ซ่อนกลิ่น

                  อันเนื่องมาจาก “ลั่---”                 

ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม   เขียน  

Hit Counter

 

            ความเดิม จาก “ลั่---” เมื่อสิบหกปีที่ผ่านมา…

                คืนหนึ่ง…ณ สวนสาธารณะกลางใจเมือง ซึ่งสถานที่นั้นเป็นเสมือนแหล่ง “พบปะ” ของเหล่า “ชาวดอกไม้” 

“ธม” หนุ่มน้อยผู้มีชีวิตอยู่ในซอกมุมแห่งความเหงาเขาถูกลิขิตให้เดินทางมาบน “ถนนสายดอกไม้” นี้  เขาได้พบกับ “ศรัญ”หนุ่มรุ่นพี่ผู้มีบุคลิกตรงใจ ณ โคนต้นลั่นทมซึ่งแตกดอกบานสะพรั่งพราว และ…เขาได้เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ในชายหนุ่มรุ่นพี่คนนั้นเข้าแล้ว…

            แต่นั่น…มันก็เหมือนเพียงสายลมที่พัดผ่านมาแล้วก็จางหายไป วันแล้ววันเล่า…ธมก็ยังคงตกอยู่ในห้วงเหวแห่งความเหงาต่อไป ธมมักจะเปรียบชีวิตของ “ชาวดอกไม้”ดั่ง “ดอกลั่นทม”ตามสวนสาธารณะเสมอ นั่นเพราะ…

            เจ้าดอกไม้กลีบสีขาวนวลหอมละมุน ได้ถูกกล่าวหาว่า “อัปมงคล” และผู้คนมักไม่นิยมปลูกเอาไว้ในบ้าน เพียงเพราะชื่อของมันที่มนุษย์เรียกมันขึ้นมาเอง แล้วยังลงอาญายื่นความผิดให้แก่มันอย่างหน้าด้านๆอีกด้วย…

            และแล้ว…ชายหนุ่มทั้งสองก็ได้มาพบกันอีกครั้ง ณ สวนสาธารณะอีกแห่ง ซึ่งทำให้ธมมีความรู้สึกว่า ชีวิตนี้ดูจะหลีกหนีสวนสาธารณะไม่พ้นเอาเสียเลย ดังจะเป็นเช่นชีวิตที่ต้องคำสาป โหยหาความอบอุ่นจากเพศเดียวกัน ครั้งพอถึงเวลาก็ต้องออกมา “อ่อยเหยื่อ”ราวกับกิจวัตรที่ถูกลิขิตจากสวรรค์กระนั้น…

            ครั้งนี้…เขาทั้งสองมีความสัมพันธ์กันในคืนฝนพรำ ใต้หลังคาสังกะสีในบ้านเช่าฝาไม้โกโรโกโสของศรัญ แต่นั่น…มันกลับปลุกอารมณ์ของธมให้ได้พบกับความสุข สุขสมที่ได้อยู่ใกล้ชิดสนิทเสน่หากับคนที่ถูกใจและพอใจ  เพราะมันเป็น “รัก”ครั้งแรกของธมแต่เขาก็มิกล้าแม้จะเอ่ยปากบอกใคร เพราะมันเป็นความรักที่ “คนส่วนใหญ่”ยอมรับกันมิได้นั่นเอง…

            แล้วธมก็ก้าวลงเรือ ณ ชายน้ำท่าพระจันทร์ ข้ามฟากมาร่วมชายคากับศรัญ ธมมีความสัมพันธ์กับศรัญด้วยความใสซื่อและบริสุทธิ์ใจ  เขาคิดเพียงหลีกหนีจากปัญหาบางอย่างทางบ้าน และมาซุกอยู่กับอ้อมอกของศรัญ ชายหนุ่มที่ในสายตาเวลานั้นเขาคือ “ความอบอุ่น” ซึ่งจะทำให้เขาหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งความเหงา และที่สำคัญ เขาคิดว่า ถ้ามีเพื่อนที่รู้ใจอยู่เคียงข้าง เจ้าสวนสาธารณะนั่นมันจะมีความสลักสำคัญอะไรอีกเล่า…

