ซ่อนกลิ่น ๒

                      อันเนื่องมาจาก “ลั่---”                 

ภูพิสิฐ  หอมธูปพรหม   เขียน  

Hit Counter

 

ภาคหลัง    เก้าอี้ตัวเก่ากับรอยร้าวจากวันวาน

                พระจันทร์เสี้ยวสะบัดอยู่ในลำน้ำเจ้าพระยาในคืนอันหนาวเหน็บคืนหนึ่งเท่าที่กรุงเทพจะพึงมี…

          บริเวณรอบๆป้อมพระสุเมรุซึ่งแต่เก่าก่อนไม่มีอะไรน่าสนใจ นอกจากป้อมเก่าๆกับริมน้ำรกๆ ในวันนี้มันถูกพัฒนาโดยรอบให้คนกรุงได้ทัศนาทิวทัศน์ริมฝั่งชล มันกลายเป็นสวนสวยอีกมุมเมืองที่น่านั่งพักพิง…

            ที่นี่เป็นสวนเปิดไม่มีกำแพง จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเวลาเข้าออกของผู้มาพักผ่อน ลานกว้างที่ปรับพื้นที่ให้ต่างระดับทำให้แลดูน่าตื่นตา ทั้งพลับพลาหลังกลางนั่นก็ดูโดดเด่นเป็นสง่าน่ามองนัก รายรอบดารดาดไปด้วยพันธุ์ไม้ที่มีมาแต่เดิมและปลูกขึ้นมาใหม่ๆ…

            สายชลที่ไหลเอื่อยอยู่ข้างหน้านั่น มีเรือโยง เรือลาก เรือภัตาคารอันหรูหรา เรือโดยสารของบรรดาโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมน้ำ แล่นผ่านไปมา ทำให้ชีวิตชีวาบังเกิดขึ้นบนลำน้ำในยามค่ำ…

            ไกลออกไปนั่น…คือแสงวูบวาบวาววับจากอาคารทั้งหลายทั้งปวงที่ตั้งอยู่อีกฝั่ง แลระยิบระยับเหมือนอยู่บนวิมานชั้นฟ้า…

            ลมเย็นๆกับเบียร์กระป๋องเย็นๆที่ศรัญซดเข้าไปทำให้เขารู้สึกสะท้านน้อยๆ น้ำเมาเคล้ากับบรรยากาศเช่นนี้ ก็พอจะทำให้คน “พื้นๆ”อย่างเขาเป็นสุขได้บ้าง ถ้ามีสวนอันรื่นรมย์แบบนี้อยู่ทั่วๆกรุงมันก็คงจะไม่เลวเลย   อย่างน้อยๆชาวบ้านที่ไม่มีโอกาส ไม่มีคฤหาสน์ ไม่มีสวนหย่อมส่วนตัว ก็จะได้อาศัยใบบุญบ้าง… 

            สามคืนผ่านไป…แต่ใจคนคอย มันก็เสมือนนานสามปี…

            คอยใคร…ก็คอยชายหนุ่มที่ชื่อ “ธม” ก็ถ้าชายหนุ่มคนที่เขาพบที่ “วิมานน้ำ”นั่น เป็นคนๆเดียวกับที่เขาคิด เขาก็ต้องมา…

            นี่เราเข้าข้างตัวเองเกินไปหรือเปล่าวะ….นายศรัญคิด… ทำไมธมเขาต้องอยากมาพบกับมึงด้วยล่ะนายศรัญเอ๋ย…   ในเมื่อในอดีตที่ผ่านไป มึงเองนั่นแหละที่ได้สร้างความเจ็บช้ำให้แก่เขาเอง…แล้วตอนนี้มึงจะมาเรียกร้องอะไรอีกวะ…

            หรือ “เขาคนนั้น”อาจไม่ใช่ธม เขาเพียงดูคล้าย คล้ายจนทำให้นายศรัญคิดเพ้อเจ้อไปเองงั้นหรือ…

            หรือธมอาจยังไม่ว่าง…มาดนักธุรกิจของเขาในวันนี้คงจะมีเวลาให้ใครน้อยเต็มที ช่างเถอะ…ถ้าเป็นอย่างนั้น ศรัญก็จะรอต่อไปอีกสักสองสัปดาห์ คอยที่นี่ และตรงนี้ ตรงที่เขาได้จรดปลายปากกาบอกไปในกระดาษแผ่นนั้น…

            สามวันมานี้…เขาได้มีโอกาสโดยสารเรือข้ามฟากจากท่าพรานนก สู่ท่าพระจันทร์เพื่อเดินต่อมายังป้อมพระสุเมรุนี่  แม้ทุกวันนี้เขามิได้มีแหล่งพักพิงอยู่แถวฟากกระโน้นแล้วก็ตาม แต่เขาก็อยากทำ ทำเพื่อระลึกถึงครั้งหนึ่งและคนๆหนึ่งที่เขาอยากนึก…

            ดอกซ่อนกลิ่นที่เขาถือติดมือมาวันละหนึ่งช่อ หวัง…และเพื่อจะมอบให้แก่คนที่เขารอคอยพบ แต่…ช่อเมื่อวานซืน และช่อเมื่อวาน เขาได้เด็ดแล้วโรยมันลงไปในสายน้ำทีละดอก ทีละดอก…

