและภาคภูมิใจ ก็รางวัลนี้มิใช่หรือที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเทและให้เวลาสั่งสมบากบั่นมายาวนานเกือบสามปี…

                มองผ่านบานกระจกที่เธอมอบให้แล้วยิ้มย่องอย่าง  “ผู้ชนะ”    ประติมากรรมบนเรือนกายรูปนี้เขาสร้างมันสำเร็จแล้วจริงๆ…

                “ฉลองกันหน่อยดีมั้ย” เสียงของเพลิงลอดผ่านบานกระจกแว่วมา “เขา”มองมาทางเขาด้วยสายตาแบบเดิม สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเชื้อไฟ  ภาพของเพลิงช่างน่าอิจฉาเสียจริงๆ ทรวดทรวงที่งามดุจรูปสลัก กล้ามเนื้อทุกส่วนไร้ข้อตำหนิติเตียน เพลิงโลมเล้าตัวเองอยู่อีกฟากหนึ่ง นัยตาคู่นั้นมันมีความหมายลึกๆ  เชื้อเพลิงภายในใจของชายหนุ่มแล่นมาจุกอยู่ที่อกพร้อมที่จะโดนจุดให้มอดไหม้เป็นจุลอีกแล้ว

                ไฟกองนี้ทำให้  “เขา”ทั้งสองหลอมละลายเข้าหากันเหมือนทุกครั้ง…

เสียงสายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้างอยู่ข้างนอกนั่น.. ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำของคนโบราณ ที่ไม่อาจยอมรับการมีสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันได้…

                ร่างทั้งสองโผเข้าหากันเหมือนมีแรงดึงดูด

                แต่แล้ว…เสียงปฏิเสธของจิตใต้สำนึกของชายหนุ่มกลับแรงกว่า

                “หยุดนะ…เราเกี่ยวข้องกันไม่ได้   มันผิด…ได้ยินไหมมันผิด …กูเป็นผู้ชาย…กูเป็นผู้ชาย”

                “แต่แกกำลังโกหกตัวเองอยู่นะ….” เพลิงดุดัน

                “ไป…ไปให้พ้น…กูเกลียดมึง…กูไม่ได้รักมึง…” ชายหนุ่มเกรี้ยวกราดอย่างสุดระงับ เขาเหวี่ยงถ้วยรางวัลในมือใส่บานกระจกสวยใสแตกกระจาย…เสียงเศษแก้วหวั่นไหวแข่งกับเสียงสายฟ้าด้านนอก

                เสียงฟ้าครางและฝนครวญจากด้านนอกกำลังจะจบลง..แต่เสียงคร่ำครวญของชายหนุ่มกำลังจะเริ่ม…

                ร่างนั้นทรุดลงกบพื้นซึ่งเกลื่อนไปด้วยเศษกระจกและซากถ้วยรางวัล เขาสะอื้นออกมา…

                “ทำไม…เราต้องพบกันด้วย…”เขาสบถ เบาเกือบเป็นเสียงกระซิบ  “ทำไมแกทำให้ฉันต้องหมดความเป็นผู้ชาย”

                “ก็เพราะเราเป็นเรา  แกสร้างฉันขึ้นมาไม่ว่าจะในโลกของความเป็นจริง และในโลกของความฝัน แกนั่นแหละที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาหลอกหลอนตัวเอง  แกลองก้มลงมองตัวเองดูสิว่าความเป็นผู้ชายของแกมันหดหายไปไหน  เปล่าเลย…แกสร้างความเป็นผู้ชายขึ้นมาด้วยมือของแกเอง แล้วแกก็หลงรักความเป็นชายของตัวเอง…แกยอมรับซะเถอะว่าแกน่ะพิสวาทตัวเอง…”            

                “ไม่จริง    กูเป็นผู้ชายโว้ย…มึงไปให้พ้น…ไป…”  ชายหนุ่มไม่ยอมลดละ ส่งเสียงกราดเกรี้ยวกับภาพในกระจกทุกภาพที่ปรากฏ  เขาพาลทำลายกระจกเงาที่ติดอยู่รายรอบเหมือนคนบ้า

                เสียงเศษแก้วแตก แข่งกับเสียงฟ้าฟาด ที่ด้านนอก…

เสียงสะอื้นของชายหนุ่ม คละเคล้าเสียงฝนหล่นระงม

                และ…ถึงจะสิ้นไปแล้วทุกเสียง 

แต่เขาก็ยังจะต้องเถียงกับตัวเองไปอีกนาน…….

 

                                                                จบบริบูรณ์