            แต่แล้ว…ประสพการณ์ก็ได้สอนให้ธมได้รู้ว่า คนในสังคมชาวดอกไม้แม้จะมีความรักจริงอยู่บ้าง  แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เคยมีความพอ ต่างคนต่างเสาะแสวงหาคู่นอนใหม่ๆ เปลี่ยนรสชาติเพื่อบำบัดอารมณ์ได้อยู่เนืองๆ ตราบใดที่คนเหล่านั้นยังเต็มไปด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ผู้ชาย ผู้ไม่เคยห่วงหาอาธรกับความเสียหายอันจะพึงมี…

            ศรัญคนที่ธมรักและบูชาแต่ทว่าเขานั้นไม่เคยล่วงรู้เนื่องจากธมเองก็มิเคยปริปากบอก  เขาได้เปลี่ยนคู่นอนต่อหน้าต่อตาธมเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา…ซึ่งนั่นก็ทำให้ธมได้ค้นพบชีวิตของชาวดอกไม้อย่างถ่องแท้ มันเป็นประสพการณ์อีกหนึ่งฉาก ซึ่งเขากำลังจะก้าวเดินไปบนถนนสายกามารมณ์นี้…

แม้จะเสียใจบ้าง…แต่ธมก็ไม่เคยโทษใคร ไม่มีใครผิด และก็ไม่มีใครถูก กับชีวิตแบบนี้ มันคงเป็นอาญาจากสวรรค์ ที่ทำให้คนเหล่านี้ต้องดำเนินไปบนเส้นทางสายเสน่หา โหยหาแต่รสสัมผัสทางเพศอย่างไม่มีวันจบสิ้นตราบจนสิ้นลมหายใจ…

ดังนั้น…ธมจึงตัดสินใจ ข้ามฟากกลับมายัง “ลานลั่นทม” แหล่งพักพิงแห่งเดิม

            มันเสมือนลานแห่งความเหงาและการรอคอยสำหรับ “ชาวดอกไม้”ไปเสียแล้ว

            ต้นลั่นทมในคืนนั้นโหยแห้งและร่วงโรยไปเหลือเพียงกิ่งก้านเปล่าๆ ราวกับว่ามันได้สิ้นสูญชีวิตไปหมดแล้ว…

            แต่เปล่าหรอก…มันเตรียมที่จะแตกดอกออกใบสำหรับฤดูต่อไป และมันยังคงบานสะพรั่งอยู่ที่ตรงนั้นเรื่อยมา…

 

 

 

 

 

ภาคแรก   แรงปรารถนาที่ไม่มีวันดับ

คืนนี้…ห่างจากคืนคืนวันนั้นมานานถึงสิบหกปี…

       ต้นลั่นทมในสวนสาธารณะแห่งนี้ได้ผลัดใบผลิดอกมาก็หลายรุ่นต่อหลายรุ่น…

            ลั่นทมก็ยังคงเป็นลั่นทมต้นเดิม จะแตกต่างก็เพียงลำต้นที่แก่กล้า และกิ่งก้านที่แผ่กว้างให้ร่มเงากว่าเก่าก่อน…

            ส่วนเขา…ผู้ที่ยืนพังพิงอยู่ใต้ร่มใบอันเขียวชอุ่มของมัน ก็ยังคงเป็น “นายศรัญ”ผู้ชายคนเดิม ผู้ชายคนที่ใช้ชีวิตมาอย่าง “สุรุ่ยสุร่าย” จนลืมไปเสียสิ้นว่า “สังขาร”เป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ มันผันแปรไปตามกระบวนธรรมชาติ…

            “เขา”ผู้ที่เคยเป็น “หนุ่มเนื้อหอม” ผ่านฝนผ่านแดดจนกลายมาเป็นชายวัยกลางคนในวันนี้…

            ใช่…เขาเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยังเหมือนเมื่อสิบหกปีก่อน ก็คือเขายัง “ตัวคนเดียว” และยังเต็มไปด้วย “แรงปรารถนา”

            เมื่อเหลียวมองไปรอบๆบริเวณ เขาได้ประจักษ์ถึงกงล้อของชีวิต โดยเฉพาะชีวิตของผู้ชายที่เข้ามาที่นี่ยามตะวันลับ  ชีวิตที่คงจะถูกลิขิตจากพระพรหม ดวงดาว หรืออะไรก็ตามแต่จะนึกขึ้นได้ ทุกชีวิตมีเกิดและดับ สลับสับเปลี่ยนไปเป็นรุ่นๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า…