            สี่ทุ่มตรง…ได้เวลาที่เจ้า “ซ่อนชู้”ช่อนี้ จะลงไปลอยบนเจ้าพระยาอีกหรือเปล่าหนอ…

            เขาเดินเรื่อยเปื่อยไปบนโป๊ะริมน้ำแล้วเหม่อมองออกไปสุดสายตา เสียงเครื่องยนต์จากเรือลำเล็กที่ลากเรือบรรทุกทรายลำเบ้อเร่อนั่นชวนให้คิด…       

            เจ้าเรือเหล็กกล้าลำใหญ่โตดูแข็งแรงกว่านั่น…ไฉนหนอจึงต้องพึ่งพาให้เจ้าเรือยนต์ลำจ้อยๆนั่นเป็นผู้นำทางด้วยเล่า…

            เรือสำราญลำถัดมาส่งเสียงตึงตังดังลั่นมาจากกลางลำน้ำ ผู้คนบนนั้นดูมีสีสันร่าเริงบันเทิงใจ…

            และ…พอเขาหันหลังให้กับลำน้ำ  หัวใจของเขาก็ต้องเต้นไม่เป็นจังหวะ เพราะเงาดำของชายหนุ่มที่เขามองเห็นนั่น…

            “ธม…เขาจริงๆนั่นแหละ…” ทำไมศรัญจึงจะจำชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้

            “ครับ…ผมเอง พี่ศรัญมารอผมกี่คืนแล้ว…” ธมบอกกับเขาเมื่อมายืนอยู่บนสะพานซึ่งทอดไปบนโป๊ะ ดูเขาสงวนทีท่ายังไม่เคลื่อนกายมาใกล้ๆ

            “ก็ตั้งแต่หลังจากที่พี่พบคุณที่นั่นแหละ…” ศรัญเลือกใช้สรรพนามที่ต่างจากตอนที่ธมยังเป็นเด็กวัยรุ่น  พยายามสบตากับธมในเงาดำ แต่เขารู้สึกอึงอื้อพูดอะไรไม่ออก เหมือนฝันครั้งที่สองที่ยังไม่อยากให้มันตื่น

            “ขอโทษนะฮะ…ที่ปล่อยให้พี่คอย…ผมไม่คอยมีเวลาว่าง…” ธมเองก็รู้สึกเคอะเขิน ก็จะทำยังไงได้ล่ะ ความสัมพันธ์ที่ห่างเหินมาเกือบยี่สิบปี จะให้กลับมา “สนิทสนม”อย่างเดิมๆคงต้องให้เวลาสักนิด…

            ศรัญขยับกายเข้าไปชิดแล้วจับมือฝ่ายนั้นเข้ามารับช่อดอกไม้ไป ปลายจมูกของเขาเคลียแก้ม ทำให้ธมเบี่ยงหลบอย่างกระดากๆ

            “หวังว่าธมคงชอบนะครับ…” ศรัญทำเสียงกระเส่า เหมือนวันที่เพิ่ง “จีบ”กัน

            “ดอกไม้น่ะชอบครับ…แต่ที่ไม่ชอบน่ะคือการกระทำของคนให้…” ธมค่อนแคะแล้วทรุดกายลงบนข้อต่อของสะพานกับโป๊ะที่ลอยน้ำ เขาไม่กล้าสบตาศรัญแม้แต่น้อย

            “โทษครับ…” ศรัญบีบมือธมแล้วนั่งลงเคียงข้าง “เนี่ยเขาเรียกดอกซ่อนชู้…พี่รู้ว่าเราน่ะชอบสีขาว…และดอกนี่ก็สีขาว”

            “เมื่อก่อนน่ะใช่…แต่เดี๋ยวนี้คงไม่แล้วมั้งครับ…” ธมยกช่อซ่อนกลิ่นขึ้นสูดกลิ่นหอม ตามองเหม่อไปยังเวิ้งน้ำข้างหน้า…

            “ทำไม” หนุ่มใหญ่วัยเกือบห้าสิบขมวดคิ้วเข้ม ในดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม

            “เมื่อก่อนก็เหมือนผ้าสีขาวบริสุทธิ ที่พร้อมจะเปรอะเปื้อนได้ทุกเวลา ตอนนี้ผมอายุสามสิบกว่าแล้วนะครับ ผ้าขาวที่ถูกสีหกใส่มาจนนับไม่ถ้วนครั้ง จะให้มันขาวนวลเหมือนเดิมอย่างไรกันครับ…” ธมพูดเป็นปรัชญา เขาสบตาศรัญด้วยแววประชด

            “เราน่ะยังเจ้าสำนวนเหมือนเดิม…” ศรัญลูบไล้ท้ายทอย ชวนให้ธมย้อนถึงบรรยากาศเมื่อสิบหกปีแห่งความหลัง…

            “พี่หายหน้าไปไหนมา…” ธมไม่รู้จะถามอะไรที่ดีไปกว่านี้

            “เราน่ะแหละหาย…พี่เองก็ยังเที่ยวตะลอนๆเป็นเฒ่าหัวงูเหมือนเดิมนั่นแหละ…” ศรัญพูดติดตลก