            สิบหกปีที่แล้ว  ในยุคที่เขาเองกำลังใช้ชีวิตหนุ่มอย่าง “โลดแล่น”  เด็กหนุ่มหลายคนที่เขามองเห็นในคืนนี้นั่นก็คงยังเดิน “เตาะแตะ” หรือบางคนก็อาจยังไม่ “ปฏิสนธิ” เสียด้วยซ้ำไป…

            เด็กสมัยนี้ “แก่แดด” กว่าในยุคของเขานัก…เขาคิด…

            “พี่ฮะ…พี่อายุเท่าพ่อผมเลย…” เด็กหนุ่มบางคนมักพูดให้เขารู้สึกหดหู่ “แต่พี่ดูหนุ่มและหล่อกว่าพ่อผมตั้งเยอะเลย…” ประโยคหลังนั่นสิมันทำให้เขารู้สึกกระหยิ่มขึ้นมาบ้าง

            มันคงจะจริงอยู่บ้าง เพราะเท่าที่สังเกต ผู้ชายชาวดอกไม้มักไม่ค่อยมีใครยอมแก่กันหรอก มีวิธีไหนที่จะ “ชะลอความชรา” ได้ผลชะงัด ก็สรรค์หามามาประโคมให้แก่ “สังขาร”ของตัวเอง

            ชายชาวดอกไม้ส่วนใหญ่ก็มักจะ “เจ้าสำอาง”กันอยู่แล้ว หลายรายอาจปรนเปรอตนเองด้วยเครื่องสำอางชั้นดี บ้างก็บริโภคแต่อาหารดีมีประโยชน์ และดูเหมือนในยุคนี้ การออกกำลังกายฟิตหุ่นให้บึกบึนดูจะเป็น “แฟชั่น”ในหมู่ชาวดอกไม้มิใช่น้อย…

            เพราะการที่ทำให้สังขาร “ดูดี” อยู่ตลอดเวลานั่นก็เท่ากับการอนุรักษ์ “ทรัพยากร” ให้ยังคงทนอยู่บนเรือนร่างให้ยาวนานที่สุด เท่าที่ธรรมชาติยังอำนวย…

            แต่สิ่งที่ทำให้คนเราแก่ช้ากว่าปกติได้จริงๆนั่นมันอยู่ในจิตใจต่างหาก…

            “ความเครียด” เป็นศัตรูอันร้ายกาจที่สุด เท่าที่จะศึกษาได้จากการสำรวจ ว่ามันทำให้มนุษย์เราแก่เร็วได้ภายในไม่กี่วัน และหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงก็อาจเป็นไปได้…

            แล้วชาวดอกไม้อย่างนายศรัญคนนี้เล่า ไม่เคยมีความเครียดเสียเลยหรือ…

          มีสิ…ทำไมจะไม่มี  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกนี้ มันก็มีกันบ้าง ชาวดอกไม้ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ชีวิตจะต้องโปรยด้วยกลีบกุหลาบไปเสียทุกเส้นทางที่ก้าวเดินไป…

            แม้การใช้ชีวิตแบบ “ตัวคนเดียว” มันจะเหงามิใช่เล่น แต่การครองโสดดูจะเป็นของขวัญจากธรรมชาติเพียงสิ่งเดียวที่มอบให้แก่ชายชาวดอกไม้ นั่นคือมีความเครียดน้อยกว่าชีวิตของ “ชายแท้”ที่มีครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่มีครอบครัวแบบไม่ค่อยปรกติสุข…

            นั่นกระมังที่ทำให้ชายชาวดอกไม้ส่วนใหญ่จึงแลดูหนุ่มกว่าเมื่อเปรียบกับผู้ชายทั่วไปที่มีลูกมีเมียมีภาระรับผิดชอบ…

            มันเป็นความภูมิใจกระนั้นหรือ…นายศรัญคิด

            ไม่เลย ไม่ซะทีเดียว…อย่างไรซะเขาก็คือมนุษย์ ย่อมมีจิตใจ มีความเหงา มีความหงอย ถึงวันนี้เขาเองยอมรับว่าเขา“โหยหา” ความรัก ความอบอุ่นอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ต้องถึงขนาดมีครอบครัวเหมือนผู้ชายแท้ๆนั่นหรอก  แต่อยากจะมีใครสักคนอยู่เคียงข้างแบบ “เป็นตัวเป็นตน”บ้างก็เท่านั้น…