            “รู้ตัวน่ะประเสริฐแล้ว…” ธมว่า แล้วเมินหน้าออกไปยิ้มเยาะกับลำน้ำเจ้าพระยา “แก่แล้วก็ควรจะถึงเวลาหยุดหลอกเด็กได้แล้ว…”

            “ก็กำลังจะหยุดซะที…” นายศรัญเบียดกายกระแซะแล้ววางท่อนแขนหนักๆลงบนไหลของธม ลมปากอุ่นๆคละกลิ่นเบียร์กระทบกับใบหู “หยุดที่เราน่ะแหละ…” เสียงเขาเบาลงอีกเหมือนกระซิบ “พี่รักธม…ได้ยินไหม…พี่รักธมจริงๆ”

            “ทำไมพี่เพิ่งจะมาบอกผมครับ…” ธมหันขวับมาสบตาทันที “ไม่รอให้อายุสักเจ็ดสิบค่อยมาบอกล่ะครับ…”

            “ก็เราน่ะไม่เคยเปิดโอกาสให้พี่พบเลย…” ศรัญทำเสียงน้อยใจลึกๆ “รู้มั้ย…พี่น่ะตามหาธมมาหลายปี และวันนี้ก็เป็นโอกาสเดียวที่พี่ต้องบอก อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ยังไงพี่ก็ตั้งใจไว้แล้ว ว่าพี่ต้องบอกอย่างงี้….”  เขาก้มหน้ารำพันในสิ่งที่เขาอยากเอ่ยมานาน “พี่รู้…ว่ามันไม่เหมาะเลยที่พี่ต้องมาขอพบธม แล้วทำอะไรเปิ่นๆอย่างงี้…ขอโทษนะ…ขอโทษจริงๆ…” เขาพูดจบก็ใช้มือกุมขมับ ทำหน้าเหมือนจะร่ำไห้…

            ธมตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่บอกไม่ถูก ทั้งรัก…ทั้งแค้น…ทั้งสงสาร…ทั้งอาวรณ์ และหมั่นไส้คนๆนี้สุดชีวิต…

            “ผมขอโทษ…” ธมลูบหลังเขาปลอบโยน “อันที่จริง…ผมเองก็ผิด ผมไม่เคยบอกกับพี่เหมือนกัน…”

            “ธมไม่รักพี่แล้วหรือ…” ศรัญทำตาละห้อย นัยตาเจ้าชู้ที่สิ้นฤทธิ์ไปมาก “พี่มันแก่เกินกว่าที่ธมจะรักหรือครับ…”

            “พี่ศรัญครับ…” ธมยืนขึ้นแล้วมองไปยังคุ้งน้ำเจ้าพระยา “ความรักของผมมันก็เหมือนแม่น้ำสายนี้แหละครับ…มันยิ่งใหญ่…มันมีสายเดียว ถึงแม้ว่ามันจะเกิดมาจากการรวมตัวของแม่น้ำอีกหลายสายก็ตาม แต่มันก็ไม่เคยไหลกลับ…แล้วก็ไม่เปลี่ยนเส้นทาง…”

          “ทำไมจะไม่…” ศรัญแย้ง “บางเวลามันก็ไหลขึ้น บางเวลามันก็ไหลลง”

          “นั่นก็เฉพาะแม่น้ำตรงปลายสายแหละฮะ…” ธมเถียงแบบมีเหตุผล “เพราะตรงปลายแม่น้ำมักจะถูกน้ำทะเลหนุนบ้าง…”

            ศรัญลุกขึ้นยืนโอบเอวธมไว้ คนทั้งสองมองไปที่พระจันทร์เสี้ยวราวกันนัดกัน

            “ไม่เหมือนความรักของคนบางคน ที่เหมือนพระจันทร์ บางคืนก็มาก บางคืนก็น้อย แล้วแต่ข้างขึ้นข้างแรม…เอาแน่อะไรก็ไม่ได้” ธมเล่นสำนวนต่อ

            แม้คืนนี้จะเป็นคืนแรม…แต่ไฉนหนอ…นายศรัญถึงล้นปรี่ไปด้วยอารมณ์รักนักก็ไม่รู้…เขาชักไม่แน่ใจในปรัชญาที่ธมว่าเสียแล้วสิ…

            “คนอย่างผมน่ะ…ถ้ารักใครแล้ว ก็จะรักอยู่อย่างงั้น  รักแล้วรักเลย…ความรักของผมไม่มีวันลบออกจากใจไปได้ง่ายๆหรอกครับ…” ธมมั่นใจในคำพูดหนักแน่น เขามองสบตาศรัญด้วยความรู้สึกที่ดี “ผมรักพี่ยังไง  เดี๋ยวนี้ก็ยังคงรักอยู่อย่างงั้น …” ธมเลี่ยงคำว่าเคยรัก แต่ใช้คำว่ารักเฉยๆ เพราะใจมันอยากให้พูดเช่นนั้น  “ถ้าผมไม่มีความรู้สึกกับพี่ล่ะก็ผมคงไม่มาพบพี่ตามนัดหรอกครับ…”

            ส่วนศรัญเองก็ครุ่นคิดอยู่ในใจ…ว่าความรักของตนที่มีก็คง “ซุกซ่อน”เหมือนเจ้าดอกซ่อนกลิ่นในมือของธมนั่นแหละหนา…ความรักที่มันปะทุอยู่ลึกๆในซอกหลืบของจิตใจ  ด้วยความที่เขาเป็นคนปากแข็งมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง…