            มันสายเกินไปรึยังเอ่ย…เขาคิดถามตนเองอีก

            แล้วอดีตหนุ่มเจ้าสำราญก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้เหมือนทุกครั้งที่คิดคำถามนี้ขึ้นมาเอง…

            ดอกลั่นทมโชยกลิ่นอ่อนๆ ซึ่งก็เป็นอีกค่ำคืนหนึ่งที่เขาหวนคำนึงถึง “ใครบางคน”ในความทรงจำลึกๆนั่น…

            ยอดไม้ไหวยวบยาบในความมืดของอีกคืน  นี่ก็เกือบจะสองทุ่มแล้ว ระยะหลังๆมานี่สวนสาธารณะไม่ค่อยจะ “คึกคัก”เหมือนเมื่อก่อนนั้นเลย…

            อาจเป็นเพราะมีแหล่ง “บันเทิง”สำหรับชาวดอกไม้มากขึ้นกระมัง  ไอ้สวนสาธารณะจึงกลายเป็นแหล่ง “พบปะ”ที่กำลังจะล้าสมัยไปในที่สุดสำหรับ “ผู้ชาย”ในสังคมแบบนี้…

          เพราะแม้แต่ตัวเขาเองผู้เคยเป็น “นักแขวนลอย”ตัวยงของที่นี่ ก็ยังห่างหายไปนานทีเดียว…

          ถึงจะมาที่นี่ก็ต้องมีแรงจูงใจอะไรสักอย่าง ดูเหมือนว่าโคนต้นลั่นทมจะเป็นจุดแรกที่เขาคิดถึง มันเป็นความประทับใจลึกๆที่เขาอดนึกไม่ได้ทุกที…

          ก็อดีตที่มันดีๆควรจดจำมันเคยเกิดขึ้นตรงนี้…เพราะอะไรก็ไม่รู้…เขาถึงนึกถึงมันเข้าอีก…

            เก้าอี้ยาวตัวใหม่ถูกนำมาทดแทนตัวเก่าซึ่งเดิมเป็นแค่ม้าหินเก่าๆ โคมแสงจันทร์ส่องสว่างไสวไปทั่วบริเวณ ทำให้โคนลั่นทมในวันนี้มิใช่มุม “ลับเฉพาะ” เช่นแต่ก่อนอีกแล้ว และนี่ก็คงเป็นอีกสาเหตุกระมัง ที่ทำให้ชาวดอกไม้ “แถวนี้”บางตาลงไป…

            ระยะหลังๆมานี้ เขามาคนเดียวแล้วแล้วก็กลับออกไปอย่าง “เดียวดาย”เช่นกัน นานทีปีหนหรอกนะถึงจะมีหนุ่มแปลกหน้า“ติดไม้ติดมือ”กลับไปเป็น “ของคาวยามค่ำ”ดั่งเก่าก่อน…

เมื่อวานก็คือเมื่อวาน วันนี้ก็คือวันนี้ จะให้มันเหมือนกันได้อย่างไรกัน วันใหม่ก็คงเป็น “โอกาส”ของเด็กรุ่นใหม่ๆ  ฤาชายกลางคนเช่นเขาจะ “หมดเสน่ห์”หรือ “หมดท่า”ไปเสียแล้วหรือนี่…

            แล้วเขาก็เดินเอื่อยๆผ่านบานประตูสวนออกมาด้านนอก สี่แยกศาลาแดงในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งฉิวอยู่เบื้องบนกำลังจะประกาศให้รู้ว่ากรุงเทพก้าวเข้าสู่สหัสวรรษใหม่แล้ว…

            หัวมุมตรงห้างสรรพสินค้านั่นก็เปลี่ยนไป ซุ้มการเวกที่เคยโอบครึ้มอยู่ตรงนั้นก็โดนถอนหลบตอหม้อทางรถไฟไปจนสิ้น…

            ทั้งเจ้านกนางแอ่นที่เคยย้ายจากสายไฟที่ถูกถอดถอนบนถนนสีลม มาจับเจ่าตาม

ยอดไม้ก็ดูบางตาไปจนน่าใจหาย…

            เขาก้าวไปตามฟุตบาธริมสวน ก่อนจะลัดเลาะมายังถนนอันยาวไกลอย่างไร้จุดหมาย  นึกสมน้ำหน้าตัวเองนักที่ต้องขายรถ ขายคอนโด ขายทุกสิ่งทุกอย่างที่พอจะนำออกขายได้ เพราะผีการพนันในตัวเขานั่นเอง…

            ไม่เพียงแต่เสียทรัพย์ แต่เขาต้องพลอยเสียมันไปเกือบซะทุกอย่าง คนรัก คู่ขา หรือแม้แต่คู่หูคนสนิทก็หมดสิ้น ก็ใครจะทนคบกับนักหนังสือพิมพ์จนกรอบไร้ราศีอย่างเขาได้..

            สองมือล้วงกระเป๋ากางเกงและควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบไปเรื่อยเปื่อย  เขาพยายามสลัดอารมณ์เหงาให้มันหลุดไป แต่เปล่าเลย…มันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด…

ความปรารถนาในใจมันกลับทำให้เขาร้อนรุ่มสุมทรวงขึ้นมาอีกจนได้…

และแล้ว…เขาก็ตัดสินใจเลี้ยวเข้าซอยนั้น และแวะเข้ามาที่นี่…

สถานที่ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นแหล่งพบปะของชายชาวดอกไม้ในยุคนี้ก็ว่าได้ สถานหย่อนอารมณ์อันชุ่มฉ่ำ มันเป็น “วิมานน้ำ”และที่ออกกำลังกายของชายหนุ่มที่ไม่เพียงแต่เหมาะสำหรับ “พบปะ”แต่ออกจะ “ล่อแหลม”ต่อการมีสัมพันธ์กันเสียด้วยซ้ำ…

เมื่อผลัดเสื้อผ้าและเก็บของในล็อคเกอร์เป็นที่เรียบร้อย เขาก็พันกายเพียงผ้านุ่มๆผืนเดียวออกมายังห้องโถง แสงอ่อนๆเย็นตาชวนให้อารมณ์เคลิบเคลิ้มเป็นยิ่งนัก…

            แต่กระนั้น…เขาเองก็คงได้แต่นั่งจิบเบียร์เย็นฉ่ำตรงเคาร์เตอร์บาร์ มองมนุษย์ผู้ชายมากมายหลายหลาก  ซึ่งแต่ละนายนั่นก็ล้วนห่อหุ้มท่อนล่างด้วยผ้าเช็ดตัวขาวสะอาดเช่นเดียวกับเขา…

            ผู้ชายส่วนใหญ่ในสถานที่นี้มักจะ “มั่นใจ”ในสรีระอันเย้ายวนก็ยืดอกเปล่าเปลือยอวดกันละออตา   ส่วนรายไหนที่ไม่ประสงค์จะอวดโฉมโนมเนื้อก็คลุมทับด้วยเสื้อคลุมเบาๆอีกชั้น…

            เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆทำให้บรรยากาศตรงนี้ดูมีรสนิยม ทั้งการให้แสงตามมุมต่างๆให้ความรู้สึกอบอุ่นเป็นกันเอง แขกบางรายนั่งจิบน้ำชาอ่านหนังสือพิมพ์เหมือนนั่งอยู่กับบ้าน  บางมุมก็เป็นโซฟายาวใครใคร่นอนดูทีวีก็ไม่ว่ากัน…

            จากมุมตรงนี้มองลอดไปยังหน้าห้องแต่งตัว แต่ก่อนที่สายตาจะทะลุผ่านไปได้ต้องลอดแจกันใหญ่ซึ่งวางตั้ง ดอกไม้กลีบขาวช่อยาวๆที่เสียบอยู่ดูน่าสนใจ ลีลาอันเป็นธรรมชาติของมันแค่เสียบลงแจกันลงไปตรงๆแล้วคลี่ให้กระจายแล้วแซมด้วยใบไม้ใหญ่ๆสีเขียวก็งามพอแล้ว…