            แต่ไฉน…ปากที่ “แข็ง”ของนายศรัญ จึง “อ่อน”ลงอย่างง่ายดายในคืนนี้เล่า…

            “ขอบคุณนะ…ที่อุตส่าห์มา…” ศรัญกระชับร่างของธมในอ้อมแขนด้วยความอบอุ่นใจ “โกรธเคืองอะไรพี่หรือ…ที่ห่างหายไป…”

            “เราเลิกพูดถึงเรื่องเก่าๆกันดีมั้ยครับ…” ธมส่ายหัวเอือมระอา เขาในวัยนี้ไม่มีอารมณ์ที่จะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บกันอีกแล้ว…

            “ถ้างั้นก็ไปเดินเล่นกัน…” ศรัญเปลี่ยนเรื่อง แล้วพากันเดินมาหน้าพลับพลา ที่จัดพื้นที่เป็นชั้นเป็นเชิงต่างระดับ รายล้อมด้วยเก้าอี้นั่งเล่น และแมกไม้…

            เขาทั้งสองทรุดกายลงตรงบันไดหน้าพลับพลานั่น คืนนี้โคมไฟที่ตั้งเป็นระยะๆไม่ได้เปิดสาดแสงครบทุกดวง จึงทำให้มี “มุมมืด”อยู่หลายมุม…

            “อยู่กับพี่ทั้งคืนได้ไหมครับ…” ศรัญเว้าวอน ความเหงามันรุมเร้าให้เขากล้าพูด

            ธมส่ายหัวเนิบนาบ “ผมต้องทำงาน…” เขาอ้าง

            ศรัญอยากให้นาฬิกาคืนนี้มันหมุนช้าๆ หรือไม่ก็หยุดหมุนไปเสียเลย เพราะเขาไม่อยากให้ถึงเวลาต้อง “จาก”

            “ไว้โอกาสหน้าดีกว่า…เราพบกันแล้ว…ผมไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหนนี่ครับ…”

            “แต่…คืนนี้มันเป็นคืนพิเศษ…” ศรัญกระชับวงแขนกับตัวธมแน่นขึ้น พร้อมกระซิบที่ข้างหู

            “พี่คงลืมไปแล้ว…ว่าคืนแรกที่เรานอนด้วยกัน พี่ก็บอกผมแบบนี้…” ธมพยายามคลี่แขนฝ่ายตรงข้ามออกไป “เราไม่ใช่เด็กๆกันแล้วนะครับ นั่งโอบกอดกันแบบนี้มันจะเหมาะหรือ…”

            “ก็เพราะแก่ๆกันแล้วน่ะสิ…จะได้ไม่ต้องหว่านล้อมอ้อมค้อมกันอีก…” ศรัญว่า

            “พี่ต้องการอะไร…ก็บอกมาเลยดีกว่า…” ธมก็ไม่อยากอ้อมค้อมเหมือนกัน

            ศรัญยิ้มหวานและส่งแรงปรารถณาให้ธมรู้ “อยากรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆในที่ที่มีเราเพียงสองคน…”

            “ผมไม่ใช่คนโสดๆแล้วนะครับ…” ธมเตือนสติให้ศรัญรับรู้

            สีหน้าของนักหนังสือพิมพ์หนุ่มใหญ่เปลี่ยนไป “ก็…ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่นา…” เขาหยุดคิดเล็กน้อย “ก็…เราเคยรักกันมาก่อน จริงมั้ย…”

            “จริง…” ธมกระแทกเสียงค่อนข้างหนัก “คนอย่างพี่จะมีอะไรกับใครไปเรื่อยเปื่อยก็คงไม่ได้คิดอะไรแล้วล่ะมั้ง แต่สำหรับผมต้องคิด แล้วก็คิดให้หนักด้วย…”

            “แก่แล้วยังแสนงอนเหมือนเดิม…” ศรัญค่อนแคะ

            “ผมไม่เคยเปลี่ยน…ไม่ว่าวันเวลาจะล่วงเลยไปถึงไหน ผมก็ยังคงเป็นผมคนเดิม”

            “เปลี่ยนไปมีแฟนใหม่ไง…” ศรัญเย้าแหย่ แม้ไม่ตั้งใจ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายระคายหู

            “ก็ใครจะทนนั่งสงวนกลีบสงวนกาย รอรสรักของพี่เล่าครับ…” ธมประชดในน้ำเสียงด้วยสำนวนเจ็บแสบแปร๊บปร๊าบ…

            “โถ…” หนุ่มใหญ่จับธมเขย่าเบาๆ “เราอย่ามานั่งทะเลาะกันเลย…ไหนบอกพี่เองว่าจะลืมเรื่องเก่าๆให้หมดไง…”

            “ไม่ลืมหรอก…แต่ไม่อยากนึกถึง…ยังมายั่วให้โมโหอีก…”

            ธมไม่เคยเปลี่ยนเลยจริงๆ…ศรัญคิด…อารมณ์แปรปรวนแบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของเขาโดยแท้  แต่เดี๋ยวไม่นานหรอกก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้ง