            กลิ่นอ่อนๆของมันโชยผ่านจมูกไปเป็นพักๆ กลิ่นหวานละมุนของมันชวนให้เขาคนึงถึงกลิ่นลั่นทมในสวนสาธารณะขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้…

            ศรัญยื่นหน้าเข้าไปสูดกลิ่นของมันใกล้ๆ แต่ตากลับสะดุดกับร่างหนึ่งที่ยืนอยู่หน้ากระจกในห้องแต่งตัวนั่น…

            ชายหนุ่มคนที่กำลังถูกแอบมองนั้นยกมือขึ้นแปลงผมหยักศกอย่างบรรจง ร่างนั้นมีเพียงผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดพันไว้เพียงท่อนล่าง ปล่อยให้ผิวเนื้อเนียนสะอาดเปลือยเปล่าอวดกล้ามแกร่งแต่พองาม…

เขาคนนั้นดูคล้ายมาก…ศรัญเองไม่เคยลืมดวงหน้าใสซื่อที่เขาเคยเห็นในอดีตที่ผ่านไป…

            เด็กหนุ่มวัยสิบแปดคนที่เขาเคยรู้จัก…เคยมีสัมพันธ์…กลายมาเป็นชายหนุ่มมาดนุ่มนวลคนที่เขากำลังลอบมองอยู่อย่างเงียบๆในเวลานี้จริงๆหรือ…

            “ธม…” เขาเพ้อชื่อนี้ออกมาเบาๆ พลันก็นึกถึงหนุ่มน้อยนัยตาซื่อคนที่เขารำพันถึงพร้อมกับแหวกกอดอกไม้นั่นเพื่อให้ภาพนั้นถนัดตายิ่งขึ้น…

            “พี่ชอบดอกซ่อนชู้นี่เหรอฮะ…”

            ศรัญหันไปทางคำถามซึ่งบาร์เทนเดอร์พูด อย่างงงๆ “อะไรนะครับ…”เขาทวนคำถามอย่างเก้อๆ…

            “ก็ดอกซ่อนกลิ่นนี่ไงครับ…คนโบราณเขาเรียกว่าดอกซ่อนชู้…เห็นพี่ดมผมคิดว่าพี่คงชอบน่ะครับ…”

            “แฟนผมเขาชอบน่ะ…” ศรัญตอบแก้เก้อไปอย่างงั้น

            “มันเป็นดอกไม้ประจำแจกันที่ซาวน่าแห่งนี้แหละครับ  เจ้าของแกชอบน่ะครับ ผมเองก็ไม่ทราบว่าเพราะอะไร…” เด็กในเคาน์เตอร์ขยายความ “แล้วไอ้ที่ผมบอกพี่ว่าบางทีเขาก็เรียกดอกซ่อนชู้น่ะ เจ้าของแกก็เป็นคนเล่าให้ฟังครับ เด็กรุ่นผมน่ะไม่ทราบหรอกฮะ”

            “ก็…หอมดี…” ศรัญว่า

            “ครับ…แต่ผมว่ากลิ่นมันวังเวงยังไงพิกล” หนุ่มพนักงานทำหน้าเหมือนกลัวผี “เนี่ยถ้าเอาไปเสียบแจกันที่บ้าน มีหวังโดนแม่ด่าเปิดเปิงแน่…” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “พี่ก็ทราบดีใช่ไหมฮะ ว่าเพราะอะไร แหม…คนรุ่นคุณพี่เนี่ยน่าจะรู้ดีกว่าผมซะอีก…”

            ศรัญรู้สึก “หดหู่”ในสำนวนซึ่งเจ้าหนุ่มหน้าซื่อนั้นอาจไม่ตั้งใจ  ใช่…ฉันมันรุ่นนี้แล้ว เด็กเมื่อวานซืนอย่างนายอย่ามาบังอาจสอน…

            ก็รู้กันตั้งนมนานกาเลมาแล้ว…ว่าดอกซ่อนกลิ่นน่ะเขาไว้จัดหน้าศพ เพราะมันดับกลิ่นศพได้ดี…

            จะว่าไป มันมิได้ “ดับ”กลิ่นหรอก แต่ความหอมแรงของมัน “กลบ”กลิ่นที่ไม่พึงปรารถนาซะมากกว่า…