            “แล้วนั่นจะไปไหน…” ศรัญถาม เมื่อเห็นธมลุกขึ้นยืน

            “ไปหาที่ที่มีเพียงเราสองคนอย่างที่พี่ต้องการไงครับ…จะไปไหม…”

            ศรัญแทบไม่เชื่อหูในคำพูดนั้น แต่ก็เดินเคียงกันออกมาตรงริมถนนข้างสวน ทีแรกเขาคิดว่าธมจะเรียกแท็กซี่ แต่เขาก็คิดผิด…

            ธมเดินนำไปยังรถเก๋งสีตะกั่วคันงามที่จอดอยู่ริมทาง เขากดรีโหมดเปิดประตูออก แล้วเชิญชวนให้ศรัญเข้าไป

            “เชิญสิครับ…สะดวกกว่าเดินไปตั้งเยอะนะ…”

            “ธมทำงานอะไรที่ไหนหรือครับ…” คำถามแรกเมื่อเขานั่งอยู่ในรถ ในขณะที่ธมขับไปตามถนน “คุยกันเรื่องแต่เรื่องหัวใจ เลยลืมเรื่องงานไปเลย…”

            “พี่ก็รู้ว่าผมน่ะชอบอิสระแล้วก็ขี้หงุดหงิด เป็นลูกจ้างใครไม่ได้หรอกครับ…” เขาว่าพลางไขกระจกหน้าต่างลง เมื่อเห็นศรัญทำท่าจะจุดบุหรี่ “ตอนนี้ผมเปิดร้านอาหารยุโรปอยู่แถวสุขุมวิทครับ…เนื่อย…แต่ก็สบายใจ…แล้วพี่ล่ะครับยังทำหนังสือพิมพ์เล่มเดิมหรือ…”

            “ก็เหมือนเดิม…ยังไม่ได้เป็นบอกอกับเขาสักที…” ศรัญคาบบุหรี่ไว้ในปากแล้วคายออก “สูบบุหรี่ได้ไหมครับ…”

            “ก็ทำไปแล้วจะมาขออนุญาตทำไม…” ธมประชดเล็กๆตามแบบฉบับของเขา “นี่แหละหนาเขาถึงว่ากันว่า สำหรับคนที่เรารักน่ะ…ทำอะไรก็ยอมได้ทั้งนั้น…ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะเลวร้ายยังไงก็ตาม…”

            ถึงคำพูดนั้นทำให้นักหนังสือพิมพ์หนุ่มใหญ่ต้องคิดลงไปลึกๆ แต่แล้วก็จุดบุหรี่สูบต่อไปราวกับมันผ่านเข้าหูแล้วทะลุผ่านออกไปอีกหูอย่างนิ่มนวล….

            รถคันงามพาคนทั้งสองเลี้ยวโค้งตรงหัวถนน และชั่วประเดี๋ยวเดียวก็เลี้ยวขวับเข้ามายังที่นี่…ที่ที่ค่อนข้างใช้ผ้าม่านเปลืองอยู่สักหน่อย

            เมื่อม่านสีทึมๆถูกรูดปิด ความเป็นส่วนตัวก็บังเกิดขึ้น…

            “จะได้อยู่ด้วยกันเพียงสองเราไงฮะ…” ธมเอ่ยขึ้นขณะนั่งลงตรงขอบเตียงแล้วถอดรองเท้าถุงเท้า

            “เก่งขึ้นเยอะจนพี่นึกไม่ถึง…” ผู้ที่ถอดเร็วกว่าไม่รอช้าที่จะโน้มตัวธมลงมาเกลือกกลั้วให้สมกับที่รอคอยมาถึงสิบหกปี “อยู่กับพี่ทั้งคืนนะครับที่รัก…”

            “ผมคงจะเป็นสุขมากถ้าเมื่อก่อนพี่พูดกับผมแบบนี้…” ธมปลดกระดุมเสื้อฝ่ายที่นอนทาบเขาอยู่บนอกออกทีละเม็ดๆ “แต่…มีคนพูดกับผมบ่อยแล้ว มันไม่แปลกหูแล้วล่ะครับ…พี่ศรัญครับ…” ท้ายเสียงธมแสดงอารมณ์สะท้าน เมื่อใบหน้าที่สากด้วยตอขนของศรัญไล้โลมไปตามต้นคอ…

            “หืมม…มีอะไร…” หนุ่มใหญ่ถามแบบไม่ตั้งใจนัก แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาดำเนินกามลีลาต่อไป…

            “ความรัก…จำเป็นด้วยหรือครับที่ต้องจบกันบนเตียงแบบนี้…”

            เหมือนดังจะไม่ยอมให้ธมพูดต่อ…ศรัญประกบปากบางเฉียบคู่นั้นเนิ่นนาน ลิ้มรสที่ห่างหายมานานจนเกือบลืม “จะถามทำไม…ธมพาพี่มาเอง…ก็ตอบตัวเองสิว่าเพราะความรักหรือเปล่า…”

            ธมส่ายหน้าหลับตาพริ้มเพรา และยิ้มย่องที่มุมปาก…

            “งั้นเพราะอะไร…” เสียงศรัญกระด้างน้อยๆ

            “แรงปรารถนา…”  ธมเสียงกระเส่า เขาหลับตาลง ริมฝีปากเต้นระริก “ผมไม่สามารถข่มแรงปรารถนาที่ผมมีต่อพี่ได้…”

            “ถ้างั้นก็ปล่อยมันไปตามความต้องการสิครับ…”

            ข้อความสุดท้ายเป็นภาษาที่เขาพูดกันบนเตียง หลังจากนั้นก็ล้วนแต่เจรจากันด้วยภาษากายเพียงแต่อย่างเดียว ไม่มีใครปริปากอะไรกันอีก นอกจากเสียงที่เล็ดลอดมาตามไรฟัน และลมหายใจอันร้อนรุ่มสุมทรวง…

            เป็นเวลานานมากแล้วที่ร่างเปลือยเปล่าของมนุษย์ผู้ชายคู่นี้กลับมาร่วมอภิรมย์กันอีก หลังจากต่างคนต่างแยกกันไป “สมสู่”กับร่างอื่นๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่มีใครอยากนับ ก็ไม่รู้ว่าจะนับไปทำสถิติอะไร…

            ในชีวิตที่ผ่านไปของศรัญไม่ใคร่อยากจะนับปริมาณ“ความใคร่”นักหรอก แต่ “ความรัก”นั่นน่ะสิ ธมเป็นเพียงคนเดียวที่เขาต้องนับ…

            ศรัญยอมรับกับตัวเองว่า ตั้งแต่ใช้ชีวิตวัยหนุ่มจนผ่านพ้นมาถึงวันนี้ คนที่เขา “รัก”ที่สุด ก็คือคนที่นอนทอดกายให้เขาเชยชมอยู่ต่อหน้าคนนี้…

            แต่…ไฉนหนอเวลานั้น เขาจึงมองข้ามไปได้…เขาโง่หรือว่าตาบอดกันแน่ ?

            ช่อซ่อนกลิ่นที่ปักไว้ในขวดเบียร์หัวเตียง ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนของมันกลบกลิ่นอับๆที่ไม่พึงปรารถณาในห้องของโรงแรมระดับไม่มีดาวนี้ได้ไม่เลวเลย…

            เมื่อแรงปรารถนามันเรียกร้อง…สถานที่ไหนๆก็ดูจะไม่มีความสำคัญอันใด เสียงจากหัวใจของคนทั้งสองเปรียบดังเสียงดนตรีที่คอยขับกล่อมให้เคลิบเคลิ้มตลอดเพลงกามารมณ์อันไพเราะ…

            เพลงที่ถูกใจ…ก็อยากให้มันยาวนานกว่าปรกติ…แต่เพลงที่เพราะๆนี่มันก็แปลก คนที่บรรเลงหรือร้องก็จะมีความรู้สึกว่ามันจบเร็วเสียเหลือเกิน…

            แล้วเพลงบทที่คนทั้งสองอยากร่วมกันร้องบรรเลง ก็จบลงจนได้…

            แม้เพลงจะมีตอนจบ…แต่ผู้ฟังย่อมมีความประทับใจ เมื่อมีโอกาสก็อยากฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก…

            “เราคงมีโอกาสพบกันอีกใช่ไหม…” ศรัญพูดไปขณะพรมจูบไปบนใบหน้าของธม เขาเพิ่งสังเกตชัดๆว่า ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าที่เขาเชยชมอยู่นี่ ไม่ได้ดูร่วงโรยไปจากเด็กหนุ่มคนที่เขาเคยเห็นในอดีตเลย เขาช่างดูแลสุขภาพให้ดูดีอยู่เสมอ…

            “พี่แก่ไปมากนะ…” ธมก็คงสังเกตตีนกาที่แข่งกันขึ้นบนหน้าเขาเช่นกัน

            “ทำไม…” เขาก้มลงจูบอีกเหมือนความพิศวาทยังไม่สิ้นเสร็จ “บทบาทลีลาของพี่มันตกๆหลนๆไปงั้นหรือครับ…”

            ธมส่ายหน้าแล้วต่อว่า… “ห่วงแต่เรื่องแบบเนี้ย…ไม่เคยห่วงสุขภาพตัวเองเลย”

            “ว่าไง…เมื่อไรเราจะพบกันอีก…หือม…” ศรัญย้ำ

            “เมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละน่า…” ธมตัดบท แล้วหลับตาหายใจยาว…

            “แฟนหวงล่ะสิท่า…” ศรัญขยี้ปลายจมูกธมเล่นๆ

            “เขาไม่งี่เง่า หึงตะบี้ตะบันอย่างคนไทยหรอกครับ…เราเข้าใจกัน…”

            “หมายความว่าเขาเป็นฝรั่ง…” ศรัญเพิ่งถึงบางอ้อ “นึกแล้วอยู่แล้วเชียว…เราคงรักเขามาก…”

            ธมส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่หรอก…แต่เขาน่ะรักผมมากตะหาก…”

            “รู้ได้ไง…” หนุ่มใหญ่ถามกวนๆ

            “ผมรู้ก็แล้วกันน่า…” ธมสะบัดเสียงใส่ “คนเรามันก็ต้องมีจิตสัมพันธ์กันมั่งสิครับ ทำไมจะต้องมาพร่ำบอกรักกันบ่อยๆด้วยเล่า”

            “แล้วเมื่อไรจะเลิกกันล่ะ…” ศรัญแสร้งถามทีเล่นทีจริง

            “เลิกกับเขาแล้วมาอยู่กับพี่น่ะหรือ…” ธมลุกจากเตียงแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวมาพันกาย “เลิกคิดไปได้เลยนะฮะพี่…ผมทำร้ายจิตใจคนที่มีบุญคุณกับผมไม่ได้หรอกครับ ผมรักพี่ก็จริงอยู่ แต่ที่ผมมานอนกับพี่ก็เพราะความปรารถนาชั่วครู่ชั่วยามของผมก็เท่านั้นเอง ผมไม่ใช่นายธมเด็กในโอวาทคนเก่าของพี่อีกต่อไปแล้วนะครับ…”

            “ธม…” ศรัญคราง เขานั่งงงอยู่บนเตียง เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น ความหวังอันเลือนลางกลับกลายเป็นความว่างเปล่าในบัดดล…

            ศรัญนั่งนิ่งมาในรถตลอดทาง เขานึกถึงคำพูดของธมที่กล่าวอย่างหนักแน่น…

            “คนที่ผมรัก…ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ผมนอนด้วย  และ…คนที่ผมนอนด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าผมรัก…จำไว้…”

            และเขาก็ยิ่งเจ็บปวด เมื่อได้ทบทวนบางคำพูดที่ธมเอ่ยมาในรถ…

            “พี่เคยทราบไหมครับ…ว่าพี่นั่นแหละที่เป็นพ่อแบบการดำเนินชีวิตให้แก่ผมเอง…เมื่อก่อนผมรักและเคารพพี่มาก  พี่คงลืมไปแล้วล่ะสิว่าสิ่งที่พี่เคยทำให้ผมดู ผมก็เก็บเอามาเป็นแบบอย่าง พี่เปลี่ยนคู่นอนได้โดยที่พี่ไม่ต้องรักพี่ก็ทำมาจนอิ่มแล้ว คราวนี้มันก็ถึงทีผมบ้างสิครับ…”

            “แต่นั่นมันไม่เหมือนกัน…” ศรัญพยายามค้าน แต่ก็ไม่มีน้ำหนักเอาเสียเลย

            “ใช่…ไม่เหมือน…” ธมแค่นหัวเราะ “ไม่เหมือนตรงที่ผมไม่ได้เปลี่ยนคู่ถี่ยิบเหมือนพี่ไงครับ…แล้วก็อีกอย่างนึง…ในชีวิตผมไม่เคยทำให้ใครเสียใจเลยแม้แต่คนเดียว…”

            “แม้แต่พี่หรือธม…พี่กำลังเสียใจเพราะธมอยู่นะ….” หนุ่มใหญ่ตาแดงก่ำเพราะฤทธิ์เบียร์และฤทธิ์รักปะปนกันว้าวุ่น

            “ผมรักพี่ศรัญนะ…” คราวนี้ธมเป็นฝ่ายปลอบโยน มืออุ่นๆของเขาข้างที่ว่างจากพวงมาลัยรถจับมือศรัญบีบเบาๆ “พี่จะเสียใจทำไมครับ…เรารักกันไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันก็ได้นี่ครับ…คบหากันแบบพี่น้อง ไม่ได้ตายจากกันสักหน่อย…”

            บรรยากาศในรถตกอยู่ในความเงียบงัน ไม่มี เสียงเพลง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคน   โคมไฟกินรีบนถนนราชดำเนินในยามค่ำคืนนี้… ยังงดงามเหมือนเมื่อวันวาน จะต่างกันก็แต่เพียง วันนี้เปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดไฟแล้วเท่านั้น หาได้ฟุ่มเฟือยดั่งแต่ก่อนไม่…

            ทุกสิ่งในโลกนี้…จะมีสักกี่อย่างที่ย่ำอยู่กับที่บ้าง โดยเฉพาะหัวใจมนุษย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เพราะถ้าขืนหยุดนิ่ง ก็หมายถึงสิ้นลมหายใจแล้วเท่านั้น…

            “หยุดตรงนี้แหละ…พี่จะลง…” ศรัญบอกเมื่อธมขับมาถึงข้างสวนสราญรมย์

            “ให้ผมไปส่งที่บ้านเถอะ…นี่ก็ดึกมากแล้ว…พี่เองก็เมาด้วย…ผมเป็นห่วง”

            “ห่วงก็จอดรถแล้วลงมาด้วยกันเป็นไร…”

            “ผมต้องกลับแล้วล่ะครับ…” ธมปฏิเสธ “อีกอย่าง…ผมไม่ชอบที่นี่…”

            “ธมเคยชอบมันไม่ใช่หรือครับ…” ศรัญพยายามให้ธมทบทวนความทรงจำ “เราเคยพบกันที่นี่…”

            “ก็เพราะงั้นน่ะสิครับ…ผมถึงไม่อยากจะรื้อฟื้นอีกแล้ว ให้ผมไปอย่างสบายใจๆนะครับถ้าพี่รักผมจริง…อย่าให้ผมลำบากใจอีกเลย…” ธมอ้อนวอน “ถ้าพี่จะลงตรงนี้ก็โอเคครับ ดูแลตัวเองด้วยนะครับ…”  ธมหอมแก้มเขาหนึ่งฟอด “ขอบคุณ…อีกครั้ง…สำหรับดอกซ่อนกลิ่นช่อนี้ ผมจะเก็บมันไว้ และจดจำพี่ศรัญไว้ในใจตลอดไป…”

            น้ำตาของนายศรัญพรั่งพรูอยู่ในเงามืดของร่มไม้ เขามองจนรถที่ธมขับลับหายไปหลังวัดโพธิ์ เสียงสะอื้นของชายวัยกลางคนที่ต้องยืนอยู่กับความเหงา…อีกครั้ง…

            เขาเดินดุ่มเข้าไปในสวนหย่อมข้างรั้วที่เป็นแนวยาวจรดกระทรวงกลาโหม เขามิได้เดินเพียงลำพัง แต่ในเงามืดนี้เต็มไปด้วยผู้ชายที่ล้วนเดินอยู่บนถนนสายเดียวกันมากมาย แต่ดูเหมือน แต่ทุกวันนี้…คนในวัยเท่าเขา ดูจะน้อยเต็มที…

            แล้วเขาก็หยุดอยู่ตรงนี้…โคนลั่นทมเพิ่งปลูกมาไม่กี่ปี ถึงมันมิใช่ต้นเดียวกันกับที่ที่เขาเคยพบธมครั้งแรก  แต่ดอกอันขาวนวลนั่นสะท้อนอยู่ในความมืดเหมือนๆกัน…

            เก้าอี้ที่ตั้งวางอยู่โคนต้นว่างเปล่า มีเพียงเขาที่กำลังแอบเช็ดน้ำตาอยู่อย่างเงียบๆ เสียงใครคนหนึ่งทักทายขึ้น…

            “ผมนั่งเป็นเพื่อนไหมครับ…”

            เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มฟันขาวให้เขาก่อนจะทรุดตัวลงที่นั่งข้างๆ 

            “พี่ร้องไห้หรือครับ…” หนุ่มคนนั้นถาม

            “เปล่า…เปล่า…” เขาหลบหน้าจากแสงสว่างกลบเกลื่อน “เพียงแต่เหงาเท่านั้น…” เขาระบายไปตามความรู้สึกจริงๆ

            “พาผมกลับบ้านสักคน ผมจะทำให้พี่หายเหงาเลยฮะ…” เจ้าหนุ่มนั่นเล่นสำนวนชวนแปลกใจอยู่ไม่น้อย  แต่ก็กระจ่างใจเมื่อเขาพูดต่อ “ผมคิดไม่แพงหรอกฮะ…”

            “ไม่ล่ะ…ไม่ชอบ…” เขาตัดสัมพันธ์ด้วยเสียงห้วนพร้อมแสดงท่าทางรังเกียจ จนอีกฝ่ายรู้สึกเคือง

            “ชอบของฟรีเหรอพี่…” ไอ้หนุ่มนั่นลุกขึ้นยืน เขาเดินออกไปแล้วบ่นพึมพำแบบไม่ไว้หน้าใคร “รอไปเถอะตาเฒ่า ไม่มีใครเขาให้เอาฟรีๆกันหรอกแถวนี้…”

            สิ่งที่เข้าหูนั่นทำให้นายศรัญอดีตหนุ่มเนื้อทองผู้เคยแต่มีคนรุมตอมรู้สึกห่อเหี่ยว ฤาเก้าอี้ตัวนี้มันไม่เหมาะกับเขาอีกต่อไปแล้ว…

            เก้าอี้ตัวเก่าที่เขาเคยนั่ง…ตัวที่เคยเหมือนบัลลังก์ทองกลางท้องพระโรง กลายมาเป็นเก้าอี้ตัวเก่าๆที่เต็มไปด้วยรอยร้าวจากกาลเวลากระนั้นหรือ…

            ค่อนคืน…เขาก็ยังคงนั่งอยู่ตรงนี้อย่างเดียวดาย…

            กลิ่นหอมอ่อนๆโชยมาอีกแล้ว…ดอกใหม่ๆที่ผลิออกมาตามกิ่งก้าน ก็ล้วนเกิดมาเพื่อทดแทนดอกที่โรยหล่นมาสู่แทบเท้า…ของเขา…

            แม้ว่ามันยังสวย…ยังหอม…แต่ก็ดอกที่หล่นลงสู่พื้นพสุธาก็ย่อมมีโอกาสโดนเหยียบย่ำให้ช้ำเฉาอยู่เสมอ…

          และดอกลั่นทม ก็ยังคงเป็นดอกลั่นทม ไม่มีวันที่มันจะแปรผันไปเป็นดอกอื่นได้อีก มันได้ชื่อว่าเป็นดอกอัปมงคล ก็ยังคงอยู่อย่างนั้น มิรู้ว่าเมื่อไรค่านิยมจะเปลี่ยนไป…

          ส่วนเขา…ก็ยังต้องคงต้อง “ซ่อนกลิ่น” คาวน้ำตา อยู่ใต้เงามืดดำแห่งชีวิตต่อไป จนกว่าจะแห้งเฉาตายไปเองนั่นแหละ         จึงจะพ้นบ่วงกรรมที่ทำมาแต่ปางก่อน…                          

 

จบบริบูรณ์  

19 มกราคม 2543