            หรือ…ก็เพราะคุณสมบัตินี่ล่ะมั้ง ที่เป็นต้นกำเนิดของชื่ออันตรงไปตรงมาของมัน…

          “ซ่อนชู้…” ถ้าในกรณีนี้  คนโบราณก็คงจะเปรียบเปรย “ชู้รัก”เป็นสิ่งที่มีกลิ่นรุนแรงเร่าร้อนกระมัง ศรัญฉุกคิดเอาเองอย่างดื้อๆอย่างนี้…

            “ไม่ขึ้นไปดื่มบนดาดฟ้าเหมือนอย่างเคยหรือฮะ…” เจ้าหนุ่มพนักงานคนเดิมกระเซ้า “เอ…มาด้อมๆมองๆหนุ่มแถวนี้หรือเปล่าเอ่ย…”

            ศรัญบอกกับตนเองว่ารู้สึกอายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาหลบแฝงกายหลังหลืบกอซ่อนกลิ่น ที่ปักประดับไว้ในแจกันใบใหญ่ ทั้งยังต้องคอยลอบชม “ชายคนนั้น”อย่างมิค่อยจะมั่นใจนัก…

ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่เขากำลังคิด ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งในหลายร้อยหน้านั้น  มันกำลังจะถูกย้อนรอยกลับมา มันกลับมา “ยอกย้อน”ให้เจ็บปวดอีกจนได้หรือนี่…

            กาลเวลา…มันพาให้ทุกอย่างในโลกนี้เปลี่ยนไปได้ทุกวันจริงอย่างที่คนเขาว่ากัน จริงๆ  ดูรึ…เด็กกะโปโลหน้าใสๆเหมือนลูกวัวอ่อนในเวลานั้น กลายมาเป็นหนุ่มใหญ่มาดดีน่าสนใจ  ส่วนเขา…นายศรัญ…ชายหนุ่มรูปงามเนื้อแน่นเมื่อสิบหกปีก่อน กลับต้องก้มลงมองสังขารอันกำลังจะ “หมดสภาพ”ไปอย่างหดหู่…

            เขาได้ใช้ “ความเป็นหนุ่ม”มาอย่างโลดแล่น โชกโชนและไม่บันยะบันยัง…

            จนในวันนี้สิ่งที่เขาใช้มันไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย กำลังจะทำให้ร่างนี้ร่วงโรยไปเสียแล้วหรือ วัยที่นำหน้าด้วยเลขห้า ทำให้หนุ่มใหญ่ที่ชื่อศรัญคนนี้ย้อนคิดถึงอดีตที่ผ่านไปอย่างแห้งโรย…

            ครู่ต่อมา…บนดาดฟ้าของสถานบริการแห่งนั้น มันถูกจัดเป็นสวนมีต้นไม้ร่มรื่น มีเก้าอี้และโต๊ะตามมุมต่างๆไว้นั่งดื่มและคุยกัน…

            ท้องฟ้าคืนนี้เปิด ดาวพรายแสงระยับอยู่บนนั้น ลมธรรมชาติโชยมาเย็นๆ ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแบบสวนสาธารณะอันคุ้นเคย ต่างกันก็เพียงแต่คนที่นี่ส่วนใหญ่ “เปิดเผย”ทั้งทางร่างกาย และทางจิตใจ ไม่เก็บกดซุกซ่อนเหมือนอย่างชาวดอกไม้ในสวนนั่น.

            คืนวันศุกร์ ผู้ใช้บริการที่นี่ค่อนข้างมาก แต่บนดาดฟ้านี้ไม่ค่อยรู้สึกแออัดนัก เพราะคนที่นี่ก็ต่างก็มี “จุดประสงค์”ต่างๆกันไป ผู้ที่เลือก “เซ็กซ์”เป็นเป้าหมายของการมา ก็มักจะลงไป “ระเริง” ยังห้องมืดๆลับๆล่อๆที่เขาตระเตรียมไว้เพื่อ “เกมกาม” ผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและเรือนร่างก็จะตรงไปยังห้องยิม ห้องอบไอน้ำ หรือห้อง อบไอร้อนตามอัธยาศัย…    

ส่วนบนดาดฟ้านี้น่าจะเหมาะกับการพักผ่อนสบายๆอย่างแท้จริงมากกว่า เพราะบรรยากาศบนนี้ค่อนข้างเปิดเผยไม่มืดไม่สว่างจนเกินไปนัก  เสียงเพลงไพเราะคลอเคลียอยู่ตลอดเวลาน่ารื่นรมย์นัก…

           

            Memories…light the corners of my mine…

        Misty water color memories of the way we were…

                        Scattered pictures of the smiles we left behind…

                        Smiles we give to one another for the way we were

        Can it be that it was all so simple then…

        Or has time rewritten every line ?

        If we had the chance to do it all again

        Tell me would we ? could we ?

                        Memories may be beautiful, and yet

                        What’s too painful to remember

We simply choose to forget

        So it’s the laughter we will remember

        Whenever we remember…

        The way we were…The way we were…

 

            เพลงซึ้งๆเพลงนั้น…ดังแว่วมาจากลำโพง “THE WAY WE WERE” หรือ “เส้นทางรักของเรา” มันคลุกเคล้ากับบรรยากาศรอบข้างเวลานี้ และมันก็เข้ากับเบียร์แก้วที่สามนี้ได้อย่างกลมกล่อมทีเดียว…

            “เขาคนนั้น” ชายปริศนาคนที่ยืนหวีผมอยู่หลัง “ม่านซ่อนกลิ่น”เมื่อครู่ก่อน ปรากฏกายอยู่ตรงเก้าอี้ตัวนั้นอีกแล้ว…

            ชายหนุ่มนั่นนั่งไขว่ห้างแล้วอ่านแม็กกาซีนอย่างไม่ใยดีผู้ใดเลย ถ้วยกาแฟร้อนกรุ่นวางอยู่ตรงหน้า แล้วเขาก็ยกมันขึ้นจิบช้าๆ ดูเขามีมาดและแตกต่างไปจากเด็กหนุ่มคนที่เขาเคยรู้จักเมื่อสิบหกปีก่อนอย่างสิ้นเชิง…

            แต่สิ่งที่ยังคงเหมือน ก็คือแววตาที่เปิดเผย จริงใจ และโอบอ้อมอารีคู่นั้น…

            เวลานี้จิตใจของนายศรัญเต็มไปด้วยความสับสนเต็มที จะว่าแน่ใจเขาก็แน่ใจเต็มร้อย แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มั่นใจเอาเสียเลย  อยากก็อยากจะให้เขาคนนั้นหันมาสบตาบ้าง แต่อีกซีกหนึ่งของใจก็นึกอายอย่างบอกไม่ถูก…

            กระดาษ ปากกา เขาหยิบมันขึ้นมาขีดเขียนข้อความที่อยากบอกลงไป…

เนื้อเพลง “บนลานลั่นทม” ของชาวคณะ “สุนทราภรณ์” มันเป็นเพลงแห่งความหลังของ “ธม”  และธมก็เคยบอกกับศรัญอย่างงั้น…

           

            แดนดินใดไม่แม้นแดนลานลั่นทม…

          ดุจดั่งสวรรค์แดนพรหม สวยสุดสมคำชมได้…ฮัม…

                    ทิวเขียวลิ่วไกล เพลินมองไป เสียงลมไกวกิ่งไหวดังซู่…

                    ทิ้วขั้วหล่นปลิว ลั่นทมพลิ้วโชยร่วงพรู…

                    แม้นดังพรมลาดปูดุจทางสู่สุดสวรรค์เทวัญ…

          ลมรำเพย ความหอมชวนดอมลั่นทม…

          สูดกลิ่นถวิลเชยชม แสนสุขสมอารมณ์มั่น…ฮัม…

                    ใจหวนตื้นตัน เกินจำนรรจ์เพ้อรำพันว่าหอมใดเท่า…

                    หอมชื่นลั่นทมเมื่อลมพลิ้วมาเบาๆ…

                    ล้างสิ่งตรมอกเราให้คลายเศร้าที่คอยเผาโทรมใจ…

 

            แล้วกระดาษแผ่นนั้นก็ “ถึงมือ”ชายปริศนานั่นพร้อมกับกาแฟถ้วยต่อไป ส่งผ่านมือพนักงานผู้เอื้อเฟื้อคนหนึ่ง…

            แต่…กว่าที่เขาคนนั้นจะอ่านมันจบ ศรัญก็พาร่างหายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว…